
อาจไม่อยู่ในความสนใจของคุณ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่สนใจเรื่องภาพยนตร์ คุณควรรู้ว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว มีนักทำหนังชาวไทยคนหนึ่งนำหนังไทยไปคว้ารางวัลใหญ่ “หนังยอดเยี่ยม” จากเทศกาลภาพยนตร์ “Doclisboa 2019” ที่เมืองลิสบอน ประเทศโปรตุเกส นักทำหนังคนนั้นชื่อ ปุ่น - ธัญสก พันสิทธิวรกุล และหนังเรื่องนั้นชื่อ “Santikhiri Sonata” เป็นหนังสารคดีผสมฟิกชันที่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ชื่อ “สันติคีรี”

และอาจฟังดูคุ้นหู คลับคล้ายคลับคลาว่าเหมือนจะเคยได้ยินชื่อจากที่ไหน ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะชื่อของ ธัญสก พันสิทธิวรกุล ผู้กำกับไทยวัย 46 เจ้าของรางวัลศิลปินศิลปาธร สาขาภาพยนตร์ ในปี 2550 นั้นมักจะถูกกล่าวถึงวนเวียนอยู่กับเรื่องซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทำนองว่าแม้จะเป็นหนังไปฉายมาแล้วทั่วโลกกว่าร้อยเทศกาล แต่หนังของเขาก็ถูก “ห้ามฉาย” ในบ้านเรา ด้วยเหตุผลที่ฟังดูน่ากลัว ท้ายที่สุด ชื่อของเขาจึงกลายเป็น “บุคคลต้องห้าม” ในวงการภาพยนตร์ โดยที่ไม่มีใครคิดถาม ไม่มีใครตั้งคำถาม ไม่มีใครคิดสงสัย ว่าทั้งหมดนั้นจริงแท้เป็นอย่างไร และไม่ค่อยมีใครเปิดโอกาสให้เขาได้พูด

Everything ใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการเอาชนะความบ่ายเบี่ยงปฏิเสธของเจ้าตัว ในที่สุดเราก็ชวน ปุ่น-ธัญสก มาพูดคุยกันได้สำเร็จตกลงกันแค่ว่าสนทนาในสิ่งที่พอพูดได้ หรือเล่าได้ อย่างน้อยก็ เกาะเกี่ยวไปกับหนังเรื่องล่าสุดของเขาที่คว้ารางวัลที่อันที่จริงเราควรจะภาคภูมิใจ ในฐานะ นักทำหนังไทยที่สร้างชื่อเสียงในเวทีโลก ที่คุณอาจจะยังไม่รู้ เพราะไม่มีใครบอก

เราก็เลยคิดว่าถ้าสมมุติว่าผู้แพ้จะเขียนประวัติศาสตร์นี้ เขาจะเล่าเรื่องของตัวเองอย่างไร
ถ้าผู้แพ้จะเขียนเรื่องเล่า
“จุดกำเนิดของหนังเรื่อง “Santikhiri Sonata” คือเราทำหนังเรื่อง “ผู้ก่อการร้าย-The Terrorists” กับโปรดิวเซอร์เยอรมันชื่อ Jürgen Brüning เมื่อปี 2010 แล้วเราก็เลยทำกับโปรดิวเซอร์คนนี้มาตลอด แต่โปรเจคต์จริง ๆ ทำตั้งแต่ปี 2017 มันเป็นหนังที่เล่าเรื่องอีกด้านของดอยแม่สะลอง ซึ่งตอนนี้มันเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สันติคีรี’ แปลได้ว่าหมู่บ้านแห่งความสันติ แต่จากข้อมูลที่เรารับรู้มาในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นด้านที่ไม่เคยมีใครพูดกัน เราก็คิดว่ามันมีความน่าสนใจดี เรามีข้อสงสัยว่าทำไมมันถึงมีชื่อนี้ เมื่อค้นคว้าไปเรื่อย ๆ ก็พบว่าจริง ๆ แล้วไม่ได้มีแค่หมู่บ้านนี้เท่านั้นที่ถูกเปลี่ยนชื่อ มันยังอีกหลายที่ นอกจากเล่าเรื่องหมู่บ้านบนดอยแม่สะลองที่ชื่อ ‘สันติคีรี’ แล้ว เราก็ยังเล่าเรื่องคู่ขนานของอีกหมู่บ้านหนึ่งที่เกิดเหตุการณ์บางอย่างเมื่อปี พ.ศ. 2525 ซึ่งพอเรารู้ข้อมูลอีกด้านหนึ่งก็พบว่ามันน่าสนใจและน่าตกใจในเวลาเดียวกันเพราะ มันเป็นหมู่บ้านที่ถูกทำลายไปทั้งหมู่บ้าน นั่นคือหมู่บ้านหินแตก ซึ่งปัจจุบันก็ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น หมู่บ้านเทิดไท ซึ่งถูกจดจำมาตลอดว่าเป็นหมู่บ้านที่ค้ายาเสพติดแหล่งใหญ่ เพราะมีผู้นำของหมู่บ้านก็คือ ‘ขุนส่า’ ผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นพ่อค้ายาเสพติด แต่นั่นก็เป็นข้อมูลด้านเดียว แต่เราไม่เคยรู้ว่าจริง ๆ แล้วมันมีที่อื่นที่หนักกว่าขุนส่าแต่ไม่ถูกหยิบยกขึ้นมา
“สิ่งที่เราทำในหนังเรื่องนี้ คือเราทำด้วยความเชื่อว่ามนุษย์มันมีหลาย ๆ ด้าน มันไม่ได้มีแค่ด้านเลว ด้านเดียว หรือเราไม่สามารถไปตัดสินคนว่าเขาค้ายาแล้วเป็นคนผิดในทุกเรื่อง เพราะขณะเดียวเขาก็เป็นผู้นำชาวไทใหญ่ด้วย การที่หมู่บ้านหนึ่งที่เหมือนถูกลบอดีตไปเลยแล้วก็ถูกตราหน้าว่าเป็นหมู่บ้านที่อันตราย ขณะที่อีกหมู่บ้านหนึ่งที่ดอยแม่สะลองกลายเป็นว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีประเพณีอันดีงาม คือภาพบางอย่างถูกลบล้างและถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เรารู้สึกว่าประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีคนรู้ ประกอบกับยิ่งเราศึกษาเรื่องนี้ เราก็ได้ฟุตเทจที่หายากขึ้นเรื่อย ๆ จากคนที่เขายังเก็บไว้ เราก็ไม่รู้ว่าเขาเก็บไว้เพราะอะไรแต่เราก็ได้มา ใน “Santikhiri Sonata” เราพยายามเล่าอย่างเป็นกลาง จะไม่ชี้นำว่าใครคือคนผิด คนถูก เราพยายามจะมองและเล่าให้ครอบคลุมว่า ณ เวลานั้นนั้นมันเกิดอะไรขึ้น ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลที่จะทำอะไรบางอย่าง ประมาณนี้แล้วกัน เราเล่าเท่าที่เล่าได้ แต่โดยไอเดียของหนังเราตั้งสมมุติฐานว่า มันมีคำหนึ่งที่เรารู้สึกสะกิดใจมาตลอดก็คือคำว่า “ประวัติศาสตร์มันเขียนโดยผู้ชนะ” เราก็เลยคิดว่าถ้าสมมุติว่าผู้แพ้จะเขียนประวัติศาสตร์นี้ เขาจะเล่าเรื่องของตัวเองอย่างไร เราก็เลยเล่าประวัติศาสตร์ในมุมของคนที่แพ้ ว่าเขาเจออะไรบ้างประมาณนั้นแหละครับ”


นักทำหนังในเงามืด
“เรารู้ว่า หนังเรามันไม่มีทางที่จะได้ฉายที่นี่แน่นอน เมื่อปี 2009 เราเคยถูกล่าแม่มด ถูกใส่ร้ายมาครั้งหนึ่งแล้ว มันทำให้เราไม่คิดที่จะฉายหนังในประเทศนี้อีกแล้ว คือแน่นอนว่าเราทำหนังในบริบทที่เชื่อว่าคนไทยเท่านั้นแหละที่จะเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งแต่...มันคงไม่เกิดขึ้นหรอก แต่ถ้าถามว่ามันจะมีโอกาสได้ฉายในประเทศไหม เราก็คิดว่าหนังหรือภาพยนตร์เนี่ย มันก็มีมาร้อยกว่าปีแล้ว ผ่านไปร้อยกว่าปีแต่คนก็ยังหาหนังในยุคแรกๆ ดูได้อยู่ เราก็เคยแอบหวังว่าสักวันหนี่งแต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้อาจจะเป็นร้อยปีข้างหน้า หนังของเราอาจจะได้กลับมาฉายในประเทศก็ได้ แต่เราคงตายก่อนแล้ว (หัวเราะ)
“ถามว่าเราโกรธหรือเสียใจไหม เราว่าเราเข้าใจเรื่องต่าง ๆ มากขึ้นดีกว่า โอเค ตอนแรกๆ ที่ยังเด็กกว่านี้เรารู้สึกโกรธมากๆ นะ ก็ช่วงปี 2009-2010 ที่เราโดนกล่าวหานี่แหละ แต่ขณะเดียวกัน...พูดยังไงดีล่ะ...ถ้าเราโกรธมันก็เท่ากับว่าเรากำลังโกรธอีกฝ่ายหนึ่งที่คิดไม่เหมือนกับเรา ซึ่งมันเท่ากับว่าเรากำลังตกอยู่ในบ่วงที่เขาต้องการจะให้เราเป็นเช่นนั้น เราเลยพยายามจะเข้าใจมันให้ได้มากกว่า”
สู่ด้านสว่างที่เข้าใจในทุกอย่าง
“โลกมีหลายศาสนานะ เราก็แค่เข้าใจว่าทุกคนเชื่อไม่เหมือนกัน แล้วเราก็ไม่ได้อยากจะมองว่าเขาเป็นศัตรู เหมือนที่เราก็ไม่ได้อยากถูกมองว่าเป็นศัตรูของเขา เราก็มองว่าแต่ละฝ่ายก็มี agenda ของตัวเอง พยายามจะไม่เป็นแบบนั้น เราก็แค่พยายามจะมองในฐานะมนุษย์ว่า...การที่สังคมเราถูกทำให้แบ่งแยกเป็นสองฝ่าย และทั้งสองฝ่ายจริง ๆ แล้วก็ต่างช่วงชิงเพี่อที่จะอยู่รอด ซึ่งมันเป็นเรื่องปกติของสิ่งมีชีวิต
“พอเราคิดได้อย่างนี้ ความคาดหวังของเรามันเลยเปลี่ยน เรารู้สึกว่าพยายามจะทำความเข้าใจมันว่า ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลแน่นอนว่า เหตุผลของเขาอาจฟังไม่ขึ้นสำหรับเรา หรือเหตุผลของเราเขาก็อาจฟังไม่ขึ้น เพราะบางทีเราก็เคยสงสัยว่า เฮ้ย ทำไมนะ เราก็คิดว่าเรามีเหตุผลมากพอแล้วทำไมอีกฝั่งหนึ่งก็ยังไม่มีเหตุผลขนาดนั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็พอจะทำความเข้าใจได้ว่า อืม...ก็เพราะมันอย่างนั้น อย่างนี้ อะไรแบบนี้ นี่เอาเท่าที่พูดได้นะครับ”

เราไม่มีเวลาโศกเศร้า เราจะเศร้ากว่าถ้าเราทำไม่ทัน"
ผ้าที่ถักทอขึ้นด้วยสิ่งที่ถูกทำลาย
“ตอนที่ “Santikhiri Sonata” ได้รางวัล คำประกาศในเฟสติวัลเขาก็บอกว่า หนังมันทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของประวัติศาสตร์ แล้วก็เล่าในแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ถักทอระหว่างร่างกายมนุษย์และประวัติศาสตร์ของสิ่งที่ถูกทำลายล้างโดยที่ไม่มีใครรู้ผสานเข้ากับพื้นที่และร่างกาย หนังพูดถึงการเมืองผ่านภาพที่ให้ความเข้าใจอันหลากหลาย- หมายถึงว่าในการตีความคำว่า ‘ความเป็นจริง’ เพราะสำหรับเราความจริงมันไม่ได้มีด้านเดียว มันอยู่ที่คนจะมองแล้วเราก็พยายามจะพูดเท่าที่เราพูดได้ พูดแบบนี้แล้วแต่คนจะตีความว่าพูดว่าอย่างไร แล้วแต่ความเชื่อของคนดูมากกว่า
“ในแง่หนึ่งเรื่องของเราเองก็คล้าย ๆ อย่างนั้น ตัวเราเกิดขึ้นใหม่ด้วยการถูกทำลาย เราเคยถูกทำลาย โดนล่าแม่มด มีคนเอาชื่อเราไปเขียนด่าคนอื่น แล้วก็ลงเบอร์โทรศัพท์ของเรา มันมีเรื่องวุ่นวายมาก ๆ เป็นเรื่องวุ่นวายที่เรารู้สึกว่าพอมันแก่ขึ้น เราก็รู้ว่าควรทำยังไงต่อไปกับชีวิต นั่นคือเราทำสิ่งที่เราอยากทำดีกว่า หมายถึงว่า ตอนนี้เราอายุ 46 แล้ว ถ้าสมมุติว่าคนเราอยู่ได้ 60 ปีอะไรอย่างนี้ เราว่าเราอาจมีเวลาอยู่อย่างมากก็ไม่เกิน 14 ปี ยังไม่รวมกับเวลาที่เราอาจจะเพ้อหรือหลง ๆ ลืม ๆ ไปแล้ว เป็นมะเร็งหรืออะไรสักอย่างต้องมาทรมานช่วงก่อนตายอะไรแบบนี้ เราคิดว่าถ้าเรามีเวลาสัก 14 เป็นอย่างมาก เราก็คิดในแง่ร้ายไว้ก่อนว่า เหลือแค่ 14 ปีนะเว้ย เราจะทำยังไงกับชีวิตที่เหลืออยู่

“เพราะฉะนั้นไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามมนุษย์มันวุ่นวายเป็นปกติ แล้วทุกเรื่องมันก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั้งนั้น เรื่องของเราไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ตอนนี้เราเลยโฟกัสสิ่งที่เราอยากทำ เรารู้สึกว่าตอนนี้เรากำลังวิ่งแข่งกับเวลา เราไม่มีเวลาโศกเศร้า เราจะเศร้ากว่าถ้าเราทำไม่ทัน”

รางวัลที่แท้คือเวลาที่เหลือ
“เราไม่คิดว่าเราจะได้รางวัล ตอนที่เราได้รับรางวัลเนี่ย เราอยู่ในโรงแรมนะ นอนแช่น้ำร้อนอยู่เพราะว่าปวดหลัง ยังลังเลอยู่ว่าจะไปดีไหม แต่ด้วยความปวดหลังเราเลยไปแช่น้ำร้อนในโรงแรม แล้วอาการก็ทุเลาขึ้น เราคิดว่า เฮ้ย ขี้เกียจไปเว้ย เราคงไม่ได้อะไรแบบนี้ แต่เราดูเฟสบุ๊คมันก็อัพเดตเรื่อย ๆ แล้วมันก็มีรูปหนังเรา เราก็ เอ๊ะ ตอนนั้นมันยังเป็นภาษาโปรตุเกสอยู่ยังไม่ได้แปลเป็นภาษาอังกฤษเราก็เลยคิดว่า เอ๊ะ ทำไมนะ พูดถึงหนังเราว่ายังไงอะไรแบบนี้ เลยส่งข้อความไปถามเพื่อนอีกคนที่อยู่ตรงนั้นว่ายังไง พอเพื่อนบอกว่าหนังเราได้รับรางวัล ซึ่งตอนนั้นเรากำลังอาบน้ำอยู่ แล้วกำลังสระผมอยู่ก็แบบฉิบหายแล้วเอาไงดีวะ ก็รีบอาบเลย (หัวเราะ) แต่งตัว รีบเดินไปสิบนาที พอไปถึง ทุกอย่างมันก็เสร็จหมดแล้วล่ะ แล้วเขาก็เอารางวัลมาให้ทีหลัง นักข่าวก็ยังรออยู่อะไรแบบนี้ เราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รางวัล เราแค่มีความรู้สึกอยากเล่าเรื่องนี้ ตอนที่เราได้รับรางวัลเรากำลังแพลนเรื่องต่อไปว่าเราจะทำเรื่องอะไรด้วยซ้ำ “คือตอนนี้เราไม่ได้แพลนแค่เรื่องเดียว ปีเดียว แต่เรายังแพลนต่อไปอีกประมาณสอง-สามปีว่า ปีนี้ทำอะไร ปีหน้าทำอะไรต่อ มันเหมือนกับตอนนี้สิ่งที่ดิ้นรนสุด ๆ ก็คือเรื่องเวลามากกว่า เพราะเราไม่รู้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น เราก็เลยไม่ได้ยินดียินร้าย เราก็โพสต์ตามปกติว่า เออได้รางวัลนะคนก็มาแห่ยินดีตามปกติ จบแค่นั้น มันไม่ใช่เรื่องอะไรใหม่แล้ว สำหรับเราในตอนนี้
“อย่างที่บอกไปว่าเราแข่งกับตัวเราเอง แข่งกับเวลาที่เหลือ เรื่องอื่นเราไม่อยากหวังอะไรแล้ว เราผิดหวังมามากจนเรารู้แล้วว่าจะอยู่ท่ามกลางความผิดหวังได้ยังไง อย่างไรแล้วกัน เราเห็นแก่ตัวมากขึ้น เราไม่ได้หวังอะไรอีกตอนนี้ ก่อนหน้าอาจจะหวังเพื่อนั่นเพื่อนี่ แต่อย่างที่เราบอก เราเห็นแก่ตัว เราหวังแค่ว่าเราจะทำหนังให้ทัน นั่นคือความหวังเดียวของเรา แข่งกับร่างกายที่ทรุดโทรมของเรา เราแย่ทุกอย่างเลย ความดันสูง โรคหัวใจ เบาหวาน หลักๆ ไม่นับไมเกรนที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก ถึงเวลาที่ต้องดูแลสุขภาพแล้วล่ะ เพราะสามโรคนี้ก็ค่อนข้าง consume ทุกอย่างในชีวิตเราไปเหมือนกัน


