Design:--- Architecture
Photos:
Tonkao Panin
Writer:
Tonkao Panin
Tonkao Panin
Writer:
Tonkao Panin


ในเมืองเวียนนา ประเทศออสเตรีย มีถนนเส้นเล็กๆ เส้นนึงที่ชื่อว่า Lehargasse ซึ่งถ้าเราเดินบนถนนเส้นสั้นๆ นี้ไปเรื่อยๆ เราจะไปพบกับ สถาบันศิลปะแห่งเมืองเวียนนา ซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนและก็เป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะด้วยไปในเวลาเดียวกัน แม้พิพิธภัณฑ์ศิลปะ จะถูกย้ายออกไปแล้ว แต่พื้นที่ของโรงเรียนก็ยังอบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งศิลปะ ทั้งนักศึกษา ครูอาจารย์ นักวิจัย และนักท่องเที่ยวที่แวะเวียนมาชมสถาบันแห่งนี้ทุกวัน

ถนนเส้นเล็กๆ นี้ แม้จะมีความยาวไม่มาก แต่มันก็รายล้อมไปด้วยอาคารสำคัญ ที่มีความโดดเด่น เป็นจุดสนใจของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นอาคาร Secession ที่ออกแบบโดย โยเซฟ มาเรีย โอลบริช หรืออาคาร Majolika Haus ของ ออตโต วากเนอร์ ที่เราเห็นจากหนังสือประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมจนคุ้นตา แต่บนถนนเส้นเล็กๆ นี้ เรามักจะเดินผ่านอาคารหน้าตาเรียบๆ หลังหนึ่งไปอย่างไม่ทันสังเกตเสมอ เพราะอาคารหลังนี้ ไม่ได้มีหน้าตาผิดแปลก หรือไม่ได้มีสัญลักษณ์ของความสำคัญใดๆ เลย หน้าตาภายนอกของมันก็ไม่ได้บ่งบอกว่าภายในพื้นที่อาคารจะซ่อนความประหลาดใจอะไรให้กับเรา
จนเมื่อเราเงยหน้าขึ้นมองป้ายชื่ออาคาร Semper Depot และเห็นชื่อต่อท้ายว่ามันคือ Atelierhaus หรือห้องปฏิบัติการศิลปะ ของสถาบันศิลปะแห่งเมืองเวียนนา หรือเรียกง่ายๆ มันก็คืออาคารสตูดิโอ ของโรงเรียนศิลปะนั่นเอง และถ้าความอยากรู้อยากเห็นของเราไม่สิ้นสุดแค่ตรงนั้น แต่เรากล้าที่จะเปิดประตูบานใหญ่เข้าไปในอาคาร เราจะพบกับความประหลาดใจ และความประทับใจอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว


ภายใต้หน้าตาภายนอกที่ไม่สื่อสารอะไรเลย อาคารหลังนี้ถูกสร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1874-1877 ออกแบบโดยสถาปนิกชาวเยอรมัน ก็อตฟรีต เซ็มเปอร์ (Gottfried Semper) ผู้ที่โด่งดังมาจากการออกแบบโรงละครหรูหราอลังการในเดรสเดน และในเวียนนา แต่จากการออกแบบโรงละครที่ชื่อว่า Burgtheater ในเวียนนานี่เอง ที่ทำให้เซ็มเปอร์ ต้องมาออกแบบอาคารหลังนี้ด้วย เพื่อทำหน้าที่เป็นโรงเก็บฉาก และโรงจัดทำ ซ่อมแซม ฉากละคร ที่ถูกใช้ใน Burgtheater

และด้วยความที่มันเป็นโรงทำฉากละคร มันจึงไม่ใช่อาคารสาธารณะที่ต้องมีหน้าตาหรูหราอะไร เซ็มเปอร์ ออกแบบหน้าตาภายนอกของมันอย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมาที่สุด ส่วนระบบพื้นที่ภายใน รวมทั้งพื้นที่ช่องเปิดโล่งหลายชั้น ที่ดูอลังการมากในปัจจุบัน แท้จริงแล้ว มันถูกสร้างด้วยโครงสร้างเหล็กอย่างเรียบง่ายที่สุด เพื่อทำหน้าที่เปิดช่วงเสาให้กว้าง เจาะช่องเปิดโล่งทะลุหลายชั้น เพื่อให้ทำการขนย้ายฉากละครเข้าออกอย่างสะดวกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ส่วนพื้นที่ภายในสตูดิโอสร้างฉาก ก็เป็นห้องใหญ่โล่งๆ ไม่ได้มีการกั้นผนังซับซ้อน แต่ปล่อยผังพื้นให้โล่งว่าง เพื่อเอื้อต่อการทำงานกับฉากละครขนาดใหญ่อย่างง่ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อาคารหลังนี้ถูกใช้เป็นโรงทำฉากละครเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ. 1952 ที่ เวิร์คชอปสร้างฉากละคร ได้ถูกย้ายออกไป มันจึงถูกทิ้งร้าง และแทบจะถูกรื้อทิ้งไปหลายครั้ง แม้ในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยเทคนิคแห่งกรุงเวียนนาได้เข้ามาครอบครองอาคาร ก็ยังมีแผนจะรื้อและสร้างอาคารใหม่ขึ้นแทน แต่โชคดีที่แผนการรื้อถอนอาคารนั้นถูกยับยั้งจากการลงคะแนนเสียงของคณะอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเทคนิคเวียนนา ให้อนุรักษ์อาคารนี้ไว้ โดยทำการปรับปรุงอาคารให้มีสภาพดี สามารถใช้งานเป็นสตูดิโอ ห้องเรียน และพิพิธภัณฑ์ ได้ จนเมื่อปี ค.ศ. 1990 ที่อาคารหลังนี้ได้ถูกส่งมอบให้กับ สถาบันศิลปะแห่งเวียนนา สถาบันจึงได้มอบหมายให้สถาปนิก คาร์ล พรูชา (Carl Pruscha) ทำการออกแบบปรับปรุงอาคาร โดยให้คงสภาพระบบพื้นที่เดิมที่ เซ็มเปอร์ออกแบบไว้ให้ได้มากที่สุด

กว่าร้อยปีหลังจากที่อาคาร Semper Depot ได้ถูกออกแบบและสร้างขึ้น ในที่สุดมันก็ได้รับการชุบชีวิตขึ้นใหม่อีกครั้ง และเปิดใช้งานในปี 1995 กลายเป็นอาคารเรียนที่มีชีวิตชีวา และพื้นที่โถงทางเข้าอันอลังการที่เคยเป็นพื้นที่ขนย้ายฉากละคร ก็ได้กลายเป็นพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการ และจัดกิจกรรมพิเศษ ที่เปิดให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าชม จนถึงทุกวันนี้


ในปัจจุบัน อาคารที่เกือบจะถูกลืม และเกือบจะถูกรื้อทิ้งไป ได้กลายเป็นตัวอย่างสำคัญตัวอย่างหนึ่ง เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Function และการจัดการกับระบบพื้นที่ ตลอดจนการสื่อสารแบบไม่สื่อสาร ที่กลายมาเป็นลักษณะเฉพาะของงานสถาปัตยกรรมยุคโมเดิร์น


Semper Depot จึงนับว่าเป็นงานชิ้นสำคัญงานหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจรากของงานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจน