Culture & Lifestyle:-------- //// Interview

WRITER:
KRAIWITCH TUNGSOMBOON
SPECIAL THANKS:
CHARDCHAKAJ WAIKAWEE,
TRULY BKK
WWW.TRULYBKK.COM

การนําเสนอ Subculture สุดเห่อ(หมอย) ของ เเอ๊ะ - ชาติฉกาจ ไวกวี!!!

วันนี้ทาง EVERYTHING ได้มีโอกาสพูดคุยกับ เเอ๊ะ - ชาติฉกาจ ไวกวีช่างภาพเเละผู้กํากับชื่อดังของ ไทยถึงเรื่องราวความเป็นมาของ “วัยรุ่นซิมบับเว” จุดเริ่มต้นจากความคิดที่ตั้งใจอยากจะทําเสื้อออกมาขายของ เเอ๊ะ ชาติฉกาจ มาสู่การทํามิวสิกวิดีโอ การร่วมงานกับสองเเรปเปอร์วัยเก๋าอย่าง ไต๋กับบึ้ก รวมไปถึงบอกเล่าเกี่ยวกับความเป็นร่มเกล้าที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านมุมมองของเเอ๊ะ ชาติฉกาจ กับ บทสัมภาษณ์ครั้งนี้นั่นเอง

จุดเริ่มต้นจากความเห่อหมอยจนกลายมาเป็น “วัยรุ่นซิมบับเว”
  จุดเริ่มต้นมันมาจากความที่อยากทำมิวสิกวิดีโอเพื่อขายเสื้อวง แต่ด้วยยุคนี้หลายคนไม่ว่าจะเป็น นักดนตรี ยูทูบเบอร์หรือคนอื่นๆ ล้วนแล้วแต่ทำเสื้อออกมาขายหาเงินในช่วงโควิด-19 ซึ่งผมคิดว่าการขายเสื้อมันมีอะไรที่สนุกมากกว่าการออกแบบส่งร้านสกรีนทั่วไป ผมว่ามันท้าทายมากที่จะหาวิธีใหม่ๆ ในการขาย วิธีที่จะทำให้คนซื้อสนุกไปกับมันและเราได้ทำสิ่งที่ชอบประกอบกับความบังเอิญที่ได้ไปเจอเด็กสองคนนี้พอดี ความมันส์ของการทำงานในครั้งนี้มันจึงเริ่มมาจาก ไต๋ กับ บึ้ก ตัวละคร Loser สุดกระจอก ที่ชอบทำอะไรเห่อหมอยจนคนอื่นเดือดร้อนอยู่เสมอจากรายการ “วัยรุ่นซิมบับเว” ในช่อง “ต้ายัตชัยโสโร”ช่องตลกชื่อดังในยูทูบที่ใครหลายคนมักใช้คลายเครียด ซึ่งต้าบอกผมว่า “พี่แอ๊ะ ไอ้บึ้กไอ้ไต๋มันอัดเพลงฮิปฮอปมา มันคลั่ง Wanna be มากเลยพี่ แม่งไม่รู้อะไรกับเขา แล้วเสือกอยากจะเป็น” ผมก็เลยถามน้องทั้งสองคนถึงเหตุผลว่าทำไมถึงอยากเป็นฮิปฮอป ซึ่งคำตอบที่ได้กลับมาว่า “เพราะมันเท่ไงพี่ ได้อยู่กับเพลง อยู่กับผู้หญิง มันรวย มันมีรถ มันแต่งตัวเท่ ใช้ของแพงทำผมแปลกๆ มันต่างจากชัยโสโรที่เป็นได้แค่ Loser” พอได้ยินก็เลยรู้สึกถึงความสนุกในตัวของเด็กสองคนนี้ขึ้นมา เพราะเด็กมันก็อยากเท่ มันอยากหนีความกระจอกแบบง่ายๆ เลยเลือกเป็นฮิปฮอป ผมชอบแก่นไอเดียนี้ ตอนที่น้องทักมาอยากให้ผมทำมิวสิกวิดีโอให้ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าผมทำมิวสิกวิดีโอให้ใครมาบ้าง รู้แค่พี่ต้าบอกว่าพี่แอ๊ะเป็นผู้กำกับ ผมก็เลยคิดว่าจุดกำเนิดจริงๆ มันมาจากความเห่อหมอยของเด็กสองคนนี้ ผมก็เลยถ่ายทอดความเห่อหมอยของเด็กสองคนนี้ออกมาด้วยการเป็นศิลปินอุปโลกน์กับเพลงฮิปฮอปที่ไม่เสียดสีสังคม แต่ผมนี่แหละที่ทำให้มันเสียดสีเอง จึงเกิดเป็นมิวสิกวิดีโอ "วัยรุ่นซิมบับเว" ขึ้นมา

“วัยรุ่นซิมบับเว” ศิลปินที่ไม่มีตัวตนอยู่จริง
   แต่ความจริงแล้วความมันส์ที่สุดของการทำงานในครั้งนี้คือ วัยรุ่นซิมบับเว เป็นศิลปินที่ไม่มีตัวตนอยู่จริงบนโลก มันก็คือวงจำลอง วงที่อุปโลกน์สร้างขึ้นมาเหมือนเอา Daft Punk หรือ Gorillaz มาล้อเล่นใน Art Direction แบบไทยๆ ผมแค่เอาสิ่งที่คนมากมายเชิดชูถึงความเท่ตรงนั้นมาแปรเปลี่ยนสร้างเป็นศิลปินที่ไม่มีอยู่จริง ผมก็เลยรู้สึกว่าแค่ความคิดแบบนี้มันก็โคตรมันส์ โคตรชาติฉกาจแล้วอะ (หัวเราะ)

การมาพบกันกับเด็กสองคนนี้
   ผมกับต้าเฟ็ดเฟ่อยู่ด้วยกันมาน่าจะ 15 ปีแล้ว ตั้งแต่ไม่มีออนไลน์จนทำไวรัลให้เฟ็ดเฟ่โด่งดังขึ้นมา ซึ่งตอนนี้เฟ็ดเฟ่ได้ยุบวงไปแล้ว ต้าออกมาทำชัยโสโร จนถึงตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนเล่นกันอยู่ ต้าเล่าเกี่ยวกับเด็กสองคนนี้ให้ฟังถึงความอยากเห่อหมอยเป็นฮิปฮอป ไม่ยอมทำการทำงาน จนต้าต้องเอ่ยปากให้ผมช่วยสอนน้องหน่อย แต่ผมเองรู้สึกได้ถึงความเจ๋งของเด็กสองคนนี้ ผมเลยบอกไปว่า “เอาเลย มึงต้องทำจริงจังนะเว้ย เดี๋ยวป๋าดันเอง” ด้วยความเป็นเด็กแล้วเจอแรงเชียร์ขำ ๆ จากพี่ ๆ ก็เลยเป็นเหมือนแรงฮึดขึ้นมาให้เด็กสอง คนนี้กล้าที่จะทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมามันเท่มากนะ ด้วยความที่เป็นวงอุปโลกน์แล้ว มันเสือกประสบความสำเร็จ เรื่องราวในเพลงเหล่านี้มันถูกย่อยให้คนเข้าใจได้ง่าย โดยที่คนทั่วไปไม่ต้องรู้จัก Damon Albarn ที่ทำ Gorillaz หรือ Pharrell Williams ที่ทำ N.E.R.D ก็ได้ แบบคนที่ไม่เข้าใจหรือไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์เพลง ประวัติศาสตร์ดนตรี ก็สามารถเข้าใจในตัวตนของ วัยรุ่นซิมบับเว ได้เช่นกัน
  มันคือเรื่องเดียวกัน ผมก็เลยรู้สึกว่าการทำงานให้คนหมู่มากเข้าถึง หรือ ที่หลายคนเรียกว่ากลุ่มแมส ถ้ามันประสบความสำเร็จขึ้นมาได้มันสุดยอดมากสำหรับผม ผมว่าการทำงานเท่ ๆ คูล ๆ ให้คนกล่มุ เก๋ ๆ ดูมันไม่ยาก เพราะเรารู้ว่าความเก๋สำหรับพวกเขาคืออะไร แต่การทำให้คนเป็นสิบล้านคนได้ดูและชอบที่เรายังเป็นเรา ไม่เปลี่ยน ไม่ตัดทอน ไม่ประนีประนอม นี่คือจุดที่ผมสนุกกับมัน เพราะมันท้าทายกว่าทำงานแบบเพลย์เซฟที่รู้อยู่แล้วว่าแบบนี้มันเก๋แน่ครับ (หัวเราะ)

เงิน คือเเรงบันดาลใจหลักของการทำงานครั้งนี้
  เพราะคิดว่าในช่วงสถานการณ์โควิด-19 แบบนี้ การหาเงินคือสิ่งที่ท้าทายเป็นอย่างมาก คนรอบข้างผมมากมายที่ทำงานเป็นช่างภาพหรือว่างานโปรดักชั่นต่าง ๆ สูญเสียรายได้จากสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจากการบริหารห่วยแตกของรัฐบาลชุดนี้ ผมเลยคิดว่าการหารายได้เป็นสิ่งที่สำคัญในช่วงนี้ และการเปลี่ยนความสามารถที่เรามี ให้กลายเป็นเงิน ก็เป็นหนึ่งในทางออกที่สง่างาม เพราะผมจะไม่รอด ถ้าไปทำอาชีพอื่นแน่นอน วิชาความรู้ของครูบาอาจารย์ ผมต้องทำให้มันรอดในวิกฤตเศรษฐกิจนี้ไปได้

  การได้ทำงานในแบบที่เป็นเรา ทำงานแบบไม่ต้องถูกขืนใจ สนุกสนานไปกับงาน มันส์กว่าที่ลูกค้าจ้าง แล้วมันได้เงินมากกว่าที่ลูกค้าจ้าง ผมว่ามันโคตรเจ๋งเลยนะ มันคือความกวนตีนเลยแหละ หลายคนรอบตัวผมบ่นเรื่องโควิด-19 ที่ทำให้เขาสูญเสียรายได้อยู่หน้าเฟซบุ๊ก แต่ผมเชื่อในมุมของผมว่า การตั้งสติคิดให้รอบคอบจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่เป็นผลลัพธ์ได้ ผมทำ TRULY BKK เป็นช่างภาพ เป็นผู้กำกับ ทำงานก็ต้องได้เงิน มีพนักงาน 30 คน พวกเขาต้องไม่ถูกลดเงินเดือน องค์กรต้องไปต่อได้ นี่คือหน้าที่ ของเจ้าของบริษัทที่ผมแบกมันไว้ แรงบันดาลใจมันมาจากเงินครับ มีเงินจากการได้ทำงานในแบบที่ชอบมันโคตรสนุกเลยครับ

คําว่า “วัยรุ่นซิมบับเว” ในสไตล์ของ เเอ๊ะ ชาติฉกาจ
  “วัยรุ่นซิมบับเว” มันคือนิยามของความเห่อหมอย ผมว่าคำว่า “เห่อหมอย” มันถูกทำให้มีความหมายเชิงลบเยอะเกินไป คือคำว่า เห่อ หมอย เนี่ย ถ้าเกิดเรามองไปในวัยที่เราเพิ่งเจอกับมันครั้งแรกในชีวิต แบบหมอยพวกเราเพิ่งขึ้นอะ มันคือความรู้สึกที่เรากำลังเป็นวัยรุ่น ซึ่งพลังของวัยรุ่นมันจะมีความกล้า กล้าไปจีบผู้หญิง กล้าที่จะโดดเรียน กล้าดูดบุหรี่ กล้าทำอะไรเสี่ยง ๆ มันเท่ไปซะหมด ทำให้มันเป็นวัยแห่งความกล้า เป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำอย่างแท้จริง สมมติว่าคนที่กำลังอ่านบทความนี้อยู่อาจจะพ้นความเห่อหมอย ซึ่งมันจะมีความ กลัวในกฎมากมายที่สร้างขึ้นมา เพื่อที่จะทำตัวให้ตอบโจทย์กับสังคม อย่างการทำอะไรแบบนี้แล้วจะไม่เก๋ พูดแบบนี้จะดูไม่ฉลาด แชร์เพลงแบบนนี้จะดูไร้รสนิยม ใช้ชีวิตแบบนี้เดี๋ยวคนรู้จักเห็นจะบอกว่าฉันไม่ลึก แต่ความเห่อหมอยมันเหนือกว่านั้น ผมว่ามันคือพลังที่ทำให้ Thomas Alva Edison กล้าจะทดลองสร้างหลอดไฟขึ้นมานะเว้ย มันไม่กลัวผิดเว้ย วัยรุ่นมีครั้งเดียว อย่าลังเล อย่ากลัวผิดเว้ย ผิดไปก่อนมันแก้ไขได้ คนประสบความสำเร็จอะ มันผิดพลาดหนัก ๆ มีแผลเต็มตัวมีดเสียบเต็มหลังมาแล้วทั้งนั้นแหละ
   อย่างที่บอกไป วัยรุ่นซิมบับเว คือ ตัวแทนความเห่อหมอยแต่ในอีกมุมนึง ความเห่อหมอยของซิมบับเวมันสะท้อนถึงความเป็นคนไทยบางอย่างได้ดีเลยทีเดียว อย่างเช่น เรามักหยิบเอาผลงานของคนอื่นมาเลยแบบดื้อ ๆ โดยที่ไม่ศึกษาให้เพียงพอ ในการออกแบบเสื้อเอง ผมเลยเอาลาย Sonic Youth มา Parody เพื่อบอกว่า อะไรที่มันเท่ พี่ไทยก็จะมีได้ในทันที ซึ่งคำว่า Sonic Youth มันแปลว่า พลังวัยรุ่น แต่ผมแปลว่า ความเห่อหมอย นี่คือที่มาของลายเสื้อตัวนี้ เพราะเป็นหนึ่งในลายสุดเก๋จากเสื้อวงดังของโลกที่ใครใส่ก็จะรู้สึกว่ากูได้แสดงออกให้คนเห็นแล้วว่า “เฮ้ย กูรักวงนี้นะเว้ย!”
   ผมว่าคนที่บอกว่าตัวเองเป็นผู้มีรสนิยมทั้งหลาย ส่วนนึงอาจจะแค่จำแนวทางหรือสไตล์ที่ถูกตัดสินจากสากลมาแล้วว่ามันเท่นะ มันเก๋ มันคูล นำมาแปะเข้ากับตัวเองเพื่อให้ดูอยู่ในมาตรฐานของสังคมอย่างสำเร็จรูป แต่สุดท้ายแล้วเราล้วนอยากเป็นคนอื่นเหมือนกันหมด เรามีรสนิยมเพื่อที่จะเข้าไปอยู่ในสังคมที่เราต้องการเท่านั้นเอง
   เราอาจจะเจ็บปวดกับการที่ (ต้อง) เป็นคนที่ทำตัวให้มีรสนิยม ส่วนผม ๆ เจอทางออกแล้วครับ สิ่งที่เราจะไม่เจ็บปวดที่สุดคือ อย่าให้ใครมาตัดสินรสนิยมเรา และความเห่อหมอยนั้นมันเป็นรสนิยมครับ

ความฉกาจของชาติฉกาจ
  เรียกได้ว่าเป็นอาวุธลับมือฉกาจของชาติฉกาจเลยก็ว่าได้ กับนักตัดต่อที่เป็นนักศึกษาปี 3 - ปี 4 ที่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งเป็นไม้เด็ดตัดผลงานต่าง ๆ ของชาติฉกาจ อย่างผลงานสร้างชื่อคือการตัดงานมิวสิกวิดีโอ บันไดสีแดง ของ ฮิวโก้ และงานโฆษณาใหญ่ ๆ ของชาติฉกาจ ซึ่งตอนนั้นน้องอยู่ประมาณ ม.6 ผมว่าแค่นี้มันก็ห้าวมากแล้วอะ บางงานผมไม่ได้เลือกใช้นักตัดต่อหรือทีมงานมืออาชีพ เพราะคนเก่งมักจะมีข้อจำกัดของความเก่งอยู่ ซึ่งไอ้ความเก่งมันน่ากลัวมากนะ เพราะมันจะเป็นงานที่โคตรชัวร์แต่จะไม่ว้าว นั่นคือความอันตรายของคนเก่ง
  ด้วยเซ็นส์ของมือสมัครเล่นบางอย่างเขาจะเลือกฟุตเทจคนละแบบกับนักตัดต่อมืออาชีพ มันจะสวยงามแบบไม่สมบูรณ์ ซึ่งคนตัดต่อของผมจะเลือกฟุตเทจที่เขาชอบ ไม่เหมือนกับนักตัดต่อมืออาชีพที่จะเลือกฟุตเทจแบบที่ลูกค้าจะชอบ เราเข้าใจมืออาชีพนะ เขาแบกคำว่า “มืออาชีพ” เอาไว้คำนี้มันหนักหนามากงานก็เลยชัวร์ไปหมด แต่มันคือรสนิยมการเลือกคนทำงานแบบผมนะ งาน แต่ละงานใช้คนแตกต่างกัน งานวัยรุ่นซิมบับเวจะไม่ให้ใช้วัยรุ่นได้ไงอะ
  อย่างน้องคนนี้เจอกันตอนเขา ม.4 - ม.5 ตัดผลงาน บันไดสีแดง แล้วพี่ฮิวโก้ไม่แก้เลยเจ๋งป่ะล่ะ ซึ่งพี่ฮิวโก้ก็มืออาชีพมาก เขารู้ว่าผมใช้เด็กคนนี้เพราะอะไร ไม่ใช่คนที่มองแบบ เฮ้ยเด็ก จะไหวเหรอ? เขาเป็นฝรั่งที่ทำงานระดับโลกมาแล้ว เขาเคารพคนทำงาน แต่อีกมุมนึงเขาก็คงมองว่ามึงสดจังวะแอ๊ะ เพราะสุดท้ายเราคือคนรับผิดชอบ ความเสี่ยงมันอยู่ที่เรา แต่ผมชอบเสี่ยง ผมมักเลือกน้องคนนี้ตัดเป็นงานหลัก พวกงานที่ผมต้องไปห้าวใส่ชาวบ้านเขาต้องไปขิงใส่ ผมก็จะใช้น้องคนนี้แหละตัดงาน TRULY ตัดผลงานต่าง ๆ มาตลอด แล้วก็มีคู่หูผมที่เปิดที่นี่มาด้วยกันชื่อพี่โจ้ เป็นคนผสมน้ำยาล้างฟิล์มหนังล้างฟิล์มกันเองนี่แหละ แล้วก็เป็นคนเทเลซีนสีหนัง ซึ่งไม่ใช่มือเทเลซีนอาชีพแต่เป็นคนที่เข้าใจใน รสนิยมผม ซึ่งอันนี้ก็เป็นวิธีคิดของผมในการเลือกคนทำงาน ผมมีระบบการทำงานในรูปแบบของผมที่ถูกสร้างมาเพื่อให้ผมได้ผลงานที่ดีที่สุด
  คำว่า “เจอตัวเอง” มันรวมไปถึงการเจอรูปแบบการทำงานและการใช้ชีวิตในแบบตัวเองด้วย กองถ่ายมิวสิกวิดีโอ วัยรุ่นซิมบับเว ไม่มีผู้ช่วยผู้กำกับไม่มีคิวไม่มีอะไรทั้งนั้น สตอรี่บอร์ดก็ไม่มี คนที่ไม่ชอบผมอาจจะบอกว่าผมทำงานไม่มีระบบ แต่จะบอกว่านี่คือระบบไง แค่มันไม่ได้อยู่ในมาตรฐานของคนที่พูด แต่ผลงานมันพิสูจน์มาแล้วว่ามันมีมาตรฐานของมันในการทำงานรูปแบบนี้
  ตอนแรกว่าจะถ่าย 7 โลเคชั่น ถ่ายไปชั่วโมงนึงสนุกมากพอแล้ว สวยแล้ว ไม่มีมอนิเตอร์ ด้วยนะ ถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม. แค่รู้สึกว่าภาพสวยแน่ เหนื่อยแล้วก็เลิกเลยแล้วกัน เป็นเจ้าของโปรดักส์เองต้องแคร์ใครวะนอกจากตัวเอง “ผมคิดว่าวัยผมตอนนี้คือ วัยของการชำระล้างตัวเองที่เคยทำอะไรป่วย ๆ มาตลอด มันก็เป็นความสุขของคนวัยเลข 4 ที่เราควรจะเลิกรับใช้ของที่เราไม่ควรรับใช้ สิ่งที่เราไม่ชอบทำก็ควรเลิกทำได้แล้ว นั่นแหละคือรูปแบบโปรดักชั่นผม”

เรื่องราวที่อัดเเน่นมากมายในความเป็น “ร่มเกล้า”
   การเปิดเรื่องด้วยภาพองค์ประกอบของร่มเกล้า มันคือสิ่งที่เราแอบใส่ลงไป ข้อมูลมากมายที่ถ่ายทอดออกมาในมิวสิกวิดีโอตัวนี้อย่างเช่น รถเมล์ที่มีเฉพาะร่มเกล้า สโมสรโรตารีร่มเกล้าที่มีข่าวกับธรรมกาย ความเป็นภาพนิ่งของผมที่สอดแทรกเข้าไปนั้น มันเป็นรูปแบบที่โคตรชาติฉกาจเลย คือการที่ข้อมูลบางอย่างมันถูกเล่าด้วยภาพนิ่งและข้อความที่ชัดเจน ผมชอบดูพวกสารคดีแนวยุโรปที่จะเป็นการแช่ภาพนิ่ง ๆ แล้วก็จะมีเสียงพากย์อะไรทำนองนี้ ผมจึงนำสิ่งเหล่านั้นมาปรับใช้กับผลงานของผมและ TRULY เยอะมาก พวกสารคดีแบบกษัตริย์ราชวงศ์โรมานอฟของรัสเซียหรือว่าแนวอียิปต์ที่เป็นนักวิชาการมาพูด ๆ แล้วมีภาพนิ่งประกอบต่าง ๆ ผมหลงใหลการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาเชิงข้อมูล คือในความมันส์แม่งก็เอามาจากวิชาการอีกที มีที่มาที่ไป มีข้อมูลอยู่จริง ๆ

ความน่าสนใจของเนื้อเพลงสุดลึกลํ้า
   ความประทับใจแรกของการได้ฟังเนื้อเพลง วัยรุ่นซิมบับเว คือปกติเพลงฮิปฮอปก็พูดถึงเรื่อง เซ็กส์ สาว รถ รวย เรื่องความเก๋าความเรียลลลลล ของแก๊งค์ตน และอีก มากมาย แต่เด็กสองคนนี้เนื้อเพลงมันคือแบบ “ในกระเป๋ากูพกลูกซองไม่ใช่ปลาหวาน มึงอย่ามาบ้า” ผมงงมาก นี่คือโหดของมึงเหรอไอ้สัส ปลาหวานบ้าบอ หรือท่อนที่ผมชอบและเปิดบ่อยมากที่สุดอย่างท่อน “บึ้ก ขึ้นต้นด้วย B” “Rossi ว่าเร็วเจอเวฟ 110 บึ้กไปแล้วใครจะกล้าครับ” ดูการคิดเนื้อเพลงคิดคำของพวกเขาดิ มันแปลกมากเลยนะ พวกมึงโหดมากกกกกก!
  เรียกได้ว่าเป็น Voice of Thai Vernacular ก็ได้กับการใช้ศัพท์ที่มีความเฉพาะรู้กันแค่ในกลุ่ม เหมือนที่ในเพลงพูดถึงเรื่องดื่มน้ำกระท่อม เช่น “หมื่นใบกูต้ม 2 หม้อ” “หวานเจี๊ยบโคตรยัน” อะไรแบบนี้ ด้วยความที่มันอาจจะเป็น Subculture สิ่งที่ผมทำ มันน่าจะเป็นแนวเดียวกับพวก VICE อะไรแบบนั้น มันจะระห่ำ มันจะพุ่ง มันพร้อมปะทะ จะไม่ใช่งานแบบคนชอบ Wes Anderson ที่ช่วงหลังคนชอบ ๆ กัน ไม่มีกำแพงบัวสีอ่อน หรือการใช้เฟอร์นิเจอร์ยุค 70’s ที่มีดีไซเนอร์ชื่อดังออกแบบมาเหมือนในหนัง ผมว่างานของผมจะเป็นอีกฝั่งนึงเลยแบบ City of God อะ คือต่อยกันเลย เราดึงความเป็น Subculture ตรงนั้นออกมาเพราะเรารู้ว่างานแบบนั้นมันเท่ยังไง รู้และก็ทำได้ด้วย ไม่ใช่เพราะเราเป็นผู้กำกับ แต่เพราะเราเป็นคนแบบนั้น เราเป็นคนชนหมด ไม่ประนีประนอม ซึ่งงานมันก็ออก มาเป็นแบบนั้น ผมสมาธิสั้น ให้มาถ่ายเป๊ะ ๆ 10 เทคละเอียด ๆ ทำไม่ได้หรอก มิวสิกวิดีโอตัวนี้เทคเดียวผ่านหมดทุกซีน งานรูปแบบนี้คือสิ่งที่ผมศรัทธา
  ที่เลือกทำแบบนี้เพราะมันคือความสะใจของผู้กำกับ ผมเชื่อว่ามีผู้กำกับหลายท่านที่อยากทำงานแบบนี้ สนุก ๆ มันส์ ๆ แต่ด้วยโจทย์ของลูกค้า จะขอถ่ายฟิล์ม 16 มม. ไม่มีมอนิเตอร์ หรือ มีตัวแสดงสมทบเป็นแก๊งค์ซิ่งมาดูดม้าข้างกองถ่ายก็คงทำไม่ได้ ถ้าจริง ๆ แล้วจะให้พูดถึงมิวสิกวิดิีโอในรูปแบบผม ผู้กำกับที่ชอบขิงแบบผมเองนั้น มัน ก็คือผลงานที่ทำมาเพื่อ Diss Track ว่าเราทำสิ่งนี้ได้ ผลงานคือคำตอบ ไม่ใช่นํ้าลายว่ะ

ความมันส์และความท้าทายของการทำงานในครั้งนี้
   ผมอายุ 40 แล้ว แต่ผมก็ยังเห่อหมอยอยู่ เพราะวิธีการทำงานคือไม่มีอะไรเลย ไม่มี Pre-Production ส่วนใหญ่คุยรายละเอียดกันในกลุ่มไลน์ ทีมที่มาช่วยทำก็เป็นเหล่าเด็กฝึกงานของชัยโสโรมาเป็นโปรดักชั่น ซึ่งบริษัทผมก็จะมีเด็กฝึกงานของบริษัทผมเองเหมือนกัน มันก็เลยเป็นงานของเด็กฝึกงานกับเด็กฝึกงานที่ทำงานจริง คือผมไม่กลัวว่าอะไรจะพังเพราะผมรู้ว่าสุดท้ายหากเกิดอะไรขึ้น ด้วยประสบการณ์จริง ๆ แบบมืออาชีพผมคุมอยู่หมด เราเลยเล่นได้เต็มที่ เหมือนคนขับรถปล่อยมือเก่ง ๆ อะ
   ผมคิดว่ามันคือการทดลองอย่างหนึ่ง ด้วยความน่าสนใจของการทำงานในครั้งนี้คือการถ่ายทำด้วยฟิล์ม ทั้งฟิล์ม 8 มม. แล้วก็ 16 มม. โดยใช้กล้องแบบเก่า ๆ แล้วก็ใช้ยี่ห้อที่พัง ๆ ด้วยนะ ฟิล์มก็หมดอายุล้างกันเองอีก ด้วยความที่อยากเน้นให้มันเป็น Home Video เราเลยเลือกทำกันเอง แต่จริง ๆ มันคือการแสดงออกถึงการไม่มีข้ออ้าง ซึ่งเราไม่อ้างว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ เราทำครับ ไม่พูด เราทำเลย ประกอบกับที่เราจินตนาการภาพไว้ว่า ถ้าหากพวกเราถ่ายทำกันที่ประเทศไนจีเรีย เขาก็คงทำกันประมาณนี้เพื่อให้มันได้รู้สึกถึงอารมณ์ร่วมออกมาจากงานได้เช่นกัน ผมว่าโลกนี้มันไม่มีอะไรใหม่กว่าเดิมแล้วล่ะ
   ด้วยความที่น้องเป็นเด็กถิ่นแถวร่มเกล้าอยู่แล้ว การเข้าถึงพื้นที่แถวนี้มันเลยเข้าถึงได้ซอกแซกมากกว่า เวลาไปหมู่บ้านของคนในพื้นที่ตรงนั้นก็เลยทำได้ง่ายกว่าเช่นกัน ซึ่งพอถึงวันถ่ายก็ไม่มีอะไรเลย เพลงฮิปฮอปอื่น ๆ ทั่วไปที่ส่วนใหญ่จะพูดถึงเรื่อง เงิน ผู้หญิง แต่ผมชอบพวกฮิปฮอปประเทศที่โหด ๆ อย่างพวกไนจีเรีย คิวบา ที่มันเป็นผู้ก่อการร้าย พกมีด ถอดเสื้อ ค้ายา อะไรทำนองนี้ วันที่ถ่ายทำจริงเริ่มถ่ายตอนบ่าย 2 โมง แล้วเสร็จบ่าย 4 โมงเย็น ผมเป็นคนทำงานเร็วมากอยู่แล้วไม่ชอบทำงานยาว ไม่มีมอนิเตอร์เพราะคิดว่าไม่น่าจะมีตากล้องหนังคนไหนที่ถ่ายได้ถูกใจผม ด้วยความที่เป็นช่างภาพอยู่แล้วก็จะรู้ว่ามุม ไหนเราต้องการภาพยังไง เพราะฉะนั้น ผมก็ถ่่ายเองแม่งเลย แต่ความสนุกในกองถ่ายมันก็มีอยู่อีกนะ พวกอาชีพแปลก ๆ ตำแหน่งแปลก ๆ ในทีมของผม อย่างตำแหน่งคัดเพลงให้ตรงใจพี่แอ๊ะ ตำแหน่งเสิร์ฟนํ้าพี่แอ๊ะ เสิร์ฟผ้าเย็นพี่แอ๊ะ และมีอีกตำแหน่งหนึ่งเป็นตำแหน่งที่จะคอยเอนเตอร์เทนพี่แอ๊ะ คอย พูดเรื่องตลก ๆ ให้ผมนั่งด่ามันเพื่อเอนเตอร์เทนสร้างความตลกไม่ให้ผมเขวี้ยงของทำลายของหรือเดินออกจากกอง กองผม มีต่ำแหน่งแบบนี้อยู่เหมือนกันมันเป็นวิธีออกกองในรูปแบบของผม ซึ่งรู้สึกว่าสนุกดี อาจจะเป็นการทำงานรูป แบบใหม่ของผมเหมือนกัน การออกกองทุกครั้งท้าทายเสมอครับ เพราะเราไม่เคยทำสิ่งเดิมเลย นั่นแหละคือความสนุกของการทำงาน

Art Direction
   Art Direction จริง ๆ แล้วคือสถานรับเลี้ยงเด็กร่มเกล้า เพราะทุกอย่างมันครบจบสมบูรณ์แบบแล้ว ไม่ต้องทำหรือแต่ง เติมพร็อพเข้าไปเพราะทุกอย่างมันอยู่ตรงนั้นหมดแล้วครับ อย่างเดียวที่ผมทำคือ เอารถมาไว้ตรงหน้ากับเอารถเบนซ์มาจอดไว้ตรงกลางแค่นั้นพอ ทุกอย่างมันสวยอยู่แล้ว สถานรับเลี้ยงเด็กที่ทาสีชมพูแล้วถูกรถที่บอมบ์ด้วยสติกเกอร์สีเหลืองกับรถเบนซ์ที่ดูนักเลงมาเฟียจอดอยู่ด้วยกัน ผมว่ามันบ้าบอดี ผมคงไม่ใช่ผู้กำกับที่เป็นแนว Wes Anderson ที่มีรสนิยมหรูหรา หรือแนวหว่องกาไว ที่ละมุนลุ่มลึก หรือแนวฉลาดซับซ้อนมากมายอย่าง Christopher Nolan ผมคงเป็นแนว Larry Clark หรือ Spike Jonze สายระหํ่าและสนุกกับการอิมโพรไวส์ ผมว่ามิวสิกวิดีโอนี้ก็คงเหมือน Harmony Korine ทำ Gummo เปรียบเทียบในสังคมของประเทศอเมริกาที่เล่าความเละเทะผ่านความสนุกอะไรทำนองนั้น

ทุนนิยมกับชีวิตเเบบซิมบับเว
   ผมคิดว่ามีคนมากมายที่อยากมีรถเปิดประทุนสักคันในชีวิต หลายคนอาจจะทำงานหนักเพื่อได้สิ่งนี้มีเป็นรางวัลชีวิต ได้ขับ ได้อวด ได้ภูมิใจ แต่เด็กสองคนนี้มันไปหลอกคนเอาเงิน 8,000 บาทไปซื้อรถ แล้วมันก็เอาไปให้อู่หน้าบ้านตัดหลังคา 500 บาทนี่แหละ มันได้รถเปิดประทุนมาแล้ว หากมีคนบอกว่าพวกเขาไร้รสนิยม เพราะทำอะไรแบบนี้เขาก็คงไม่สนใจ เพราะเขาได้รถคันนี้มาฟรี แล้วรถคันนี้ก็ทำให้มีคอนเทนต์ทำรายการไปอีกหลากหลายตอนเพื่อหาเงินให้พวกเขาได้มากมายต่อไป
   อาจจะเจ็บลึก ๆ เลยนะกับคนที่ต้องเหนื่อยเพื่อจะมีรสนิยมบนโลกทุนนิยมให้สังคมยอมรับในตัวตนที่เรานั้นต่างอยากได้ อยากมี อยากเป็น จนเป็นหนี้ เป็นทุกข์ แต่ไอ้เด็กบ้า 2 คนนี้สามารถเอารถคันนี้มาทำคลิปต่อไปเพื่อหาเงินได้อีกเป็นแสนเป็นล้านบาท พวกเขาเล่นกับทุนนิยมเป็นหรืออาจจะไม่รู้อะไรเลยก็ได้

ความเป็น TRULY BKK ถูกสอดเเทรกอยู่ทุกอณู
   เจตนาแรกของการทำเทป TRULY คือ การทำมาเพื่อไว้ใช้พันวัสดุแพ็คของส่งของทั่วไป แล้วคนหาซื้อกันจนต้องทำขายขึ้นมา ซึ่งก็มีแฟนคลับ TRULY ชอบซื้อไปบอมบ์อะไรก็ไม่รู้อะ เก้าอี้ แอร์ หมวกกันน็อค เอาไปพันอะไรกันก็ไม่รู้ จนตอนนี้มีกลุ่มนึงพันรถมอเตอร์ไซค์ ก็เลยคิดว่าอันนี้พวกมึงยังทำสนุกกันขนาดนี้กูก็ต้องชนะพวกมึง ก็เลยบอมบ์มันทั้งรถ จึงเกิดเป็นงาน Installation Art ในแบบของ TRULY BKK ขึ้นมาเฉยเลย TRULY BKK คือ Culture มันไม่ใช่แค่เสื้อผ้า มันเป็นสังคมเป็นวัฒนธรรม คือปีหน้าอยากทำสำนักแต่งรถเป็นของ TRULY BKK เช่น คันเหยียบ เกียร์ ที่บิดคันเร่ง เราอยากจัดการแข่งมอเตอร์ไซค์ซิ่งแล้วก็พวกแข่งรถ รวมไปถึงพวกมวยและไก่ชนอีกด้วย เราอินกับ Subculture อะไรพวก ๆ นี้ ผมชอบเพราะว่าสังคมแนวนี้มันใหญ่และที่มากกว่าความใหญ่ สำหรับผมมันคือการนำมาสู่การเป็นผู้มีอิทธิพล
   ขอขยายความก่อนว่า ผมรู้สึกว่าการเป็นช่างภาพหรือผู้กำกับไม่สนุกเท่ากับการเป็นช่างภาพหรือผู้กำกับที่มีอำนาจอยู่ในมือ หากทำอาชีพช่างภาพหรือผู้กำกับ หน้าที่มันก็คือการรับจ้างถ่ายรูปและกำกับหนัง ซึ่งมันจบตอนที่ส่งงานให้ลูกค้า แต่หากเราสลับที่มัน ให้อำนาจที่เรามีสามารถส่งผ่านภาพถ่ายหรือผลงานที่ทำไปสู่กลุ่มคนที่พลังนั้นสามารถเปลี่ยนชีวิตพวกเขาไปในทิศทางที่ดีได้ เราให้ผลงานของเราทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้น ผมว่านี่คือจุดสูงสุดของอาชีพช่างภาพของผมครับ
   TRULY BKK ถึงพูดเสมอว่า พวกเราจะไม่กระจอก เราต้องรอดบนโลกใบนี้ไปด้วยกัน ซึ่งนั่นก็เป็นที่มาของรถที่เต็มไปด้วยสติกเกอร์ TRULY BKK คันนี้เลยก็ว่าได้ อาจจะเรียกว่าเป็นเป้าหมายไกล ๆ ที่หวังผลสำหรับผมก็ได้นะ เพราะว่าในวัฒนธรรมของการแข่งรถ มวย ไก่ชน พระเครื่อง มันจะมีเรื่องความเทา ๆ ตรงนี้อยู่ ผมรู้สึกว่า Subculture ตรงนี้น่าสนใจดูเป็น The Godfather ดีเหมือนกัน เพราะผมจะพา TRULY BKK ไปไกลกว่าเสื้อผ้าแน่นอนครับ นั่นคือเป้าหมายที่แท้จริงของช่างภาพอย่างผมที่จะทำให้ภาพถ่ายพาผมไปถึงจุดนั้น

Subculture ของบ้านเราเนี่ยเเหละ มันคือสิ่งที่น่าสนใจ!
   ด้วยความที่ผมทำงานกับคนมาตลอดชีวิต ภาพถ่ายของผมจึงเน้นการถ่ายคนเป็นหลัก ผมเคยทำงานที่ต้องถ่ายคนมีชื่อเสียงมาตลอด วันนึงผมเลิกทำโฆษณา ผมกลับไปถ่ายคนธรรมดาที่เราเดินผ่านทุกวัน แต่กลับรู้สึกว่าคนเหล่านี้แหละที่น่าสนใจจริง ๆ การที่ช่างภาพมองเห็นสิ่งพิเศษในความธรรมดาได้ นั่นคือ ตา ที่จะทำให้ช่างภาพคนนั้นแตกต่างจากช่างภาพคนอื่น โดยปกติบางวันที่ผมไม่ได้ทำงาน ผมก็แวะไปร่มเกล้า ไปนั่งพูดคุยกินนํ้ากระท่อมกับน้อง ๆ ผมรู้สึกว่าศิลปินที่ผมชอบอย่าง Larry Clark งานที่ออกมามันโดนมาก เพราะเขาใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนที่เขาถ่าย ผมก็เช่นกัน ภาพถ่ายของผมดูใกล้ชิดกับผู้คน ไม่ใช่เพราะผมสื่อสารหรือถ่ายดี แต่เป็นเพราะผมคือคนในสังคมเดียวกับพวกเขา เราเห็นในสิ่งเดียวกัน
   ในวันที่ผมถูกเลือกจาก Thames & Hudson ให้เป็น 1 ใน 35 ช่างภาพร่วมสมัยที่น่าสนใจที่สุดในโลกของปี 2015 ผลงานที่ผมส่งไปทั้งหมดรูปภาพที่ถูกเลือกตีพิมพ์ในหนังสือนั้นกลับเป็นภาพผู้คนที่ไม่มีใครรู้จักเลย Subculture คือ มรดกของวัฒนธรรมที่ตกตะกอนถอดเปลือกจนเหลือแก่นของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง มิวสิกวิดีโอ วัยรุ่นซิมบับเว อาจจะถูกมองแค่เรื่องความสนุก เกรียน มันส์ หรือทำให้ผมขายเสื้อได้เป็นหลายหมื่นตัว แต่สิ่งที่ผมหวังจากมันจริง ๆ คือ นานาชาติได้มองเห็นและสนใจใน Subculture ตรงนี้ มากกว่าที่ผมจะเสียเวลาไปทำงานเก๋ ๆ ที่ต่างชาติดูแล้วเขาจะหัวเราะเรา
   สิ่งที่จะทำให้ผมว้าวในชีวิตผมช่วงนี้ มันเปลี่ยนไปจากสมัยทำโฆษณาเป็นอย่างมาก ของเก๋ ๆ จากหน้าฟีดที่ผมเลื่อนดู มันไม่ทำให้ผมตื่นเต้นเท่ากับการเจอเด็กต้มนํ้ากระท่อม หรือว่าทำฝาขวดนํ้ากระท่อมให้เป็นแก้วแชมเปญได้ มันคือสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นไง ผมตื่นเต้นกับโลกแบบนี้มากกว่า มันคือ Discovery Channel ของผม ผมตื่นเต้นกับสิ่งเหล่านี้ พวกเขาเป็นคนผลักดันผม

มุมมองที่เเตกต่างของคนสองกลุ่ม
   “วัยรุ่นซิมบับเว” พูดถึงคนอยู่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือคนที่เขาเข้าใจและซึมซับกับความเป็น Subculture ตรงนี้ มันคือสังคมของเขา ชีวิตเขาที่ไม่ได้แปลกอะไรเลย เกิดตรงนั้น อยู่ตรงนั้นเป็นแบบนี้ เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน กับอีกกลุ่มนึงคือกลุ่มที่ไม่ได้อยู่ในสังคมนั้น แต่มองเข้าไปในสังคมนั้นแล้วตัดสินพวกเขาเหล่านั้นด้วยมาตรฐานสายตาตนเอง ถูก ผิด ชั่ว ดี ฉะนั้นอย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นให้มากเลย
   มีอยู่วันนึงผมได้พูดคุยกับพนักงานในออฟฟิศคนนึง เป็นพนักงานเช็คสต๊อกที่ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งก็เป็นครั้งแรกเหมือนกัน ที่เราได้สัมภาษณ์คนธรรมดา เพราะปกติด้วยอาชีพเราจะต้องคุยและมีบทสนทนากับคนที่ถูกเรียกว่า “คนที่มีอะไร” อยู่เสมอเพื่อหา “ความมีอะไร” แต่ครั้งนี้กลับเป็นบทสัมภาษณ์ที่แสนจะธรรมดามาก อย่างเช่น “ทำอะไรบ้างวันหยุด กินบุฟเฟ่ต์ครับ ปกติฟังเพลงอะไร ก็เปิดยูทูบฟัง ไม่มีฟังเพลงอะไรเป็นพิเศษเลยเหรอ ไม่มี เขาทำลงยูทูบก็เพราะแล้วมั้งครับ มีหลักการในการซื้อเสื้อไหม ไม่มี ลายสวย ๆ ผมก็ซื้อแล้วยี่ห้ออะไรก็ได้ ว่างก็เช่าพระ ถูกหวยก็ดี” ผมว่าอะไรแบบนี้มันคือสิ่งที่คนในซิมบับเว เขาเข้าใจกัน บางทีการ “ไม่มีอะไร” มันคือความสมบูรณ์ที่เราไม่รู้แล้วว่าเราต้องการอะไรอีกก็ได้ ซึ่งผมฟังแล้วกลับอิจฉาคนเหล่านั้น

“ ขออุทิศบุญกุศลเเห่งความสุขนี้เเด่สรรพสิ่งในจักรวาล ”
   ด้วยความที่เพลงนี้มันเป็นเพลง Diss Track ก็เลยคิดขึ้นมาได้ว่า เรา Diss Track แม่งทั้งจักรวาลเลยแล้วกัน ประมาณ ว่าถ้าผมจะต้องมานั่งด่าใครหน้าเฟซบุ๊ก ผมรู้สึกเสียเวลามาก เอาเข้าจริงแล้ว ผมรู้สึกว่าเวลาผมถูกคนแซะหน้าเฟซบุ๊กแบบหนึ่งสเตตัสของเขา เขาน่าจะเล่าเรื่องชีวิตเขาให้คนอยากมาทำงานกับเขามากกว่าที่จะมาด่าคนสักคนนึง ผมก็เลยคิดว่าผมไม่ด่ากลับแล้วกัน เพราะว่าเขาไม่ได้มีค่าพอที่จะเสียเวลาด่ากลับมันคนละระดับกันอะ งั้นผมขอแผ่เมตตาแผ่ส่วนกุศลให้ดีกว่า ผมมีเมตตากับคนที่มาแซะผมเสมอครับ เลยนำมาเป็นมุกเล็ก ๆ ประกอบกับนํ้าที่ใช้กรวดภายในมิวสิกวิดีโอเป็นนํ้ากระท่อมที่ต้มมากินในกอง ภาษานํ้าท่อมเขาเรียกว่า “หวานเจี๊ยบโคตรยัน” ยัน คือคำว่าเมาในภาษาใต้ เป็นความกลมกล่อมกำลังดี ก็เลยขออุทิศให้ทั้งจักรวาลเลยแล้วกัน ซิมบับเวอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งในจักรวาล เท่จนไม่มีใครให้ต้องดิส เพราะมันเป็นวงที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งผมกับน้องก็งงเนี่ยว่า หนังสือ EVERYTHING จะเอาอะไรจากเราวะ

จากจุดเริ่มต้นสู่ผลลัพธ์ของ “ วัยรุ่นซิมบับเว ”
   อันดับแรก อยากเล่าความประทับใจกับน้องสักนิดนึง ไต๋ เป็นออทิสติก ส่วนบึ้กเป็นธาลัสซีเมีย แต่เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ปัญหา เราเห็นสปิริตของพวกเขา ผมว่าสองคนนี้มีสปิริตเดียวกันกับพวกรุ่นใหญ่ที่ผมเคยทำงานมา คือ มีวินัย ตรงต่อเวลา ไม่บ่น เต็มที่ สั่งให้ทำอะไรก็ทำ เพราะเด็กสองคนนี้เขารู้ว่านี่คือโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเขา แต่ว่าสิ่งที่น่าตกใจพอคนรู้ว่าพวกเขาเป็นธาลัสซีเมีย เป็นออทิสติก กลับมีคอมเมนต์ก่อนหน้า ที่เข้ามาด่าน้องสองคนนี้อย่างสารพัด มันเลยเป็นสิ่งที่ผมอยากสะท้อนกลับไปว่า คนที่คอยเที่ยวนั่งด่าชาวบ้านเขาเคยทำได้ขนาดนี้หรือเปล่า เพลงที่แบบ 3 วัน 1 ล้านวิวอะ แบบที่วงจากค่ายใหญ่ ๆ ต้องให้พีอาร์ หรือทีมการตลาดประชุมวางกลยุทธ์ คอยดันกัน แต่เพลงนี้มันออร์แกนิกมาก เสื้อวงที่ทำขายก็ขายได้เป็นหมื่นตัว คิดเล่น ๆ ว่ามีวงดนตรีในไทยวงไหนบ้างที่ขายเกินหมื่นตัว ไม่ตลกนะ เงินเป็นสิบล้าน แต่สิ่งนี้กลับเกิดขึ้นกับวงที่ไม่มีตัวตนจริง ๆ บนโลกใบนี้ครับ นี่คือวัยรุ่นซิมบับเว นี่คือ ชาติฉกาจ และนี่คือความคิดของผมในผลงานชิ้นนี้ครับ

อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังอ่านหรือติดตามอยู่ไหมครับ
   “ขออุทิศส่วนบุญนี้ให้ไปถึงผู้ที่อ่านจบแล้วไปดูมิวสิกวิดีโอวัยรุ่นซิมบับเวครัช” ใครที่เข้ามาดูมิวสิกวิดีโอนี้ก็ขอให้มีความสุข ถือเป็นแก๊กสนุก ๆ ที่ไม่รู้จะดิสกับใคร เพราะคดิว่าตัวเองไม่ได้มีเรื่องกับใคร อาชีพที่ผมทำมาตลอดชีวิตคือช่างภาพ ครูบาอาจารย์ให้ความรู้ผมจนมาถึงทุกวันนี้และสิ่งที่จะทำให้ชีวิตผมเจริญรุ่งเรืองได้ต้องไม่ใช่งานอื่นนอกจากช่างภาพ ในภาวะโควิด-19 และรัฐบาลเส็งเคร็งบริหารห่วย ๆ แบบนี้ จงหาแสงสว่างในมุมมืดให้เจอครับ จงศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองเป็น ในตอนเด็ก ๆ เคยเกเรเอาไว้พอแก่แล้วก็นิ่งขึ้น เราโตแล้วต้องใจบุญ แต่อ่านบทสัมภาษณ์ ผมต้องใจเย็นนะถึงจะได้บุญ เพราะปั่นมาแต่หัวแล้ว! ขิงมาขนาดนี้ผมอยากบอกกับทุกคนว่า ผมเป็นคนแพ้ขิง ครับ กินแล้วคัน ตัวจะบวมครับผม เป็นไง บทสัมภาษณ์ที่คุยมาทั้งหมดมันโคตรจริง แม่งจริงจนไม่ต้องพูดคำว่าจริงออกมาเลยด้วยซํ้า (หัวเราะ)