Uthai Heritage จากโรงเรียนเก่าสู่บูติกโฮเทล แลนด์มาร์กแห่งประวัติศาสตร์ของอุทัยธานี

ย้อนกลับไปราว 80 ปีก่อน อาคารเรือนไม้หลังหนึ่งถูกสร้างขึ้นในพื้นที่โรงเรียนอุทัยวิทยาลัย อันเป็นโรงเรียนราษฎร์หรือโรงเรียนเอกชนแห่งแรกของจังหวัดอุทัยธานี เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับอบรมเล่าเรียนของคนในพื้นที่ หลังจากที่สร้างขึ้นได้ไม่นาน ก็มีการขายเปลี่ยนมือเจ้าของที่ดินมาเป็นของคุณ ควร พรพิบูลย์ โดยที่เจ้าของเดิมยังคงทำหน้าที่ดูแลการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปิดตัวลงและถูกทิ้งร้างเป็นเวลากว่า 30 ปี ก่อนจะถูกส่งต่ออีกครั้งมาสู่มือของเจ้าของคนปัจจุบันอย่างทันตแพทย์ กฤตพล พรพิบูลย์

ทันตแพทย์กฤตพลไม่เคยคิดที่จะขายหรือทุบโรงเรียนเก่าแห่งนี้เลย เขากลับอยากจะคืนชีวิตให้กับที่ดินผืนนี้เสียด้วยซ้ำ ซึ่งหลังจากที่ได้พบกับสถาปนิกที่มีชื่อเสียงในการดัดแปลงอาคารเก่าเป็นโรงแรมอย่าง ขิง - วรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ แห่ง Supergreen Studio แล้ว เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนโรงเรียนอุทัยวิทยาลัย ให้กลายเป็น “Uthai Heritage” บูติกโฮเทลที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่อีกหนึ่งโรงแรมดีไซน์สวยของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสถาปัตยกรรมที่แอบซ่อนคุณค่าของอุทัยธานีไว้ภายใต้อาคารไม้อันแสนเงียบสงบ

หยิบจับอดีตมาเปลี่ยนเป็นสถาปัตยกรรมหลังงาม
  หากพูดถึงการออกแบบโรงแรมในยุคสมัยนี้ แน่นอนว่ามันจะต้องคำนึงถึงดีไซน์ที่สวยงาม น่าดึงดูด และมาพร้อมกับมาตรฐานการบริการในระดับสากล แต่นอกเหนือจากที่เราได้กล่าวมาแล้ว ทันตแพทย์เจ้าของพื้นที่และสถาปนิกหนุ่ม ยังตั้งอีกหนึ่งโจทย์สำคัญในการรีโนเวทครั้งนี้ด้วยว่าต้องมีคุณค่า สร้างประโยชน์ต่อผู้คน ชุมชนที่อยู่รอบข้างและจังหวัดอุทัยธานี จึงนำไปสู่คอนเซ็ปต์ในการออกแบบที่มาพร้อมสามเรื่องราวหลักคือ โรงเรียน จากคุณค่าของอาคารหลังเก่าที่เคยเป็นที่อบรมและบ่มเพาะจนสร้างประชากรคุณภาพให้กับจังหวัด ช่างไม้ เพราะงานช่างไม้ของที่นี่ นับเป็นงานที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นและเป็นที่จดจำ

  และสุดท้ายคือ การทำนา เพราะอุทัยธานีถือเป็นพื้นที่ปลูกข้าวสำคัญของไทยที่ต่อเนื่องมาจากพิจิตร จึงทำให้จังหวัดนี้เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์เรื่องข้าว ทั้งมีโรงสีที่เก่าแก่ ข้าวพันธุ์ดี แม้กระทั่งมีควายราคาหลักล้าน Uthai Heritage จึงไม่ใช่แค่การรีโนเวทอาคารหลังเก่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับให้อุทัยธานีกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยว พร้อมบอกเล่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของจังหวัด

อาคารเรือนเก่าที่ใหม่และเหมาะแก่การใช้งานมากกว่าเดิม
  พื้นที่หญ้ารกและอาคารทรุดโทรมขนาดประมาณ 938 เมตร ถูกทำความสะอาดและได้รับการปรับปรุงใหม่ โดยเริ่มต้นจากการปรับผังจากอาคารรูปตัว U เป็นอาคารรูปตัว H และแก้ไขทางเดินอาคาร ที่เดิมเมื่อเดินเข้าจากทางเสาธงแล้วจะมีบันไดขึ้นชั้นสองอยู่ตรงสุดโถงทางเดินทั้งสองฝั่ง เมื่อปรับปรุงใหม่จึงมีการถูกทุบบันไดทางซ้ายมือออกเพื่อทะลวงให้กลายเป็นทางเดินไปยังด้านหลังอาคาร

  ด้วยความเป็นอาคารที่มีพื้นไม้เชื่อมถึงกัน นำมาซึ่งปัญหาเสียงเวลาเดิน เพื่อแก้ไขที่มาของเสียง พื้นไม้จึงถูกตัดออกจากกัน แล้วเสริมความแข็งแรงด้วยโครงสร้างเหล็กเข้าไปที่คานเดิม และบริเวณที่เป็นคานไม้ ด้านบนก็ถูกก่อกำแพงอิฐขึ้น เพื่อช่วยกันเสียงรบกวนของแต่ละห้อง เสริมความสงบ สร้างความเป็นส่วนตัว และทำให้อาคารหลังเดิมมีมาตรฐานเหมาะสมในระดับสากล

  ไม้เดิมของอาคารถูกรื้อถอนนำไปขัดผิดและตัดใหม่ ก่อนจะมาเรียงในแนวตั้งเป็นผนังส่วนทางเดิน เพื่อเพิ่มความโมเดิร์นให้อาคารสไตล์ทรอปิคัล ในขณะที่ประตูและหน้าต่างบานเก่าทั้งหมดของอาคารถูกรื้อถอนออก แล้วแทนที่ด้วยประตูและหน้าต่างไม้สักชุดใหม่จากเมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า ที่มีขนาดใหญ่เสริมความแกรนด์ให้ความรู้สึกเสมือนกำลังยืนอยู่ในบ้านแถบยุโรป ที่สำคัญคือช่วยเปิดรับแสงและลมธรรมชาติที่ดีของอุทัยธานีให้ลอดผ่านเข้ามาได้มากกว่าเดิม

  เช่นเดียวกับหลังคาสูงโปร่ง ที่ถูกต่อเติมใหม่ให้ยาวเพื่อป้องกันแสงแดดและความร้อน อากาศในช่วงกลางวันจึงไม่ร้อน ทำให้ทุกพื้นที่ในอาคารเป็นพื้นที่ Open Air ที่ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ (ยกเว้นเฉพาะแค่ห้องเลาจน์เท่านั้นที่จะเปิดใช้งานตลอดทั้งวัน) เมื่อรวมกับผังอาคารแบบตัว H ที่ดักจับลมได้ดีแล้ว จึงช่วยสร้างระบบถ่ายเทอากาศที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ความร้อนที่สะสมในอาคารน้อยลง เมื่อเปิดแอร์ในห้องพักช่วงกลางคืนแล้ว แอร์จะไม่ทำงานหนักเท่ากับโรงแรมโดยทั่วไป ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้ดีกว่า

  นอกจากนี้ยังมีการสร้างอาคารห้องประชุมใหม่ ที่เชื่อมโยงกับอาคารหลังเดิมได้อย่างแนบเนียน ภายในเป็นอาคารหลังคาสูงที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโรงสี ซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวพรพิบูลย์ พร้อมใช้ชื่อ ‘โรงสีศรีเจริญ’ อันเป็นชื่อโรงสีเก่าของทันตแพทย์เจ้าของพื้นที่มาเป็นชื่อของอาคาร หลังจากการรีโนเวทและก่อสร้างเพิ่มเติมแล้วอาคารใหม่ก็ขยับขยายมีพื้นที่ใช้สอยรวมแล้ว 2,100 ตารางเมตร

เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ผ่านข้าวของและเครื่องเรือน
  เมื่อเดินเข้าจากทางหน้าเสาธงแล้วจะพบกับคาเฟ่ศรีอุทัย ที่ได้ชื่อมาจากถนนที่ตั้งของโรงแรม อยู่บริเวณตรงกลาง ทางด้านซ้ายมือจะเป็นส่วนของล็อบบี้และห้องเลาจน์ที่ถูกคั่นแบ่งด้วยทางเดิน ห้องเลาจน์ถูกตกแต่งให้กลายเป็นห้องสมุด สะท้อนถึงความเป็นโรงเรียน ภายในมีหนังสือหลากหลายประเภทซึ่งถูกคัดสรรมาเป็นอย่างดีด้วยฝีมือของ อ้วน - วิรัตน์ โตอารีย์มิตร จากร้านหนังสือ Booktopia เมื่อเดินทะลุทางเดินที่เกิดจากการทุบบันไดจะเจอห้องเอนกประสงค์ที่ถูกวางแผนไว้ว่าจะทำเป็นห้องกิจกรรมในอนาคต และสระว่ายน้ำบริเวณใจกลาง ส่วนปีกขวาของชั้นหนึ่งจะถูกจัดไว้เป็นห้องพักทั้งหมด 3 ห้อง

  บริเวณชั้นสองทั้งหมดจะเป็นห้องพักจำนวน 14 ห้อง หากเดินไล่เรียงตามทางเดินแล้วจะพบป้ายด้านหน้าห้องพักที่ถอดแบบมาจากป้ายกระดานดำหน้าห้องเรียนสมัยก่อน ให้กลิ่นอายของโรงเรียนอุทัยวิทยาลัย ผนังบางส่วนที่เคยถูกใช้ในอดีต เช่น กำแพงแผนที่โลกในห้องพัก หรือประโยค “โปรดรักษาความสะอาด” ที่อยู่บริเวณบันได ก็ยังดูเก็บรักษาไว้ ทำให้เรายังคงสัมผัสกับบรรยากาศเดิมของพื้นที่นี้ได้

  ภายในพื้นที่โล่งโปร่งถูกเติมเต็มด้วยเครื่องเรือนไม้มือสองเป็นหลัก โต๊ะบางส่วนยังถูกสร้างขึ้นใหม่จากประตูและหน้าต่างเดิมของโรงเรียน รวมไปถึงแผ่นไม้ที่ใช้ตกแต่งบริเวณริมระเบียงของห้องพัก ก็ยังเป็นประตูและหน้าต่างเก่า ที่ถูกทาสีใหม่เป็นสีดำเพื่อง่ายต่อการดูแลรักษา ความคิดเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเสนอแนะของสถาปนิกหนุ่ม ทำให้ข้าวของเก่าที่ควรจะถูกรื้อทิ้งได้กลับมาสร้างคุณค่าใหม่ให้กับอาคารหลังนี้

  ตั้งแต่โถงทางเดินไปจนถึงห้องพักแต่ละห้องถูกเชื่อมโยงเข้ากับความเป็นอุทัยธานีผ่านการตกแต่งด้วยข้าวของไทยเดิม และชุดอุปกรณ์ทำนาหลากหลายชิ้น เป็นสิ่งที่ช่วยสะท้อนถึงประวัติศาสตร์เรื่องการปลูกข้าวและวิถีชีวิตของชาวนาในอุทัยธานี บางชิ้นเก่าและค่อนข้างหาชมยาก Uthai Heritage จึงทำหน้าที่เป็นเสมือนพิพิธภัณฑ์ ให้คนรุ่นใหม่ได้ย้อนกลับมาดูร่องรอยในอดีตอีกครั้ง

 “ด้วยผังของตึกเก่าที่มีมุมไม่เหมือนกัน ทำให้แต่ละห้องตกแต่งต่างกันนะ บางห้องอาจจะมีคราดทำนา บางห้องมีผนังไม้ชิ้นใหญ่ บางห้องมีกระจกโบราณ หรือบางห้องสามารถมองเห็นหลังคาสูงได้ มันมีความแตกต่างแต่ไปในทิศทางเดียวกัน ถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของอาคารหลังนี้” สถาปนิกหนุ่มเล่าเสริม

  ไม่ใช่แค่องค์ประกอบภายในเท่านั้น ที่ช่วยส่งเสริมให้อาคารนี้มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์ แต่การเลือกจัดวางแสงในช่วงกลางคืนเองก็นับว่ามีความสำคัญ เพราะที่นี่ไม่มีไฟสว่างเหมือนกับโรงแรมโดยทั่วไป เพราะคุณขิงเลือกซ่อนโคมไฟผนังดีไซน์เฉพาะของที่นี่ ไว้ตามซอกหรือมุมต่าง ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศลึกลับที่น่าค้นหา สอดคล้องไปกับเค้าโครงเก่า

  “ตัวสถาปัตยกรรมมันดูกลมกลืนไปกับบริบทอันสงบ มีความ Rustic ที่เรียบง่าย แทบจะดูสมถะด้วยซ้ำ เพราะเราตัดทอนสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปทั้งหมด ซึ่งมันสะท้อนตัวตนของความเป็นอุทัยธานี ที่จะไม่ได้มีจริตของรายละเอียดและลวดลายเยอะเท่ากับโรงแรมในเชียงใหม่ หรือดูเป็นโคโรเนียลแบบสไตล์ภูเก็ต แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องดูไม่เหมือนกับอาคารหรือสิ่งก่อสร้างรอบข้าง มีความโดดเด่นจากสัดส่วนที่ยิ่งใหญ่และการจัดแสงเงาเข้าสู่อาคาร”

สวน อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมสุนทรีย์
   แม้จะไม่ได้อันสลักสำคัญมากเมื่อเทียบกับการออกแบบจัดวางภายในอาคาร แต่สวนภายนอกก็ถือเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่ช่วยส่งเสริมบรรยากาศให้กับ Uthai Heritage โดยคุณขิงเลือกใช้สวนสไตล์อังกฤษ ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประสบการณ์การที่เคยทำงานร่วมกับสถาปนิกชาวศรีลังกาชื่อดังอย่าง Geoffrey Bawa เขาจึงนำมาประยุกต์ทำเป็นสวนที่ปลูกต้นไม้แบบเรียบง่าย เพื่อสร้างพื้นหลังอันสมบูรณ์แบบให้กับอาคาร

  เมื่อถอยหลังกลับมามองบรรยากาศโดยรวมแล้ว เราจะสัมผัสได้ถึงแสงแดดของลอดผ่านช่องแสง ลมธรรมชาติที่พัดเอื่อยเข้าสู่ภายใน และสภาระไร้เสียงรบกวนจากรอบข้าง ซึ่งนำความสงบกลับมาสู่ภายในอีกครั้ง Uthai Heritage จึงกลายเป็นสถานที่สำหรับการปล่อยตัวพักผ่อนจากภาระอันหนักอึ้ง จนเหมาะเป็นจุดหมายใหม่ของการท่องเที่ยวในยุคสมัยใหม่ และในขณะเดียวกันก็ยังสร้างบทสนทนาเชื่อมโยงให้เรากลับไปสู่วิถีชีวิตของคนไทยในอดีตอีกครั้ง ผ่านข้าวของเครื่องใช้แสนสมถะอันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์

Writer: Sittichai Srimuang
Special Thanks: Worapan Klampaiboon