ประตูเหล็กสีดำหนาทึบที่เราเห็นอยู่ตรงหน้ากำลังพาเราย้อนกลับสู่อดีตอย่างช้าๆ หินและกรวดบนพื้นหลังจากเปิดประตูเข้าไปด้านใน ทำให้เราประหลาดใจเล็กน้อย ที่นี่มีชื่อเรียกว่า The Shophouse 1527 หมายเลขดังกล่าวถูกใช้เพื่อแสดงให้เห็นเลขที่บ้าน ก่อนที่ห้องแถวคูหานี้ จะถูกปรับให้เป็นพื้นที่สร้างสรรค์ ที่มีแนวคิดตรงกันของเจ้าของโปรเจ็กต์ ว่าด้วยสถาปัตยกรรมที่ก้าวหน้าต้องเกิดขึ้นจากการแปลงพื้นที่

  The Shophouse 1527 เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Cloud-floor และ IF (Integrated Field) ในการศึกษาพื้นที่ชุมชนเก่ากลางเมืองอย่างสามย่าน พร้อมทั้งนำเสนอเรื่องราวที่อยู่คู่ชุมชน ผ่านความเป็นเมืองและสถาปัตยกรรมด้วยการเปลี่ยนห้องแถวแห่งนี้ สู่ความเป็นสัญลักษณ์ของอดีตและปัจจุบันของชุมชน

“เราใช้เวลาทุบแค่ 2 อาทิตย์และปรับเปลี่ยนภายในอีกนิดหน่อย
ประมาณเดือนครึ่ง เราแทบจะไม่ได้แตะอะไรกับการตกแต่งเลย
ปล่อยไว้เดิมๆให้แต่ละจุดเล่าเรื่องราวของมันเอง”

  คุณฟิวส์ – นัฐพงษ์ พัฒนโกศัย แห่ง Cloud-Floor และ คุณเฟย - ก่อเกียรติ กิตติโสภณพงศ์ แห่ง IF (Integrated Field) เล่าให้ฟังรวมทั้งชี้ไปยังจุดต่างๆ บนกำแพง จากตึกเก่า 3 ชั้นของครอบครัวเดิมที่เคยทำธุรกิจค้าขายเหล็กในอดีต ถูกทุบให้กลายเป็นอาคารสองชั้น คุณฟิวส์บอกว่าปกติแล้วเรามักจะเห็นพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับชั้นล่างมากกว่า แต่สำหรับ The Shophouse 1527 เขาอยากมอบพื้นที่การใช้งานและความรู้สึกโปร่งให้กับอาคารชั้นบน ที่เป็นโซนสำหรับแสดงผลงานและนิทรรศการต่างๆ การทุบพื้นออกเพื่อให้ด้านบนดูโปร่งมากขึ้น การใช้แสงสว่างธรรมชาติเข้ามาช่วย ให้เราสามารถได้กลิ่น มองเห็นรายละเอียดของพื้นผิวที่ไม่ถูกปรุงแต่ง รวมทั้งความโปร่งนี้ยังช่วยได้มากในเรื่องของอากาศที่ถ่ายเทได้ค่อนข้างดี

  ส่วนพื้นที่ด้านล่าง หากใครเข้ามาแล้วพบกับบาร์กาแฟ แล้วเข้าใจว่าร้านนี้เป็นร้านกาแฟลับก็คงไม่ผิดเท่าไหร่นัก แต่หัวใจหลักๆ ของการมีมุมกาแฟที่นี่ เป็นการทำให้บรรยากาศของอาคารแห่งนี้ มีความสมบูรณ์เมื่อเกิดการสื่อสารของผู้คนที่มาเยี่ยมเยือน รวมทั้งพื้นที่ถัดจาก slow bar ของทีม Labyrinth Cafe หรือ แลบลิ้น คาเฟ่ ยังสามารถปรับเป็นเวิร์กช้อปเล็กๆ ที่ปรับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ทำให้คนที่อาจจะเข้ามาชมพื้นที่ ดูงานด้านบน มีมุมนั่งพักผ่อน ส่วนคนที่ตั้งใจจะเข้ามาแค่ดื่มกาแฟ ก็มีโอกาสได้ชมงานศิลปะไปในตัว

  “เราอยากให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในพื้นนี้ มีความออร์แกนิค ทุกคนที่มาไม่รู้สึกว่าเคอะเขิน แบบที่ว่าใครจะเดินถือแก้วกาแฟพร้อมชมงานศิลปะไปด้วย ก็สามารถทำได้เลย ซึ่งเมนูของเครื่องดื่มต่างๆ เราอยากให้ทุกอย่างที่ The Shophouse มีการเชื่อมโยงกันด้วยคอนเทนต์ ดังนั้นเมนูก็จะเปลี่ยนไปตามนิทรรศการของเราด้วย ”

  และอาคารด้านหลัง ที่ตอนนี้เป็นบ้านของเจ้าของเดิม การทำประตูที่สามารถเปิดถึงกันได้ แสดงให้เห็นถึงการต้อนรับ และไม่ปิดกั้น รวมการให้เกียรติเจ้าของบ้านเดิมที่ยังอาศัยอยู่ในระ แวกเดียวกันถัดจากบาร์กาแฟ เรามองเห็น ตี่จู่เอี๊ยะ ที่ติดกับส่วนของห้องน้ำ บริเวณด้านหลัง ของอาคารที่เหมือนเป็นประตู ใช่แล้ว นั่นคือประตูอีกบานหนึ่ง ที่เป็นการเชื่อมโยงกันของ The Shophouse ในปัจจุบัน

  “ผมรู้สึกว่า สำหรับความเป็น The Shophouse 1527 คุณรุ่งโรจน์ (เจ้าของบ้านเดิม) คือจุดเริ่มต้นของคอนเทนต์นี้” หมายเลขบนผนัง ร่องรอยของการแปะ ดึง ขีดข่วน คือ Timeless Content ที่เราสามารถสัมผัสได้ทันที เรื่องราวที่ถูกบอกเล่าผ่านความเป็นอยู่ในขณะนั้น สามารถบาลานซ์กับเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นได้อย่างลงตัว

  เช่นเดียวโปรเจ็กต์ที่สองของที่นี่ อย่าง Tales Of Samyan ที่กำลังจัดแสดงอยู่บนชั้นสองในตอนนี้ ร่วมกับ Soi ที่คุณฟิวส์เล่าให้ฟังว่า นี่คือโปรเจ็กต์ที่พวกเขาได้ทำร่วมกับคนในชุมชนอย่างแท้จริง การเดินสำรวจพื้นที่ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของย่านนี้จากผู้ที่อยู่มาก่อน เรื่องเล่า ความเชื่อ ที่ยังคงอยู่ท่ามกลางบริบทรอบๆ ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา นี่คืองานที่คนที่มาเยือนจะได้เข้าใจผ่านการเล่าเรื่องในรูปแบบของบทกลอน ให้คนที่ได้เข้ามาชมงาน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจ หรือบังเอิญ ได้สัมผัสและเข้าใจความเป็นมา ชีวิตคนที่ผูกพันกับความเชื่อต่างๆ และนั่นไม่ได้สะท้อนแค่คนในสามย่าน แต่เป็นวีถีชีวิตที่กลายเป็น Stereotype ของคนไทย

  “เราตั้งใจว่างานที่เราจัดแต่ละงานที่นี้ จะเป็นความเกี่ยวโยงกับชุมชนสามย่าน” ซึ่งงานต่อไปหลังจาก Tales of Samyan นี้ คุณฟิวส์แง้มให้เราฟังว่า มันจะเป็น Performance Art แต่จะเกี่ยวกับชุมชนอย่างไรนั้น เราไม่ได้ถามต่อ และปล่อยให้ความตื่นเต้นเริ่มทำงานอย่างช้าๆ

  คุณฟิวส์และคุณเฟย บอกว่าเขาอยากให้พื้นที่ตรงนี้ ขยับขยายและอยู่กับคนในชุมชนอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน การสร้างตรอกไปสู่ด้านหลังที่เป็นบริเวณบ้านของเจ้าของอาคารนี้อย่างคุณรุ่งโรจน์ ทำทางเดินที่สองข้างเป็นต้นไม้ เพิ่มความร่มรื่นและต่อยอดให้พื้นที่นี้ให้เป็นมากกว่า Creative Space แต่เป็นที่รวมงานสร้างสรรค์ของคนกับพื้นที่ ผ่านเรื่องราวที่พวกเขาจะนำเสนอในรูปแบบที่แตกต่างทุกๆ 2 เดือน ผ่านการตีความจากนักออกแบบและคนที่ผูกพันกับย่านนี้ที่ยังเห็นคุณค่าของชีวิตคนในชุมชน

  ก่อนกลับเราไม่ลืมที่จะถามถึงหินและกรวดที่ทำเป็นพื้นชั้นล่าง คุณฟิวส์บอกว่า มันจะทำให้เราระมัดระวัง และเดินช้าลงขึ้นอีกนิด เพื่อให้เราเข้าใจกับบริบทที่อยู่รอบตัวได้ลึกซึ้งมากขึ้น ซึ่งนั่นเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนกลุ่มนี้มีความตั้งใจทำ “บางสิ่ง” ให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และเป็นมากกว่าการทดลอง