ผืนป่าและสายน้ำ กับการออกแบบอาคารที่เชื่อมโยงธรรมชาติในเกาะพะงันเพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้ผู้มาเยือนโดย "พอ สถาปัตย์"

เสียงยอดมะพร้าวเสียดสีกันตามแรงลมผสมกับเสียงคลื่นดังแว่วมา กลายเป็นท่วงทำนองที่ลงตัวใน "วารีวาน่า รีสอร์ต" (Varivana Resort) โรงแรมที่ซ่อนตัวอยู่บนเนินเขาท่ามกลางสวนมะพร้าวในเกาะพะงัน ที่นี่ อาคารคอนกรีตเปลือยสามชั้นหันหน้าเปิดรับมุมมองเส้นขอบท้องฟ้าอันไกลโพ้น โรงแรมแห่งนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อเชื่อมต่อธรรมชาติของแมกไม้ในภูเขาเข้ากับผืนน้ำในท้องทะเลกว้างใหญ่ให้เกิดเป็นประสบการณ์แปลกใหม่สำหรับผู้มาเยือนโดยเฉพาะ

ทีมสถาปนิกจาก พอ สถาปัตย์ (Patchara + Ornnicha Architecture หรือ POAR) ออกแบบโรงแรมแห่งนี้โดยมีแนวคิดซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากความต้องการที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ขึ้นมาบนความเรียบง่าย (Simplicity and New Experience) "ประสบการณ์ของที่นี่คือการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ" พัชระ วงศ์บุญสิน สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง พอ สถาปัตย์อธิบาย "เรามีที่ตั้งซึ่งอยู่บนเนินเขาและใกล้ทะเล เราจึงทำส่วน Public ทั้งหมดเป็น Open Air”

พื้นที่ซึ่งเปิดโล่งเชื่อมต่อกับธรรมชาติของโรงแรมแห่งนี้เริ่มตั้งแต่โถงต้อนรับ ร้านอาหาร ระเบียงทางเดิน ไปจนถึงสระว่ายน้ำและลานเล่นโยคะบนดาดฟ้า อย่างไรก็ตาม ในขณะที่พื้นที่ส่วนต่างๆ เปิดรับบรรยากาศของธรรมชาติรอบด้านเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคารอย่างใกล้ชิด การรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับผู้มาใช้บริการก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม

บนที่ตั้งซึ่งติดถนน อาคารทั้งสี่หลังของโรงแรมแห่งนี้ขยับเข้าไปอยู่ชิดพื้นที่ด้านในสุด เพื่อเว้นระยะห่างจากทางสัญจรด้านหน้า โดยมีแมกไม้หนาครึ้มทำหน้าที่เป็นกำแพงธรรมชาติคอยกลั่นกรองความวุ่นวายภายนอกไม่ให้เข้าไปรบกวนบรรยากาศความสงบภายในบริเวณที่พักและพื้นที่สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทางเข้าสู่อาคารจะค่อยๆ เลาะเลียบทางเนินจนอ้อมขึ้นไปถึงทางเข้าอาคารในด้านหลัง "เราวางอาคารชิดหลังสุดของที่ตั้ง เพื่อเว้นระยะจากถนนด้านหน้า ให้คนที่เข้ามาในโครงการค่อยๆ เห็นอาคารทีละนิด" พัชระกล่าว "อย่าง Lobby ตอนอยู่บนถนนจะไม่เห็นเลย แต่จะค่อยๆ เห็นเมื่อเข้ามาใกล้ เพื่อให้คนแปลกใจว่ามีสถานที่แบบนี้อยู่กลางป่าด้วย"

แสงแดด สายลม และปรอยฝน คือธรรมชาติในเกาะพะงันที่ทีมออกแบบตั้งใจนำมาสร้างสรรค์ประสบการณ์เฉพาะตัวให้กับแขกที่มาเยือนโรงแรมแห่งนี้ รูปทรงสะดุดตาของหลังคาเอียงในโถงทางเข้าเปิดรับลมทะเลที่พัดพาไอเย็นเข้ามาทักทายผู้ที่อยู่ใต้ชายคา ในขณะที่ผ้าใบและอาคารด้านข้างคอยช่วยกันละอองน้ำที่สาดเข้ามาในวันฝนพรำ

ทีมสถาปนิกออกแบบห้องพักทั้ง 40 ห้องของโรงแรมแห่งนี้วางตัวขนานไปตามแนวยาวของเนินเขา โดยสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยและกระตุ้นให้แขกทุกคนรู้สึกอยากสัมผัสกับประสบการณ์ใช้ชีวิตใกล้ชิดกับธรรมชาติ ตั้งแต่วางผังอาคารแบบ Single Load Corridor ซึ่งระเบียงทางเข้ามีลักษณะเปิดโล่งและมีห้องพักตั้งอยู่เพียงด้านเดียว ไปจนถึงห้องพักที่แขกสามารถเปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ (แต่ทุกห้องก็เตรียมแอร์ไว้อำนวยความสะดวกด้วยเช่นกัน)

ในการเชื้อเชิญลมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร การเปิดหน้าต่างรับลมจากระเบียงเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ทีมสถาปนิกจึงออกแบบระบบถ่ายเทอากาศให้กับห้องพักโดยทำให้ทุกห้องมีประตูทางเข้าสองชั้นและมีโถงเปิดโล่งขนาดย่อมตั้งอยู่ตรงกลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหมุนเวียนของลม "เราทำประตูสองชั้นในทุกห้อง พอเปิดประตูบานแรกเข้าไป ก็จะพบคอร์ทเล็กๆ ในห้องที่เปิดถึงท้องฟ้า เป็นที่ให้คนถอดรองเท้าหรือวางของ แล้วค่อยเปิดประตูอีกบานเข้าไปในห้องนอน" พัชระกล่าว "ทำให้ลมทะลุผ่านห้องได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่เสีย Privacy เหมือนมีระเบียงอยู่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง นอนเปิดหน้าต่างได้โดยที่ไม่มีคนเห็น"

ระเบียงของห้องพักที่โรงแรมแห่งนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อกันแดดกันฝน หากเป็นระเบียงที่ยื่นออกไปให้แขกสามารถเดินออกไปสวมกอดธรรมชาติได้อย่างแนบแน่นยิ่งขึ้น ระเบียงของแต่ละห้องวางในตำแหน่งที่สลับไปมาเพื่อให้ทุกห้องพักมีหน้าต่างบานที่ไม่มีระเบียงมาบดบังสามารถเปิดรับวิวภายนอกได้อย่างเต็มที่จากภายในห้อง "เราออกแบบระเบียงให้เหมาะสมกับการนอนอาบแดด วิวที่สวยจะอยู่ทางตะวันตก และแดดที่เหมาะกับการอาบแดดคือแดดช่วงเช้ามาทางตะวันออก การที่ยื่นระเบียงไปทางทิศเหนือ ทำให้เหมาะกับการอาบแดดและดูวิวไปพร้อมๆ กันได้" พัชระกล่าว "อีกทั้งยังหันหน้าไปรับลมที่มาจากทางทิศเหนือตามลักษณะภูมิประเทศของเกาะอีกด้วย"

อาคารคอนกรีตเปลือยสีเทาตอบโจทย์การใช้งานของสภาพภูมิอากาศที่ชื้นแฉะของดินแดนกลางทะเลใต้ การใช้คอนกรีตแบบทนน้ำเค็มช่วยลดปัญหาความยุ่งยากในการดูแลรักษาอาคารที่ต้องเผชิญกับน้ำฝนและไอเค็มจากทะเล นอกจากนั้น ลวดลายของไม้ที่ปรากฏบนผิวคอนกรีตยังสะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่นได้อย่างน่าสนใจ "เราเห็นว่าช่างใช้ไม้มะพร้าวมาทำแบบหล่อฐานราก เพราะไม้มะพร้าวเป็นไม้ที่มีเยอะในเกาะพะงัน ปกติชาวบ้านก็เอามาทำฝาบ้าน เราเลยต่อยอดเอามาทำแบบหล่ออาคาร" พัชระเล่า "ไม้มะพร้าวมีขน พอแกะแบบ ขนไม้มะพร้าวจะยังติดอยู่และมีร่องรอยทำให้ผิวคอนกรีตเปลือยมีขน พอดูระยะใกล้ระหว่างที่เดินผ่านจะสัมผัสได้ว่ามันต่างจากผิวคอนกรีตเปลือยทั่วไป"

บนเนินเขาท่ามกลางดงมะพร้าวและแมกไม้ อาคารคอนกรีตเปลือยแห่งนี้แทรกตัวเป็นส่วนหนึ่งของเกาะพะงันอย่างลงตัว ที่โรงแรมแห่งนี้ ทุกองค์ประกอบของพื้นที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อชักชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกอยากออกไปสัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด ทั้งการรับแสงอ่อนๆ ในวันที่แดดออก เปิดหน้าต่างรับลมเย็นๆ เคล้ากลิ่นอายทะเลในวันอากาศดี และชุ่มชื่นกับละอองน้ำในวันฝนโปรย ท่ามกลางสถาปัตยกรรมที่เชื่อมผืนป่า ผิวน้ำ และสายลม ผสมกันเป็นประสบการณ์ใหม่ได้อย่างสมดุล