Blank Space
ทีมสถาปนิกจาก AAd Design ออกแบบบ้านให้เป็นผืนผ้าใบขาวสะอาดเตรียมไว้ให้แสงแดด และแมกไม้แต่งแต้มสีสันลงไป Shade House บ้านที่พร้อมจะละลายกลายเป็นส่วนหนึ่ง ของธรรมชาติอย่างกลมกลืน

  “เจ้าของบ้านชอบธรรมชาติมาก เขาอยากจะทำให้เกิดระบบนิเวศร้อยเปอร์เซ็นต์ เราเลยสร้างระบบนิเวศกลับเข้าไปในบ้านเลย มีสวนผลไม้ มีข้าว มีผัก มีอะไรต่างๆ เราทำสถาปัตยกรรมที่พึ่งพาตัวเองได้โดยสมบูรณ์” อยุทธ์ มหาโสม ผู้ก่อตั้ง Ayutt and Associates Design (AAd Design) อธิบายถึงที่มาของการออกแบบ Shade House บ้านที่ขนาบด้วยสวนทั้งสองข้าง มีสวนผักปลอดสารพิษอยู่บนหลังคา และมีดาดฟ้าเป็นสวนผลไม้ เมื่อมองจากมุมสูงลงมาจะเห็นว่าบ้านหลังนี้มีสัดส่วนพื้นที่สีเขียวเต็ม 100% ของพื้นที่ทั้งหมด

  จากพื้นที่สีเขียวซึ่งปกคลุมเต็มพื้นที่ในแนวราบ ทีมสถาปนิกได้เตรียมระนาบแนวตั้งเพื่อให้ธรรมชาติได้มีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของบ้านในอนาคต โครงระแนงเหล็กสีขาวที่หุ้มตัวอาคารส่วนต่างๆ ได้รับการออกแบบมาให้สามารถรองรับการเติบโตของไม้เลื้อยได้เป็นอย่างดี ทำให้บ้านหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมที่มีชีวิตและค่อยๆ เติบโตเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆ กับธรรมชาติ “คอนเซปต์ง่ายสุดของบ้าน Shade House ก็คือ ทำยังไงก็ได้ ให้สภาพแวดล้อมและธรรมชาติเป็นตัวกลืนงานสถาปัตยกรรม เราอยากให้งานมันเด่นในช่วงแรก แล้วหลังจากนั้น ธรรมชาติเป็นคนสร้างต่อ ดังนั้นสถาปัตยกรรมมันไม่หยุดอยู่กับที่” อยุทธ์กล่าว “เราพยายามดึงงาน Landscape (ภูมิสถาปัตยกรรม) เข้ามาช่วย เราอยากให้สีขาวของบ้านเป็น Canvas (ผืนผ้าใบ) แล้วธรรมชาติซึ่งเป็นสีเขียวจะค่อยๆ เข้ามาหุ้มสถาปัตยกรรมหมดเลย ระแนงพวกนี้จะมีไม้เลื้อยคลุมเป็นสีเขียวหมด ช่องที่เป็นรูแผงพวกนี้ ไม้เลื้อยก็เลื้อยได้ ท้ายที่สุด ฟอร์มทางสถาปัตยกรรมแทบจะหายไปทั้งหมด”

  นอกจากจะทำหน้าที่เป็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่พร้อมรับการแต่งแต้มสีสันจากธรรมชาติแล้ว ระแนงสีขาวยังมีหน้าที่สำคัญในการสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับพื้นที่ภายในบ้าน ด้วยการใช้เหล็กที่ขัดสานกันทั้งแนวตั้งและแนวนอนวางซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้นๆ ระแนงสีขาวบริเวณระเบียงทางเข้าหลักของบ้านกลายเป็นผนังสามมิติที่กรองสายตาของผู้คนที่ผ่านไปมาภายนอก ในทางกลับกัน เมื่อมองจากภายในออกไปจะสามารถเห็นพื้นที่สวนที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังแนวระแนงค่อยๆ เผยตัวออกมาช้าๆ “จริงๆ มันโปร่งมากเลยนะถ้ามองจากระยะตรง ก็จะเห็นข้างนอกโปร่งเลย แต่คนข้างนอกมองกลับเข้ามาจะไม่เห็นข้างใน อันนั้นเรื่องของการตอบโจทย์เรื่องของความเป็นส่วนตัว” อยุทธ์อธิบาย

  จากระเบียงทางเดิน ระแนงสีขาวนี้ยังถูกนำไปใช้ล้อมรอบพื้นที่ห้องพระซึ่งเป็นห้องกระจกที่เปิดรับมุมมองสวนได้โดยรอบ สัดส่วนของช่องระแนงได้รับการออกแบบอย่างพอดิบพอดีให้มีความโปร่งเหมาะสำหรับการทอดสายตามองวิวและรับลมที่พัดพาไอเย็นจากสวนผ่านเข้ามาในห้อง แต่ในขณะเดียวกันก็เล็กเกินกว่าที่ใครจะนำพระพุทธรูปอันเป็นของมีค่าออกไปจากห้องนี้ ระแนงเหล็กสีขาวจึงกลายเป็นเหล็กดัดที่ได้รับการปรับโฉมเสียใหม่จนสวยงามและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว “บ้านทั่วไปทำเหล็กดัด เรารู้สึกว่าทำไมไม่มีใครเคยพัฒนาเหล็กดัดให้เป็น Facade อาคาร” อยุทธ์¬กล่าว “มันมีเรื่องความปลอดภัย คือการกันขโมย เนื่องจากบ้านไม่มีรั้วแล้วพื้นที่ชั้นหนึ่งเป็นกระจกเยอะ แล้วอันนี้เป็นห้องพระซึ่งมีพระพุทธรูปที่มีค่าอยู่ เราคำนวน Proportion ของพระที่องค์เล็กที่สุดที่อยู่ในห้องนี้ ต่อให้ขโมยเข้าไปที่ห้องนี้ได้ ก็ไม่สามารถดึงองค์พระออกจากระแนงตัวนี้ได้”

  ลำดับการเข้าถึงและมุมมองของบ้าน Shade House ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทุกย่างก้าวมีเรื่องราวที่น่าสนใจให้ติดตามผ่านการบอกเล่าของหลากหลายองค์ประกอบที่ทำหน้าที่คล้ายตัวละครที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ทั้งแสงและเงาของแดดที่เคลื่อนองศาไปตามช่วงเวลาของวัน สีสันของธรรมชาติในสวนที่เปลี่ยนไปตามตำแหน่งของมุมมอง หรือแม้แต่เสียงน้ำปริศนาที่ทักทายมาจากสระโดยไม่ยอมเผยตัวออกมาให้เห็นจนกว่าจะได้ขึ้นไปถึงชั้นสอง “หลักการคล้ายๆ เวลาเราดูหนัง เวลาเราดูหนังมันต้องมี Story การที่เราดูหนังสักเรื่องหนึ่งแล้วเรารู้ Climax รู้ตอนจบ หนังก็ไม่สนุกแล้ว บ้านที่ดีต้องค่อยๆ ปล่อย Climax” อยุทธ์¬อธิบาย “คนเข้าบ้านไม่จำเป็นต้องเห็นสวนตู้มเดียวแล้วจบ ค่อยๆ เห็นมันแล้วระเบิด แล้วกลับมาเห็นน้อยๆ อีกที แล้วระเบิดอีกครั้ง Story มีเหมือนเดิมเลย...แต่สนุกขึ้น เพราะมันคือ Story ที่เราคิดเอาไว้”

  ในบ้าน Shade House ตัวสถาปัตยกรรมและธรรมชาติมีความสัมพันธ์ส่งเสริมกันอย่างน่าสนใจ อาคารและสวนผลัดกันเป็นจุดเด่นและพื้นหลังให้กันและกันตามแต่มุมมอง ทำให้คนที่อยู่ในบ้านสามารถชมสุนทรียภาพของงานออกแบบสถาปัตยกรรมในบ้านตนเองได้ด้วยเช่นกัน “ทางเดินที่อยู่รอบๆ หรือมุมใดในบ้าน เราเห็นต้นไม้ก็จริง แต่เราก็อยากเห็นสถาปัตยกรรมของเราด้วย” อยุทธ์กล่าว “เจ้าของบ้านต้องได้เห็นบ้านของตัวเอง ไม่ใช่แค่คนข้างนอกเห็น เวลาเดินเข้าในสวนก็จะเห็นต้นไม้เด่นก่อน แล้วค่อยๆ เห็นตัวบ้าน มีการจัด Composition (ตำแหน่งขององค์ประกอบ) ทั้งส่วนที่เป็น Foreground และ Background”

  จากชั้นหนึ่งขึ้นไปสู่ชั้นสองจะได้พบกับห้องโถงและสระว่ายน้ำซึ่งเป็น Infinity Edge Pool การยกสระว่ายน้ำขึ้นมาไว้ที่ชั้นสองก็เพื่อสร้างบรรยากาศของการว่ายน้ำที่ระดับเดียวกับยอดไม้ มีความเป็นส่วนตัว และเปิดรับมุมมองทะเลสาปในหมู่บ้านซึ่งอยู่อีกฟากของถนน “สิ่งที่น่าสนใจของสระว่ายน้ำที่อยู่ชั้นสองก็คือความ Privacy (ความเป็นส่วนตัว) สูงมาก ข้างบ้านไม่สามารถมองเห็น แล้วก็ไม่ต้องกังวลเรื่องสัตว์ร้าย เช่นกบหรืองูที่จะลงไปในสระว่ายน้ำ” อยุทธ์กล่าว “แล้วมันก็สร้าง Gimmick (ลูกเล่น) บางอย่าง คือเวลาเราว่ายน้ำในสระที่อยู่ชั้นหนึ่งเราจะเห็นแค่โคนต้นไม้ แต่ที่บ้านหลังนี้ เราเอียงฟอร์มของต้นไม้เพื่อให้พุ่มไม้แช่เข้าไปในผิวของน้ำ เวลาว่ายน้ำเราสามารถจับยอดไม้ได้ เหมือนว่ายอยู่ในระดับเดียวกับยอดไม้”

  โถงชั้นสองนี้ทำหน้าที่เป็นห้องนั่งเล่น พื้นที่ทานข้าวและเคาน์เตอร์ครัว ซึ่งพื้นที่ทั้งหมดเชื่อมต่อกัน แสงและเงาทำหน้าที่เป็นเส้นแบ่งที่แยกแต่ละส่วนออกจากกันโดยไม่ต้องใช้ผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ในการกั้น บริเวณห้องนั่งเล่นตั้งอยู่ชิดริมผนังได้รับแสงธรรมชาติจึงสว่างกว่าพื้นที่ทานอาหาร ส่วนพื้นที่ครัวซึ่งอยู่ด้านในสุดและมีฟ้าเพดานที่ต่ำกว่าก็จะได้รับแสงสว่างที่น้อยกว่าบริเวณอื่นๆ “Space (พื้นที่) โดนแบ่งด้วยแสงและเงา ซึ่งเกิดจากการใช้ฝ้าต่ำและสูง บังคับแสงให้เข้าในองศาต่างกัน อันนี้เรียกว่าการใช้แสงในการควบคุม Space แล้วเวลาคนใช้ห้องนี้ก็จะรู้ได้เลยว่าอันนี้เป็นคนละโซนกัน” อยุทธ์อธิบาย “เราถึงเรียกกว่า Shade House เราเข้าใจตรรกะของการมองเห็น เป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์เลย”

  ห้องโถงในชั้นสองถูกล้อมด้วยระแนงเช่นเดียวกับพื้นที่ชั้นล่าง แต่ด้วยการใช้งานที่แตกต่างกัน ระแนงที่ล้อมรอบห้องโถงชั้นสองจึงมีรูปแบบที่แตกต่างออกไป โดยมีลักษณะเป็นบานเฟี้ยมโลหะเจาะรูซึ่งสามารถเปิดปิดได้ ด้วยการใช้หลักการเดียวกับรูของป้ายโฆษณาบนกระจกรถสาธารณะและผนังอาคารสูง ระแนงบานเฟี้ยมนี้ทำหน้าที่กรองสายตาจากภายนอก ในขณะที่คนที่อยู่ภายในยังคงสามารถเพลิดเพลินกับวิวสวนและสระว่ายน้ำได้ “รูที่เห็นเป็นแถบกราฟิกมีขนาดไม่เท่ากัน เราอยากสร้าง Privacy ถ้ามองจากข้างนอกจะเห็นแค่รูเป็นภาพกราฟิก ในบางจุดรูจะแคบเพราะเราไม่ต้องการให้บ้านอื่นเห็นเจ้าของในระดับสายตา แต่ด้านบนในบางจุดรูจะใหญ่มาก หรือมุมที่ติด Setback ของบ้านแล้ว รูก็จะใหญ่ขึ้น” อยุทธ์อธิบาย “แต่จากข้างในมองออกไปจะเห็นวิวโล่ง”

  ตำแหน่งและขนาดของรูบนระแนงบานเฟี้ยมที่ไม่เท่ากันไม่เพียงมีผลด้านความเป็นส่วนตัวภายในบ้านเท่านั้น หากยังช่วยนำแสงและเงาเข้ามาสร้างสุนทรียภาพให้กับพื้นที่ภายในห้องโถงได้อีกด้วย “เราอยากทำห้องนั่งเล่นที่เวลาเจ้าของบ้านนั่งแล้วเหมือนนั่งอยู่ในสวน เหมือนสมัยเด็กที่เราชอบนั่งเล่นใต้ต้นไม้” อยุทธ์เล่า “เวลาที่แสงตกผ่านรูนี้เข้าไปด้านใน ทำให้เกิดกราฟิกของแสงและเงาเลียนแบบใบไม้ที่มีการซ้อน Layer ของแต่ละใบ ให้ความรู้สึกเสมือนว่านั่งอยู่ใต้ต้นไม้ข้างล่าง”

  ในแต่ละช่วงเวลาที่องศาของแดดเคลื่อนที่เปลี่ยนไป ผู้อยู่อาศัยสามารถเลือกเปิดหรือปิดบานเฟี้ยมในตำแหน่งต่างๆ เพื่อกันแดดได้ตามความเหมาะสม ลักษณะพิเศษของระแนงบานเฟี้ยมในบ้าน Shade House ก็คือกันความร้อนจากแดดโดยที่ยังเปิดรับความเย็นจากลมเข้าสู่ภายในบ้านได้ในเวลาเดียวกัน การเว้นระยะระหว่างระแนงกับผนังห้องทำให้เกิดช่องว่างซึ่งทำหน้าที่เป็นเสมือนฉนวนกันความร้อนอีกชั้นด้วย “มันมี Air Gap อยู่ คือพื้นที่ของ Balcony ทำให้เกิดเป็น Buffer Zone ขึ้นมา เป็นฉนวนกันความร้อน กันไม่ให้ความร้อนแผ่เข้าไปด้านใน” อยุทธ์อธิบาย “เราใช้หลักทางพลศาสตร์คือความร้อนต้องวิ่งขึ้นที่สูง เราเลยทำ Air Gap ให้ด้านบนเป็นที่สูงด้วย ดังนั้น ความร้อนแทนที่จะอยู่ข้างล่างมันจะโดนบล๊อกขึ้นไปอยู่ที่สูง แต่อยู่นอกห้องนั่งเล่นนะ ดังนั้นลมที่พัดเข้าไปข้างในจะมีแต่ลมเย็น”

  Shade House มีสามห้องนอน ซึ่งแต่ละห้องนอนล้วนมีจุดเด่นเป็นของตัวเองจนยากที่จะตัดสินว่าห้องใดคือ Master Bedroom ของบ้านหลังนี้ ในขณะที่ห้องนอนชั้นล่างสำหรับแขกนั้นอยู่ท่ามกลางสวนที่ร่มรื่นและเปิดรับวิวของน้ำตก ห้องนอนชั้นสองสามารถนอนมองเห็นวิวสวนและเป็น Pool Villa ที่เดินออกไปที่สระว่ายน้ำได้อย่างสะดวกสบาย ห้องนอนใหญ่ที่ชั้นสามกว้างขวาง มีความเป็นส่วนตัวและสามารถนอนมองวิวทะเลสาปและสระว่ายน้ำได้อย่างสบายใจ

  ในบ้านสีขาวหลังนี้ ทุกมุมมองได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เงาสะท้อนของภายนอกและองศาของแดดถูกควบคุมและจัดวางอย่างพอเหมาะพอดี เพื่อมอบอิสระเสรีให้ต้นไม้ใบหญ้าได้เติบโตแต่งเติมสีสันตามอำเภอใจ จนสถาปัตยกรรมค่อยๆ เลือนหายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติอย่างกลมกลืน AAd Design ออกแบบ Shade House บ้านที่สร้างสรรค์โดยสถาปนิก แต่งเติมโดยธรรมชาติ และเพิ่มลมหายใจโดยผู้อยู่อาศัย “เราอยากทำสถาปัตยกรรมที่มีชีวิต บ้านหลังนี้ต้องเป็นของเจ้าของบ้าน เราทำทุกอย่างในเชิงสถาปัตยกรรมให้สมบูรณ์แล้ว ที่เหลือเป็นเรื่องของเจ้าของบ้านที่จะทำให้บ้านมีชีวิตขึ้นมา” อยุทธ์กล่าว “พันธุ์ไม้ก็ให้เขาเลือก ช่วงนี้เขาจะปลูกผักปรัง เป็นผักสมุนไพรลวกกินได้ บางทีเขาอาจจะปลูกไม้เลื้อยอื่นๆ ที่มีเถา มีผลไม้ก็ได้ ปลูกองุ่นก็ได้ Feeling ของแระแนงที่เราทำไว้ ฟังก์ชันมันอาจจะเปลี่ยน วันดีคืนดีอยากปลูกเฟื่องฟ้าซึ่งมีดอก ดังนั้นสีมันก็จะเปลี่ยน ตึกเราก็เป็นเหมือน Canvas แล้วมันจะเป็นฟอ์มไหนก็ขึ้นกับธรรมชาติแล้ว ธรรมชาติจะเลื้อยไปทางไหนก็แล้วแต่เขา”

Project name : SHADE HOUSE
Year : 2020
Lead Designer : Ayutt Mahasom, Napatgarn Limwanuspong
Architect : Ayutt and Associates design (AAd)
Interior Designer : Ayutt and Associates design (AAd)
Landscape Designer : Ayutt and Associates design (AAd)
Lighting Designer: Ayutt and Associates design (AAd)
Client : Confidential
Site area : 1,000 sq.m.
Construction area : 950 sq.m.
Location : Bang Phli District, Samut Prakan province, Thailand
Photographer: Chalermwat Wongchompoo (Sofography)
Photoshoper: Ayutt and Associates design (AAd)
Website : www.aad-design.com
Facebook : www.facebook.com/AAgroup.design
Instagram : www.instagram.com/AAgroup.design
Email : [email protected]
Tel : +66 88 22 1 9999