ชีวิตบนเส้นทางสายมอเตอร์ไซค์มากว่า 30 ปีของชินยะ คิมูระ เป็นที่ไร้ข้อกังขาแล้วว่าเขาคือตำนานแห่งวงการคัสตอมที่ยังทรงพลังอยู่ ทั้งในฐานะผู้ให้กำเนิด Zero Engineering และเจ้าของสำนักแต่งรถ Chabott Engineering นี่เป็นครั้งแรกที่คิมูระมาเยือนเมืองไทย และเป็นครั้งที่ทำให้เรากระจ่างชัดมากขึ้นกับประโยคคำพูดของเขาที่ว่า “A bike should look good on its own, but it’s incomplete until a person rides it” เมื่อได้รับรู้ทั้งแง่มุมความเป็นบิลเดอร์ และไบค์เกอร์ของเขา
   “ผมมักถูกเรียกว่าเป็น Motorbike Custom Builder แต่จริงๆ แล้วผมเป็น Mechanic Custom Builder” คิมูระเริ่มเกริ่นกับเรา จริงๆ แล้วยังมีอีกหลายคำจำกัดความที่ คนเรียกขานเขา ไม่ว่าจะเป็น นักออกแบบ นักแต่งรถ ช่างยนต์ King of Custom หรือพ่อมดแห่งวงการมอเตอร์ไซค์ แต่สำหรับตัวตนและสัญชาตญาณภายในของเขานั้นคงไม่มีใครสามารถนิยามได้ แม้แต่ตัวเขาเอง
   ย้อนไปยังคิมูระวัย 16 ปี เด็กหนุ่มที่เกิดและโตในเมืองโตเกียว ตอนนั้นเขาเพิ่งได้เริ่มแต่งมอเตอร์ไซค์ Suzuki OR50 คันเล็กๆ เป็นครั้งแรก “ตอนแรกผมก็แค่ชอบมอเตอร์ไซค์มาก แต่ตอนที่คิดจะเริ่มทำคัสตอมมอเตอร์ไซค์อย่างจริงจัง ก็มองว่าความรู้ในด้านช่างยนต์เป็นสิ่งจำเป็น ผมเลยไปทำงานอยู่ที่ร้านขายรถขนาดใหญ่ในจังหวัดโอคาซากิ (Okazaki) เพื่อที่จะศึกษางานเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์”
   จากนั้นคิมูระได้เปิดร้านซ่อมรถร้านเล็กๆ ของเขาในชื่อ “Chabott Engineering” ที่เริ่มแต่งมอเตอร์ไซค์ให้ลูกค้าหลายคน “เป็นร้านที่ไม่จำกัดประเภทของเครื่องยนต์ เลยครับ ผมเคยทำ Café Racer บ้าง ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์วินเทจบ้าง และทำช้อปเปอร์ด้วย ทำแทบจะทุกอย่างเลยครับ หลังจากนั้น 2 ปี ก็มีคนชักชวนให้ลองแต่งรถ Harley-Davidson และนี่ก็เป็นจุดกำเนิดของการสร้าง Zero Engineering ขึ้นในปี 1992 ครับ” คำว่า Chabo สำหรับคิมูระ หมายถึงการกลับสู่พื้นฐาน (Back to Basics) เป็นแนวคิดที่คล้ายกับการตั้งชื่อของ “Zero Engineering” ที่แปลว่า ศูนย์ ซึ่งสำหรับเขามันก็คือจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้ที่ไม่สิ้นสุด
1934 Harley-Davidson
(Amber Trophy 2004)
2000 Harley-Davidson fxst
(Bantam 2006)
1946 Harley-Davidson
(Sepia 2008)
1947 Harley-Davidson (Neptune 2009-2010)
   ในยุคแรกของ Zero Engineering เร่ิมจากคัสตอมมอเตอร์ไซค์วินเทจ ก่อนจะเกิดเป็นโปรดักชั่นคัสตอมไบค์ที่เริ่มผลิตโมเดลแรกขึ้นในปี 2002 “ตอนที่ผมสร้าง Zero Engineering ขึ้นมา ได้ตกลงกันแล้วว่าจะให้มีแค่ระบบเดียว คือ ทำงานประกอบให้ลูกค้าหนึ่งคนต่อหนึ่งคันเท่านั้น เป็นสไตล์ของเรา แต่รถที่ผมทำมันดังขึ้นมามาก จนเริ่มมีคนต่อคิวรอที่จะซื้ออยู่สักราวๆ 40-50 คนได้ ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่แล้วก็มีคนมาชวนไปทำ Production Bike พอดี ผมเลยได้เริ่มผลิต Road Hopper ตั้งแต่ตอนนั้น”
   ในขณะที่ “Zero Style” กลายเป็นนิยามที่ทั่วโลกรู้จักเมื่อพูดถึง Zero Engineering แต่สำหรับผู้ที่เคยปลุกปั้นมันขึ้นมา กลับไม่เคยกำหนดสไตล์ให้กับผลงานคันไหนที่เขาสร้างขึ้นเลย “ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะทำงานให้ออกมาเป็นสไตล์ไหน แค่อยากทำในสิ่งที่ผมชอบ และผมไม่เคยนิยามมอเตอร์ไซค์ที่ผมสร้างว่าเป็นสไตล์อะไรเลย”
   ในช่วงปี 2006 คิมูระได้ตัดสินใจฟื้นคืนชีพให้กับ Chabott Engineering ของตัวเองอีกครั้ง โดยย้ายถิ่นข้ามทวีปจากโอคาซากิ ประเทศญี่ปุ่น มาปักหลักตั้งร้านที่เมือง Azusa รัฐแคลิฟอร์เนีย “จริงๆ ผมก็ไม่ได้มีเหตุผลชัดเจนอะไรมาก เพียงแค่ตอนนั้นมีลูกค้ารอคิวอยู่ราว 100 คน สำหรับตัวผมเองคิดว่า การที่ผลงานที่ผมอยากสร้าง จนได้สร้าง ได้ริเริ่มซึ่งก็คือ Zero Engineering นั้นเป็นงานของช่างยนต์ ที่ตอนนั้นเรามีกันอยู่แค่ 6 คนซะส่วนใหญ่นั้น มันค่อนข้างจะเหนื่อยจนอยากจะกลับไปที่พื้นฐานเลยล่ะครับ”
   เป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้วที่คิมูระแต่งรถมอเตอร์ไซค์ให้ไบค์เกอร์จากทั่วโลก โดยปีหนึ่งอยู่ที่ 2-3 คันเท่านั้นเพราะคิมูระจะลงมือทำเองในทุกขั้นตอนผ่านกระบวนการออกแบบที่ไม่เคยวาดสเก็ตซ์ เขาจะใช้เวลาพูดคุยกับลูกค้าในหลายเรื่องยกเว้นเรื่องดีไซน์ และเริ่มต้นทำรถแต่ละคันทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไรจนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์ แต่แนวคิด Back to Basics ของเขาได้สร้างผลงานที่น่าทึ่ง และทรงพลังได้ทุกครั้ง “สำหรับผม มอเตอร์ไซค์เป็นมากกว่างานศิลปะ แต่เป็นบางสิ่งที่ออกมาจากสัญชาตญาณ ความดิบเถื่อน และความเปราะบางในตัวผม” เป็นประโยคหนึ่งที่เขาเคยพูดไว้
   “จริงๆ แล้วผมชอบแข่งรถมากนะ” แววตาของคิมูระเริ่มมีประกายและช่างคุยมากขึ้นเมื่อเริ่มพูดคุยถึงประสบการณ์การแข่งขันของเขา ที่เคยลงแข่งมาแล้วหลายรายการไม่ว่าจะเป็น Land Speed Racing, El Mirage และ Bonneville ที่ในงานนั้นคิมูระควบ Harley-Davidson Knuckle Head ปี1946 (หรือเจ้า Spike) ลุยผ่านทะเลสาบแห้ง (Salt Flat) “ผมเริ่มทำคันนี้มาประมาณ 10 ปีแล้วครับ เริ่มจากอยากทดสอบความจุของกระบอกสูบ ว่าถ้ามันยังจุได้แค่ 1200cc เหมือนเดิม แล้วจะออกตัวได้แค่ไหนกัน ก่อนทำผมก็คิดว่ามันจะง่าย แต่พอทำเข้าจริงๆ มันยากเอาการจนไม่สามารถหยุดทำได้ แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่า ไม่สามารถละเลยความสามารถในการเป็นช่างยนต์ได้เลยครับ”
   ส่วนงาน Motorcycle Cannonball ซึ่งเป็นงานแข่งรถสุดโหดที่สุด ที่นักแข่งจะต้องขี่รถระยะทางไกล โดยในปี 2012 นักขี่ต้องเดินทางระยะทางไกลถึงเกือบ 4,000 ไมล์ หรือ 6,366 กิโลเมตร ซึ่งในปีนั้นคิมูระควบ 1915 Indian ถึงเป้าหมายได้สำเร็จ “ครั้งแรกที่มีงาน Cannonball จัดขึ้น ผมก็ได้รับคำชวนอีก ซึ่งเป็นงานแข่งขันที่จะต้องนำมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตจากอเมริกาตั้งแต่ก่อนปี 1915 มาลงแข่ง ตอนนั้นผมก็อยากรู้ว่าคนแบบไหนจะมารวมตัวกัน แล้วแต่ละคนจะวิ่งรถแบบไหน ทั้งที่ตอนนั้นผมยังไม่มีรถสักคันเลย แต่ยังไงก็อยากจะลงแข่งให้ได้ ในขณะที่รถมอเตอร์ไซค์ Indian ที่สภาพดีและสวยๆ นั้นมันแพงเกินที่ผมจะซื้อได้ ผมเลยไปเอาตัวที่แทบจะเป็นเหมือนขยะมาเก็บก่อน แล้วก็ซ่อมจนมันวิ่ง และเอามันมาแข่งได้”
   “แต่ก็เอามันมาวิ่งได้เต็มที่แค่ช่วงตอนกลางวัน จากนั้นก็ต้องกลับมาซ่อมส่วนที่เสียหายตั้งแต่ช่วงเย็นให้เสร็จก่อนถึงเช้าถัดไป ผมเคยต้องนั่งซ่อมมันแทบทุกที่ ที่ลานจอดรถก็เคย เคยต้องแบกเครื่องยนต์ไปซ่อมในห้องที่โรงแรมด้วย เป็นการสู้กับตัวเองมากครับ พอได้แข่งแล้วก็ทิ้งไม่ลง ตอนแรกผมก็นึกว่าทุกคนอาจจะเหนื่อยจนพังระนาบกันไปเลยก็ได้ แต่ปรากฏว่าเหลือคนมากกว่าครึ่งในงาน พวกผมเองต่อให้เหนื่อยเหมือนร่างจะพังแค่ไหนก็มีกำลังใจขึ้นทำให้งานนั้นสำเร็จด้วยดีครับ”
   “การได้แข่งรถ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมมีความสุข ที่จะอยู่ตรงนี้ ผมต้้องพัฒนาความสามารถของตัวเอง และความรักในงานก็ขาดไม่ได้เหมือนกันสำหรับสิ่ง ที่เรียกว่า Life Work (งานคู่ชีวิต) นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมไม่อยากเลิกแข่งรถ เพราะความสามารถของการเป็นนักขี่ และการเป็นช่างยนต์ ก็จะถูกวัดถูกพิสูจน์ในตอนนั้น พละกำลังแรงกายก็มีส่วน ผมเองก็ไม่ได้อายุน้อยเป็นหนุ่มอีกแล้ว ก็เป็นความท้าทาย จนถึงตอนนี้ ถ้านับครั้งแรกด้วยผมก็ลงแข่งติดต่อกันมา 5 ครั้งแล้ว ผมก็คงจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แหละครับ”
   และนี่คือ ชินยะ คิมูระ ชายผู้ที่ลมหายใจของเขา ดูเหมือนจะเป็นหนึ่งเดียวกับเสียงของเครื่องยนต์ ชายผู้ที่ ร่างกาย จิตใจ จินตนาการ ทักษะ และสัญชาตญาณของเขา ผสานเข้ากับมอเตอร์ไซค์อย่างแยกไม่ออก และลอกเลียนแบบไม่ได้
Special Thanks :
https://chabottengineering.com