
เปิดประตูสู่ห้วงจิตใต้สำนึก แสวงหาตัวตน เพื่อคงอยู่
กับ ก้าม ธรรมธัช สายทอง
นิทรรศการครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไร
มันต่อเนื่องมาจากงานธีสิสของผมอ่ะครับ ปกติผมจะทำงานเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรม จิตวิทยา ที่มันสะท้อนถึงความเป็นมนุษย์ ซึ่งมันไม่ได้ดีไม่ได้เลวแต่มันมีสองด้าน คือตอนแรกผมที่ผมทำจะพูดถึงกลุ่มคนในสังคมมากกว่า แต่เมื่อเรียนจบแล้วผมกลับมาอยู่บ้าน มันขาดสังคม มันรู้สึกทรมาน แบบว่าความสุขที่เราเคยมี มันหายไปหมดและเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าจริงๆ ก่อนหน้านี้ที่เราเป็นคนค่อนข้างเฮฮาคอยเอนเตอร์เทนคนอื่นเวลาเราอยู่ในกลุ่มคน แต่พอเรามาอยู่กับตัวเองเราหงอยมาก
งานชุดนี้ก็จะเป็นการเข้าไปสู่การรู้จักตัวเองมากขึ้นว่าความทุกข์มันเกิดจากอะไรได้บ้าง มันก็จะเป็นมุมมองจากทัศนคติส่วนตัวเลยครับ

คอนเซ็ปท์ของนิทรรศการครั้งนี้คืออะไร
คอนเซ็ปท์งานชุดนี้เหมือนเราเข้าไปในห้องจิตใต้สำนึกของเรา ในหลายๆ เรื่องที่เราไม่รู้ ก็สังเกตตัวเองและมีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อย้อนกลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง ด้วยความที่ช่วงนี้ การที่ผู้คนได้พบปะกัน มันน้อยลงมาก
อยากรู้ว่าองค์ประกอบต่างๆ ที่อยู่ในภาพมีความหมายอะไรซ่อนอยู่
มีครับยกตัวอย่างเช่น “ดอกนาร์ซิสซัส” ที่อยู่บนหัวเด็กหรือเอาเข้ามาอยู่ในภาพจริงๆ แรกเริ่มผมได้นำมันมาใส่โดยที่ไม่ได้รู้ความหมายอะไรเท่าไหร่ เกิดขึ้นตอนปี 3 คืออยากได้ดอกไม้อะไรสักอย่างที่มีพิษนำมาใส่เปรียบเสมือนว่าอะไรที่มีสองด้านแบบว่าถึงผิวเผินมันจะสวยแต่มีพิษ แต่พอเรารีเสิร์ชเข้าไปเรื่อยๆ ก็จึงได้รู้ว่าที่มาของดอกไม้นี้ คือมีตำนานถึงเทพองค์นึงที่ทะนงตนจนถูกสาปให้มองหน้าตนเองจนตายซึ่งคือ “เทพนาร์ซิสซัส”
ผมจึงเอาตรงนี้มาสอดแทรกในแง่ของ “อัตตา” ของมนุษย์ที่มักจะทะเยอทะยาน และทะนงตนอยู่เสมอผมเชื่อว่าทุกคนมีสิ่งนี้อยู่แล้วในตัวของเราไม่มากก็น้อย เพราะทุกคนต้องการที่จะหาที่ยืนในสังคมไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

สำหรับตัวคุณก้ามเคยประสบปัญหาเรื่องอัตตากับตัวเองบ้างไหม
ตัวผมเองก็ค่อนข้าง Perfectionist พอสมควร และเราค่อนข้างมั่นใจกับเวลาที่ตัวเองมี คือเรามักจะมั่นใจตัวเองว่าเราจัดการตัวเองได้ แต่สุดท้ายมันล่มทุกครั้งเลยเพราะเราเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป เราทะนงตัวมากเกินไป แต่ปัจจุบันตอนนี้เราก็เรียนรู้และพัฒนาตัวเองในทุกๆ วันจนกลายเป็นคนที่วางแผนมากขึ้นให้เวลากับทุกสิ่งอย่างมากขึ้น เพราะเวลามันไม่ได้คงที่อยู่ตลอดเนื่องจากมันมีสิ่งที่ไม่คาดคิดเข้ามาเสมอ
กว่าจะค้นพบลายเส้นของตัวเองมีที่มายังไง
จริงๆ ฐานะครอบครัวผมคือ ชนชั้นกลางค่อยไปทางล่างเลยครับ ซึ่งในสมัยเด็กโอกาสที่เราจะได้ดูการ์ตูนแบบเพื่อนผมก็ไม่ได้ดู ผมทำได้แค่ชื่นชมคาแรคเตอร์ของตัวการ์ตูนต่างๆ จนมีจุดนึงที่ทำให้ผมหลงใหลในการวาดรูปคือ พ่อผมเขาวาดรูปตัวการ์ตูน ช็อปเปอร์ ในวันพีซให้ผมดู แล้ว ณ ตอนนั้นผมรู้สึกแบบ เห้ย! มันอย่างเหมือน จึงทำให้ผมหลงใหลในตัวการ์ตูน และการวาดรูปมากขึ้นไปอีก นับตั้งแต่นั้นมาเราก็ฝึกวาดรูปการ์ตูนแบบลอกตามหนังสือการ์ตูน แล้วก็ปรับท่าทางเป็นของเราเอง กลายเป็นว่ารู้ตัวอีกทีเราก็หลงรักการวาดรูปไปแล้ว ซึ่งเท่าที่จำได้คาแรคเตอร์เหล่านี้ผมก็วาดทิ้งไว้ตั้งแต่สมัย ม.ปลาย ตอนแรกก็ไม่ได้มีความคิดที่หยิบมาใช้เลยตอนนั้นเป็นเพียงการวาดเล่นเฉยๆ
อยากทราบว่าจากสถานการณ์ปัจจุบันทำตัวให้ productive ได้ยังไง
โชคดีที่เราทำมาตั้งแต่ปีที่แล้วที่สถานการณ์มันไม่ดุเดือดขนาดนี้ ถ้าทำช่วงนี้ก็คงเป็นเรื่องการเมืองแน่ๆแหละ (หัวเราะ) จริงๆ ถ้าพูดถึง งานผมก็สามารถมองเป็นเรื่องการเมืองก็ได้แหละ ผมว่าทุกอย่างมันเชื่อมต่อกันหมดไม่ทางใดก็ทางนึง แม้แต่สไตล์ของผมมันก็สอดคล้องกับเรื่องการที่คนเราต้องการเป็นที่ยอมรับจากที่ที่เราอยู่ เหมือนเราก็ต้องการหาจุดยืนของเรา คือมันลดเสรีในการคิดมากเลยอ่ะ ในการที่เราจะเป็นอะไร คือทำไมเราต้องทำสิ่งที่เราทำหนักขนาดนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เราชอบ แต่เราก็ไม่ควรถูกสภาพแวดล้อมหรือสังคมทำให้เรารู้สึกคะยั้นคะยอที่จะทำมันมากเกินไป
งานนี้อยากให้ผู้ชมได้รับอะไรกลับไปครับ
ผมเป็นแค่คนที่ทำงานออกมาให้คนอื่นได้ดูเฉยๆ อ่ะครับไม่ว่าจะเป็น คาแรคเตอร์ หรือ บรรยากาศ ผมไม่ได้คาดหวังว่าเราจะได้อะไรจากใคร หลักๆ งานชุดนี้ผมต้องการที่จะสร้างบรรยากาศแห่งการคิดไตร่ตรองให้แก่ คนที่เข้ามาชมมากกว่า แต่อยากให้ผู้ชมได้คำตอบหรือความรู้สึกที่มาจากตัวเขาเอง


ถ้ามีคนที่ชอบสไตล์งานแบบพี่แล้วอยากเอาเป็นแบบอย่างพอจะมีคำแนะนำมั้ยครับ
ลองศึกษาตัวเอง (หัวเราะ) “คิดว่าเราควรที่จะรู้จักตัวเองก่อนที่เราจะให้คนอื่นรู้จัก เพราะไม่งั้นเราก็จะเป็นคนที่ไม่รู้จักตัวเองและก็ไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรอยู่” แต่ในแง่ของการฝึกฝนหรือวิธีการ มันเป็นอีกส่วนนึงแล้วที่เราจะพรีเซนต์ตัวเองออกมายังไงถ้าเรามีสิ่งที่เราจะพูด มันจะสื่อสารออกมาอยู่แล้ว คือผมไม่ติดถ้าจะมีคนมาเดินตาม แต่ให้ลองเชื่อมั่นในตัวเองก่อน ก่อนที่เราจะพูดอะไรให้ใครฟัง
จริงๆ สังคมมันจะหล่อหลอม “ตัวตน” ให้กับคนคนนั้นอยู่แล้ว เพียงแค่เราอาจจะไม่เข้าใจปัจจัยหรือองค์ประกอบต่างๆ ที่ก่อให้เกิดตัวเรามันคืออะไร



สุดท้ายแล้วครับทำไมตัวเอกส่วนใหญ่ถึงเป็นเด็ก
อาจจะเป็นเพราะ เราก็ยังรู้สึกว่าเราเด็กด้วยมั้ง คือเรามองว่าเลเยอร์ความเป็นเด็กของเรามันไม่เคยถูกทำลายแม้ว่าเราจะโตขึ้น แต่เลเยอร์ที่เรามีตั้งแต่เด็กมันก็ยังคงอยู่ในตัวเรา เพราะทุกอย่างมันหล่อหลอมให้เราเป็นเรา มันแค่เราสามารถควบคุมความเป็นเด็กของเราได้มากขึ้น เนื่องจากการที่เราเติบโตขึ้นเท่านั้นเอง




