สองศิลปินที่มีแนวทางงานศิลปะที่ต่างกันแบบขั้วตรงข้าม แต่มีจุดร่วมอีกอย่างหนึ่งคือเมื่อพูดถึงศิลปินรุ่นใหญ่อย่างฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ในเชียงใหม่ ต้องนึกถึงผู้ช่วยมือขวาอย่างตูน ธิติพร โกธรรม และอุบัติสัตย์
   อุบัติสัตย์ จบจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ​(เข้าเรียนสาขาวิชาภาพพิมพ์ แต่หลังจากนั้นย้ายไปสาขาวิชาประติมากรรม แต่จบจิตรกรรม) การได้เติบโตและเรียนรู้มุมมองงานศิลปะผ่านการทำงานจริงกับศิลปินหลายท่าน ไม่ว่าจะเป็น อาจารย์นาวิน ลาวัลย์ชัยกุล, อาจารย์คามิน เลิศชัยประเสริฐ และฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ทำให้ผลงานศิลปะของเขามีหลากมิติทับซ้อนที่เกิดจากตะกอนทางความคิดหลายชั้นของเขา และเข้มข้นไปด้วยประเด็นทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง จนถึงสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับนิทรรศการเดี่ยวครั้งล่าสุดที่ชื่อ “SOX STARS” โดยเป็นการทำงานสุดบ้าคลั่งของอุบัติสัตย์กับการเก็บข้อมูลอยู่หลายปีเพื่อวิเคราะห์ แยกย่อย และขมวดเป็นผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบทั้งเพ้นติ้ง และประติมากรรม แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือความหวังของเขาและของคนไทยอีกหลายล้านคนที่จะต้องการหลุดพื้นจากอำนาจมืด โดยอุบัติสัตย์ได้สร้างโลกในอุดมคติ ที่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจนั้นปราศจากอุตสาหกรรมค้าอาวุธ ปัญหา และความขัดแย้ง

   แกลบจำนวน 3 ตันถูกปูจนเต็มโถงของนิทรรศการ “จำได้มั้ยกับปัญหาของโครงการจำนำข้าวที่ข้าวหายไปหลายตันนั้นสร้างความเสียหายเป็นเงินมหาศาลเลยนะ แล้วสุดท้ายเป็นไง เราก็เหลือแต่แกลบ!” โดยนิทรรศการนี้ตั้งใจให้จัดแสดงเพียงหนึ่งวัน และวันเดียวกับวันเลือกตั้งคือวันที่ 24 มีนาคม 2562 ที่หอนิทรรศการศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ “เพราะเป็นวันเดียวที่ทุกคนจะเท่าเทียมกัน (ในเชิงอำนาจการเมือง) อย่างแท้จริง”

   ตัวอย่างผลงานในครั้งนี้ของอุบัติสัตย์ได้สอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์ไว้ในงานอย่างแยบยล อาทิ “Thai Death Star” ภาพขนาด 8 x 11 เมตร ที่สะท้อนถึงการรวมศูนย์อำนาจ โดยนำแบบแปลนดาวมรณะที่อยู่ในมหากาพย์สงครามจักรวาลในจินตนาการ มาผนวกเข้ากับข้อมูลของโครงการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ในโลกแห่งความจริง ใกล้ๆ กันนั้นมีงานประติมากรรม “ปาดาปาดา” สูง 3 เมตร เป็นร่างอวตารของผู้สืบทอดมรดกทางเกษตรกรรม (หรือชาวนา) ที่พื้นผิวของปาดาปาดาที่ถูกป้าย อาบ เคลือบ จากสีสันแห่งอำนาจทั่วร่าง และระหว่างสเปซของงานจะมี “Misery Box Power” ประติมากรรมที่มีรูปร่างและรูปทรงสี่เหลี่ยมหลายขนาดซ้อนทันกับ สื่อถึงการเป็นศูนย์รวมจิตใจที่สามารถพลิกฟื้นจิตวิญญาณแก่คนในชาติจากรอยต่อของปัญหาและความขัดแย้ง และ “Vplanet” ภาพวาดแนว Abstract ที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางเกษตรกรรมระหว่างธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) และเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างรายได้ให้กับดินแดนในอุดมคติของเขา โดยแต่ละภาพได้แรงบันดาลใจมาจากผลผลิตทางการเกษตรในแต่ละเดือน และการนำไปประกอบเป็นเมนูท้องถิ่นด้วย เป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากการได้รับรู้ความอัดอั้นของคนรากหญ้าเกี่ยวกับการทำมาหากิน และปัญหาของพืชผักเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา “ในขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมปลูกพืชผักได้ดี แต่ทำไมชาวไร่ชาวนาไทยกลับยากจน” อุบัติสัตย์กล่าว
   ส่วนศิลปินสาวรุ่นใหม่อย่างตูน ฐิติพร ปัจจุบันนี้ถือเป็นมือขวาของศิลปินรุ่นใหญ่อย่างฤกษ์ฤทธิ์มากว่า 6 ปีแล้ว โดยรับช่วงต่อจากอุบัติสัตย์ที่เคยรับหน้าที่นั้นมากกว่า 10 ปีและมีส่วนร่วมอยู่ในเบื้องหลังผลงานชิ้นเด่นของศิลปินฤกษ์ฤทธิ์อยู่หลายชิ้น โดยตูนจบทางด้านภาพพิมพ์ คณะวิจิตรศิลป์ จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งแนวทางงานศิลปะจะมีความละเอียดละออ และเน้นงานประดิษฐ์ประดอยชิ้นเล็กจากความสนใจในประเด็นธรรมชาติ นำมา สร้างสรรค์สู่งานภาพพิมพ์ และงานทำมือบนกระดาษ (Paper Craft) อาทิ งาน “From Me On Earth To The Moon, 2016” เป็นชิ้นงานศิลปะ Abstract ที่เชื่อมโยงระหว่างพื้นผิวของหินและรูปทรงของพระจันทร์ตั้งแต่คืนพระจันทร์เสี้ยวจนถึงเต็มดวงที่ “เกิดจากความเชื่อของตูนในเรื่องของหินที่เชื่อมโยงกับพระจันทร์และอารมณ์ของมนุษย์
   Moon Spell in Summer, 2017 (จัดแสดงในนิทรรศการกลุ่ม Across The Sea of Stars) ผลงานศิลปะบนกระดาษจำนวน 140 ชิ้นที่เกิดขึ้นจากการฟังเพลงและนั่งอ่านเนื้อเพลงเก่า มาตีความและถ่ายทอดสู่งานศิลปะกึ่งภาพประกอบ ที่เพลงถูกบรรเลงขึ้นแต่ไม่ใช่ในรูปของเสียง แต่ผ่านงานศิลปะที่มีหลากสีสันพร้อมบทกลอนอันไพเราะ ผลงานศิลปะบนกระดาษอีกชิ้นที่สะท้อนความละเมียดละไมของศิลปินสาวคนนี้คือ What You Wrote, 2016 ที่มีข้อความต่างๆ ซ่อนอยู่บนชิ้นงานแต่ถูกปิดทับด้วยสี สะท้อนให้เห็นว่าเราใช้ชีวิต และหายใจเป็นคำพูด สิ่งที่คุณเขียนก็คือวิธีการที่คุณมองโลก สะท้อนออกมาเป็นสีสัน พื้นผิว เสียง ความหวัง ความรู้สึก และความฝันอยู่ในข้อความเหล่านั้น “เป็นงานที่ทำแบบต่อวันๆ เหมือนเป็นบันทึกในช่วงนั้น แต่สุดท้ายก็จะโดนกลบไปด้วยสีให้เหลือเพียงคำที่เป็นบางส่วนของข้อความเท่านั้น”ตูนกล่าว

   “บริบทจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่เข้ามาส่งผลให้เกิดการซึมซับ การวิเคราะห์ และตกตะกอนเป็นผลงานศิลปะของเรา ที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจ แต่ต่อจากนั้นงานศิลปะจะส่งผลอย่างไรต่อสังคม และสร้างประโยชน์ต่อผู้อื่นได้อย่างไรนั้น ก็เป็นสิ่งที่เราใคร่ควรคิดมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน” ทั้งคู่ทิ้งท้าย