เมื่อ ‘big brother is feeding you’ หนังสะท้อนรูปธรรมของสังคมมนุษย์ ความฝันใฝ่ไร้แก่นสาร และอะไรอะไรในชนชั้น

แรกเริ่มเดิมที “The Platform” หนังสัญชาติสเปนของ กาลแดร์ กัซเตลู อูร์รุเตีย (Galder Gaztelu-Urrutia) นั้นออกฉายในสเปนเมื่อปีที่แล้วในชื่อ “El Hoyo” (หรือ “The Hole”) และประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ จนทำให้ อูร์รุเตีย ซึ่งแม้จะได้ทำหนังยาวเป็นเรื่องแรกแต่ก็คร่ำหวอดอยู่ในวงการภาพยนตร์โฆษณามายาวนานมีชื่อเข้าชิง โกย่า อะวอร์ดส์ (รางวัลทางภาพยนตร์สถาบันหลักของประเทศสเปน) ในสาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมและบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รวมทั้งรางวัลจากเวทีอื่น ๆ อีกพอสมควร อาทิ รางวัลขวัญใจผู้ชมในสาย Midnight Madness จากเทศกาล Toronto International Film Festival ประเทศแคนาดา, รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาล Sitges – Catalonian International Film Festival ประเทศสเปน เป็นต้น จากนั้นหนังเรื่องนี้ก็สร้างชื่อให้เขาจนค่ายสตรีมมิ่งอย่าง Netflix ซื้อลิขสิทธิ์มาฉายออนไลน์เมื่อไม่นานนี้ ซึ่งผลตอบรับก็เป็นไปในทางบวก มีการพูดถึงหนังเรื่องนี้กันแบบปากต่อปากในฐานะหนัง ดิสโทเปียน-ไซไฟ-ทริลเลอร์ ที่มีเรื่องจะพูดมากมายเหลือเกิน และ “เรื่องที่จะพูด” นั้นก็กินอาณาเขตกว้างขวางแตกประเด็นได้อย่างมากมาย แถมยังเป็นเรื่องแบบนามธรรมจับต้องไม่ได้เสียเป็นส่วนใหญ่ด้วย

แต่หากมองให้ลึกลงไป หลักใหญ่ใจความของ “The Platform” นั้นก็คือการตั้งคำถาม-หรืออาจจะหมายถึงการตีแผ่ควบคู่ไปด้วย-ถึงความเป็นมนุษย์ ว่ามันประกอบสร้างขึ้นจากอะไรบ้าง ต้องการอะไรบ้าง และให้คุณค่าหรือนิยามความหมายในตัวมันเองอย่างไรบ้าง ทั้งหมดนั้นถูกทำให้เห็นเป็น “รูปธรรม” ผ่านการสร้างโลกสมมติอย่างศูนย์บำบัดตนแนวตั้งหรือ “The Hole”

ซึ่งนี่นับว่าเป็นความชาญฉลาดของอูร์รุเตีย ในการเล่าเรื่องที่ไม่ง่ายให้เป็นไปได้ เพราะโลกสมมตินั้นตัดขาดจากโลกภายนอกที่นิยามความหมายใด ๆ ล้วนถูกกำหนดไว้หมดแล้ว เมื่อเช็ตอัพโลกใหม่ขึ้นมาเอง ผู้กำกับในฐานะผู้ส่งข้อความที่อยากนำเสนอก็สามารถทำอย่างไรก็ได้ให้ผู้ชมได้รับมัน กลวิธีแบบนี้มักถูกนำมาใช้เวลาที่ต้องการเล่าเรื่องยาก ๆ หนังดิสโทเปียนหลายเรื่องก็นิยมใช้วิธีนี้อาทิ “Snowpiercer” (2013) ของ บง จุงโฮ ที่กำหนดทุกอย่างให้เกิดขึ้นในขบวนรถไฟ หรือ “Cube” (1997) ของ วินเซนโซ นาตาลี ที่เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในกล่องสี่เหลี่ยมที่ต่อซ้อนไปมาเป็นเขาวงกต หรือหนังคลาสสิคอย่าง “1984” (1984) ของ ไมเคิล แรดฟอร์ด (สร้างจากนิยายของ จอร์จ ออร์เวล) ที่อะไรอะไรก็ถูกพี่เบิ้มจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

ใน “The Platform” ก็เช่นกัน โลกเซ็ตอัพที่ว่านั้นคือศูนย์บำบัดตนแนวตั้งซึ่งพูดให้เห็นเป็นรูปธรรมก็คือที่อยู่อาศัยที่เป็นหลุมแบ่งเป็นชั้น ๆ ลึกลงไปสุดประมาณ โกเรง (อีวาน มาสซากูเอ้) ตัวละครหลักของเรื่องซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งตัวแทนของผู้ชมในแง่ของการหาคำตอบว่าศูนย์หลุมลึกนี้คืออะไรกันแน่ (และยังมีบทบาทที่มากกว่านั้นเมื่อเรื่องราวดำเนินไป) ซึ่งไม่นานนัก โกเรง (หรืออีกนัยหนึ่งก็คือผู้ชม) ก็ค้นพบว่าที่นี่คือคุกแนวตั้งที่ผู้ที่เข้ามาอยู่จะได้รับอาหารผ่านแท่นวางอาหารที่จะเคลื่อนลงจากชั้นบนลงไปชั้นล่าง และอาหารบนแท่นสี่เหลี่ยมนั้นคืออาหารทั้งหมด ตอนนั้นเองที่ โกเรง เป็นมากกว่าตัวแทนของผู้ชม แต่เขยิบสถานะเป็นตัวแทนของมนุษย์ หรือเป็นตัวแทนของใด ๆ ก็ตามที่กระทำในนามของมนุษย์ ในนิยามของคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ที่ตั้งคำถามถึงระบบการจัดการภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากรซึ่งในที่นี้คืออาหาร

ประเด็นนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของมหาตมะ คานธี ที่เคยกล่าวไว้ว่า “โลกใบนี้มีทรัพยากรมากเพียงพอให้กับคนทุกคน แต่ไม่อาจพอสำหรับคนโลภเพียงคนเดียว” แต่อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อคนโลภ (ซึ่งในที่นี้คือ “คนที่หิวกระหาย”) เข้ามาอยู่ในหลุมนี้และได้กินอาหารก่อนเพราะอยู่ชั้นบนของแท่นอาหาร นี่คือคำถามแรกสุดที่ “The Platform” นำเสนอกับผู้ชมผ่าน โกเรง ผู้ที่พยายามขายไอเดียเรื่อง “ระบบ” อันเท่าเทียมกัน ทำให้ทุกคนได้กินเท่า ๆ กัน จนถูกเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อ ตรีมากาซี (โซเรี่ยน เอกูเลียร์) ล้อเลียนว่าเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นนักฟุ้งฝันไม่ต่างอะไรกับ “ดอนกิโฆเต้ แห่งลามันช่า” ขุนนางต่ำศักดิ์นักฝัน ตัวละครเอกในนิยายเรื่อง “Man of La Mancha” ซึ่งเป็นวรรณกรรมอมตะของสเปนเขียนโดย มิเกล เด เซร์บันเตส ซาอาเบดรา ซึ่งเขาเลือกหยิบติดตัวมาด้วยตามกฎที่อนุญาตให้แต่ละคนพกของติดตัวมาได้คนละหนึ่งอย่าง คำถามนั้นคือ “ระบบอะไรที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัยในโลกหลุมลึกนี้” และ “ระบบอะไรที่มันดีไปกว่าระบบแบบชิมเป็นชนชั้น” อย่างที่เป็นนี้ 

เมื่อมุ่งหมายหาสิ่งที่ดีกว่าสิ่งที่เป็นอยู่ จากคำถามเรื่องระบบ จึงนำมาสู่การตั้งคำถามถึงผู้ดูแลระบบ ซึ่งหนังไม่บอกว่าเป็นใครหรือแม้แต่มีจริงหรือไม่ หนังเพียงแต่ฉายภาพของผู้ทำอาหารป้อนคนทั้งหลุมซึ่งนั่นไม่ใช่ผู้บงการระบบอยู่ดี เป็นเพียงส่วนหนึ่งในกลไกของระบบเท่านั้น การที่รู้ว่าน่าจะมีผู้ดูแลระบบอยู่ในโลกสมมติปิดตาย คอยดูแลระบบอยู่อย่างนั้น อีกนัยหนึ่ง ก็คือการสร้างสถานะยกให้ผู้ดูแลระบบเป็นพระเจ้า สิ่งที่โกเรงทำก็คือการสื่อสารส่งสัญญาณกับพระเจ้า เพื่อบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกใบเล็กนี้นั้นไม่เคยยุติธรรม นั่นจึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่เพื่อนร่วมห้องของเขากล่าวอย่างขบขันว่าเขาทำตัวเป็นเหมือน “พระผู้ไถ่” ที่หมายจะพาทุกคนหลุดพ้นจากบาปและความเป็นอยู่แสนสาหัส

แต่ประเด็นเรื่องรูปแบบและการมีอยู่ของสังคมมนุษย์ คำถามที่ว่าใครสักคนกำลังเฝ้ามองเรา (และเลี้ยงดูเราให้อิ่มหนำและหิวกระหายด้วยในเวลาเดียวกัน) จากที่ไหนสักแห่ง รวมทั้งความมุ่งมาดปรารถนาที่จะสร้างสังคมที่ดีกว่าจนในอีกด้านหนึ่งไม่ต่างอะไรกับความฝันใฝ่ที่ดูเหมือนไร้แก่นสาร เป็นไปไม่ได้ของมนุษย์ตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งอย่างโกเร็ง (และดอนกีโฆเต้) นั้นเป็นเพียงประเด็นหลักที่ “The Platform” นำเสนอเท่านั้น ลึกลงไปในรายละเอียดปลีกย่อย “The Platform” ยังนำเสนอปมประเด็นสำคัญต่าง ๆ ที่ประกอบมัดรวมกันเป็นสังคมมนุษย์อีกมาก เช่นประเด็นเรื่องชนชั้น วรรณะ ความแตกต่างทางกายภาพ เพศสภาพ ประเด็นเรื่องความสูงส่งทางศีลธรรมภายใต้สถานการณ์อันท้าทายความเชื่ออันดีงามที่มนุษย์ยึดถือ

และแม้ว่าหนังจะเต็มไปด้วยความหดหู่ ดิ่งลึกลงไปในความสิ้นหวัง ลดทอนคุณค่าของมนุษย์จนกลายเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่กิน นอน ขับถ่าย สืบพันธ์ อย่างนั้น แต่ “The Platform” ก็ยังนำเสนอความหวังอันเป็นแสงสว่างเดียวของหนังเรื่องนี้ให้กับผู้ชม ทั้งหมดนั้นถูกนำเสนอผ่าน “สัญลักษณ์” ที่ชัดมาก ชัดน้อย แล้วแต่จะตีความกันไป (แม้ส่วนตัวคิดว่ามันชัดมากจนถึงระดับแทบจะป้อนเข้าปากกันเลยทีเดียว)

บทสรุปของ “The Platform” จึงเป็นหนังที่ท้าทายความเชื่อ ชวนให้ตั้งคำถาม ว่าอะไรบ้างที่ทำให้เราเป็นเรา อะไรบ้างที่ทำให้เราดำรงเผ่าพันธ์และรักษาคุณค่าบางอย่าง (หากมี) ไว้ได้ ผ่านการเล่าเรื่องอันเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ นานา เหมาะอย่างยิ่งที่จะดูเพื่อใคร่ครวญ และวางโปรแกรมหนังเรื่องนี้ไว้ให้ไกลมื้ออาหารของคุณเป็นดีที่สุด

ขอขอบคุณ NETFLIX