ปฏิเสธไม่ได้ว่าช่วงสองสามปีมานี้ กระแสบาร์ค็อกเทลในบ้านเรามาแรงมาก บาร์เปิดใหม่เกิดขึ้นไม่น้อย และหลายบาร์ก็วางตัวเป็นบาร์ลับ หาทางเข้ายาก หรือเดินผ่านก็ไม่รู้ว่ามีบาร์ค็อกเทลอยู่ตรงนี้ ซ้ำร้ายบางคนขนาดตั้งใจไปก็ยังหาไม่เจอ และด้วยความหาไม่ง่าย หาทางเข้าไม่เจอเยี่ยงนี้ กลับกลายเป็นเสน่ห์ เป็นรางวัลที่ส่งผลต่อจิตใจของลูกค้าว่า “ในที่สุด” เราก็มาถึงจนได้ หลายคนบอกว่านี่แหละ Speakeasy Bar ต้องหายาก หาไม่เจอแบบนี้ มาแล้วฟินกว่าใคร รู้สึกภูมิใจที่ได้พิชิตบาร์ลับเสียที
SECREAT / HIDDEN / NOT EASY TO FIND
หากถามว่าจริงๆ แล้ว บาร์แบบไหนที่ควรเรียกขานกันว่า Speakeasy Bar คือต้องหายาก หรือเป็นบาร์ที่ซ่อนเร้น ก่อนจะตอบคำถามนี้ เรามารู้จักที่มาหรือประวัติการเกิดของ Speakeasy Bar กันก่อน ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ และก็น่าจะมีการเขียนถึงหรือเล่าสู่กันฟังมาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย

ซึ่งหากเอาแบบรวดรัดตัดตอนแบบไม่ต้องสาธยายอะไรมาก เรื่องของเรื่องก็คือในช่วงราวปี ค.ศ. 1880 นั้น มีการขายเหล้าแบบต้มเองเป็นโฮมเมด ซึ่งถือเป็นเหล้าเถื่อนและผิดกฎหมาย เจ้าของร้านเหล่านี้ก็ใช้วิธีการบอกกันปากต่อปาก แบบอย่าพูดไปนะ รู้กันเฉพาะกลุ่มนะเพื่อน จึงเป็นที่มาของคำว่า Speakeasy

พอย่างเข้าช่วงปี 1920 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศใช้บทแก้ไขที่ 18 ของรัฐธรรมนูญที่เรียกกันว่า National Prohibition Act คือเป็นการประกาศห้ามการผลิตและขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกประเภท ซึ่งถามว่าเอาเข้าจริงๆ แล้วคนที่เคยดื่มเคยกินมาจะหยุดได้ไหม ก็น่าจะยาก ปีนั้นร้านขายเหล้าแบบลับๆ จึงเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก และคำว่า Speakeasy ก็เริ่มถูกนำกลับมาใช้เยอะ คราวนี้ใช้กันเยอะก็อันตรายนะ ก็เริ่มมีคำ Slang หรือคำที่ใช้เฉพาะกลุ่มเกิดขึ้น คือ คำว่า Blind Pig หรือ Blind Tiger และในปี 1933 เมื่อกฎหมายการห้ามผลิตและจำหน่ายแอลกอฮอล์ National Prohibition Act ถูกยกเลิก ก็ไม่จำเป็นต้องแอบซ่อนกันอีกต่อ ก็หมดยุดรุ่งเรืองแบบลับๆ ของ Speakeasy ซึ่งหากจะนับความหมายที่แท้จริงของประวัติการเกิด Speakeasy Bar ก็น่าจะต้องเป็นบาร์ที่แอบๆ หลบๆ ซ่อนๆ แบบบอกใครหรือให้ใครไม่รู้ไม่ได้เลยว่าตรงนี้มีเหล้าหรือมีแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นของผิดกฎหมายจำหน่าย หรือมีตัวตนของผู้ขายอยู่ตรงนี้
SPEAKEASY BAR COME BACK
นับย้อนไปหลังราวๆ 10 ปีก่อน ก่อนที่บ้านเราจะเริ่มมี Cocktail Culture เป็นเรื่องเป็นราวเสียด้วยซ้ำ กระแส Speakeasy Bar ก็เริ่มกลับมาฮิตและเป็นที่นิยมอีกครั้ง โดยเฉพาะที่นิวยอร์กนั้น มีบาร์ค็อกเทลเกิดขึ้นมากมาย และหลายบาร์ก็เป็นที่นิยมและยอมรับในระดับโลก ซึ่งที่มาที่ไปของการกลับมามีชีวิตอีกครั้งของ Speakeasy Bar ในนิวยอร์กนั้น ไม่ใช่เรื่องห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังคงความหมายของการต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่ดังเดิม ด้วยเพราะค่าเช่าที่ในย่านธุรกิจหรือย่านการค้าในนิวยอร์กนั้นแพงมหาศาล เจ้าของบาร์ค็อกเทลจำนวนไม่น้อยจึงตัดสินใจไปเปิดกิจการในย่านที่อยู่ไกลออกไป หรือไปเปิดในย่านชุมชน ตามตรอก ตามซอก ตามซอย ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช้พื้นที่ที่อนุญาตให้ทำกิจการการค้าประเภทนี้ได้ จึงเป็นเหตุให้ต้องอยู่ในสถานะของ Speakeasy Bar

แต่สำหรับในบ้านเรานั้นความเป็น Speakeasy Bar ถูกนำมาใช้ในลักษณะของความเป็น Speakeasy Bar Scene หรือ Speakeasy Bar Theme เสียเป็นส่วนมาก คือไม่ถือว่าเป็นบาร์ที่ต้องหลบซ่อนตัวเพราะข้อกฎหมาย แต่ตั้งใจให้มีความลึกลับและหายากเล็กน้อย เป็นการสร้างความท้าทายแก่ลูกค้าที่ต้องใช้ความสามารถความพยายามและไหวพริบที่จะหาทางเข้าบาร์ค็อกเทลให้เจอให้จนได้
NEW YORK : PDT / CRIF DOGS
PDT ย่อมาจาก Please Don't Tell ถือเป็น Speakeasy Bar ที่ได้รับความนิยมมากในนิวยอร์ก บาร์แห่งนี้ซ่อนตัว หรือจริงๆ ควรจะใช้คำว่ามีฉากหน้าเป็นร้านขายฮอตด็อก ชื่อ CRIF DOGS ที่คนทั่วไปผ่านไปผ่านมาก็ไม่มีทางรู้แน่นอนว่ามีบาร์ค็อกเทลซ่อนตัวอยู่ด้านหลังของผนังด้านหนึ่งของร้าน

ด้วยความที่ PDT ใช้พื้นที่ของบาร์ในซ่อนอยู่ในร้านขายฮอตด็อก จึงเป็นบาร์ที่ไม่ได้มีพื้นที่มากเท่าไหร่นัก สามารถรองรับลูกค้าได้ในแต่ละคืนไม่เกิน 30 คน เท่านั้น และรับลูกค้าเฉพาะที่โทรมาจองเท่านั้น วิธีการก็คือจะมาวันไหน หลังบ่ายสามก็ให้โทรมาจองที่เบอร์ 212.614.0386 รอสายไม่เกิน 15 นาที ก็จะมีคนรับพร้อมให้รหัสลับสำหรับเข้าร้านในวันนั้น และเมื่อมาถึงร้าน CRIF DOGS ให้เดินไปที่ตู้โทรศัพท์สีแดงที่อยู่ในร้าน แล้วกด #1 บอกรหัสให้ถูก จากนั้นผนังจะเลือนออกเผยให้เห็นประตูทางเข้าที่ซ่อนไว้ และจะมีพนักงานของPDT เดินมารับตัว พาเข้าไปในบาร์อย่างรวดเร็ว ส่วนมาแล้วควรจะสั่งอะไรแนะนำคำเดียวว่ามาถึงถิ่นต้องไม่พลาด Signature Cocktail อย่างที่เคยจิบมาแล้วชอบก็เป็นค็อกเทลที่มีส่วนผสมของน้ำฝรั่งกับเบียร์โฮมเมดรสขิง นอกเหนือจาก PDT แล้ว ยังมี Speakeasy Bar ที่ปูซาน เกาหลีใต้ และในกรุงเทพฯ บ้านเราที่ใช้วิธีหาโทรศัพท์ให้เจอก่อน ถึงจะเจอทางเข้าบาร์ด้วยเหมือนกัน
BUSAN : THE BACK ROOM (TBR)
บาร์นี้ซ่อนตัวอยู่ในตึกของร้านอาหาร Tap & Tapas/TBR จริงๆ ตัวตึกหาไม่ยากเท่าไหร่นัก เพราะอยู่ในย่านชุมชน เดินทางถึงได้ด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่ใครจะรู้ว่าในร้านอาหารที่แสนจะคึกคักนั้น ซึ่งเราเชื่อว่าคนทั่วไปที่มากินอาหารที่ร้านนี้ก็อาจไม่รู้เช่นกันว่ามีบาร์ค็อกเทลซ่อนตัวอยู่

วิธีจะเข้าบาร์แห่งนี้คือหาโทรศัพท์โบราณให้เจอ แล้วทำตามคำแนะนำที่เขียนไว้ข้างๆ โทรศัพท์ จะมีพนักงานถามว่ามากี่คน แล้วประตูลับก็จะถูกเปิดออกให้เดินขึ้นไปชั้นบนที่มีบาร์อันงดงามอลังการซ่อนตัวอยู่
BANGKOK : HAVANA SOCIAL
อีกหนึ่ง Speakeasy Bar ที่ใช้โทรศัพท์เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าบาร์คือ Havana Social บาร์ค็อกเทลในคอนเซ็ปต์คิวบาสไตล์ ที่ซ่อนตัวอยู่ในสุขุมวิท ซอย 11 โดยลูกค้าต้องโทรมารับรหัสลับที่จะเปลี่ยนไปทุกวัน ที่เบอร์ 087 066 7711 ซึ่งเมื่อมาถึงหน้าบาร์จะพบตู้โทรศัพท์พร้อมประตูด้านข้างที่ปิดตายอยู่ ที่นี่ไม่ได้ซ่อนประตู แต่ถ้าอยากให้ประตูเปิดต้องยกโทรศัพท์ กดรหัสลับตามที่ได้มาแล้วประตูจะเปิดให้เข้าไปสู่ด้านใน โดยภายในก็ตกแต่งอย่างดงามตามสไตล์บาร์ในคิวบาร์ ซึ่งมีชั้นล่างและชั้นบนพร้อมเสิร์ฟค็อกเทลทั้งที่เป็น Classic Cocktail และ Signature Cocktail หากถามว่ามาแล้วสั่งอะไรดี ก็ขอตอบว่าที่นี่เป็นบาร์สไตล์คิวบา ก็ควรสั่งค็อกเทลที่มีส่วนผสมของเหล้ารัมเป็นพื้นฐาน รับรองว่าได้ประสบการณ์ที่ดีแน่นอน
จริงๆ แล้วในกรุงเทพฯ ยังมีบาร์ที่ซ่อนตัวและทำตัวลึกลับอีกมากมาย ทั้งบาร์ที่เป็น Speakeasy Bar จริงๆ คือเป็นการทำธุรกิจที่ไม่อยากให้ใครรู้ และบาร์ที่เป็น Speakeasy Bar Scene คือไม่ได้อยากปิดบังหรือซ่อนเร้นให้ลึกลับอะไร แต่แค่อยากให้หายากหน่อย พอได้กระตุ้นต่อมความอยาก ใครสนใจอยากไปตามล่าลองเอาชื่อบาร์เหล่านี้ไปเสิร์ชหาข้อมูลหาที่ตั้งกันต่อเอาเองนะ เพราะพื้นที่การเขียนมีน้อยหรือมีโอกาสเราก็จะมาเล่าสู่กันฟังเพิ่ม Speakeasy Bar ในกรุงเทพฯ ที่เราอยากแนะนำและคิดว่าไม่น่าพลาด ก็เช่น Backstage, Rabbit Hole, Find The Locker Room, Find The Photo Booth, The Bar Vagabond ซึ่งหลายๆ บาร์ก็มีรางวัลระดับ Asia’s 50 Best Bars และ World’s 50 Best Bars เป็นเครื่องการันตีให้มั่นใจได้ว่าไปแล้วไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน