ในช่วงเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้ นอกจากจะเป็นช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่ของปีที่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ รอบตัวเราอย่างมากมายแล้ว ผู้สนใจติดตามความเคลื่อนไหวของวงการศิลปะในเมืองไทย จะยังมีโอกาสชมผลงาน ของอาจารย์ อนันต์ ปาณินท์ ในนิทรรศการที่ชื่อว่า Rhythm of Heartbeat ซึ่งจะจัดที่ MOCA Bangkok ในระหว่างวันที่ 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2564

อนันต์ ปาณินท์

ผู้ที่ติดตามผลงานของอาจารย์อนันต์ ปาณินท์ คงจะทราบว่านอกจากอาจารย์จะเป็นศิลปินแห่งชาติแล้ว อาจารย์อนันต์เป็นศิลปินอาวุโส ที่สร้างสรรค์ผลงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยหนุ่ม จนถึงปัจจุบันที่อายุได้แปดสิบกว่าปีแล้ว ผลงานที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย ทำให้งานของอาจารย์ไม่หยุดนิ่ง แต่กลับสื่อสารกับผู้ในหลากหลายรุ่น และมีความร่วมสมัยอยู่เสมอ

วันนี้ เราจะมามองลึกลงไป ถึงการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ที่ส่งผลให้เกิดผลงานในชุดปัจจุบันนี้ ผลงานจิตรกรรมแต่ละชิ้นงาน จากการสร้างสรรค์ ของอาจารย์อนันต์ มักมีจุดเริ่มต้นจากการค้นหาความสัมพันธ์ระหว่างการสร้างสรรค์งานศิลปะ และบริบททางสังคมวัฒนธรรมในช่วงเวลานั้นๆ เพื่อสร้างแนวความคิดหรือแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ผ่านองค์ความรู้ของหลักวิชาทางศิลปะ ประสานร่วมกับองค์ความรู้และแรงบันดาลใจจาก ธรรมชาติ รวมทั้งปรัชญา ความเชื่อ ระบบคติ-สัญลักษณ์ เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่าทางความหมายอันลึกซึ้งในเชิงจิตใจที่นอกเหนือจากมิติทางกายภาพ ซึ่งให้ความสำคัญทางความงามแสดงค่าในเชิงสุนทรียะเท่านั้น งานจิตรกรรม จากการสร้างสรรค์ของอาจารย์อนันต์ ปาณินท์ จึงมุ่งเน้นการสื่อสารกับความคิด และความทรงจำของผู้ชม ที่สามารถก่อให้เกิดการตีความได้หลากหลายตามแต่ประสบการณ์ส่วนตัว และประสบการณ์ร่วม ระหว่างผู้ชม และแรงบันดาลใจของศิลปิน

แม้แรงบันดาลใจในการสร้างงานจิตรกรรมในแต่ละช่วงเวลา จะมีที่มาแตกต่างกันไปตามบริบททางวัฒนธรรมและสังคมรอบตัว แต่ความเชื่อหลักของอาจารย์อนันต์ นั้นคือ ศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มนุษย์ สื่อสารกับความทรงจำและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์รับรู้ได้ถึงความหมายของการมีอยู่ของชีวิตตนเอง ที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบตัว ศิลปิน เป็นผู้รับใช้ศิลปะ เป็นผู้สื่อสารถึงความสัมพันธ์ดังกล่าวให้มนุษย์ได้รับรู้ ว่ามนุษย์ทุกคนไม่ได้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยตนเอง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบตัวเรา ที่พยายามจะสื่อสารกับเราตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นผู้คนด้วยกัน สรรพสัตว์ สิ่งของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน อาคารบ้านเรือน หรือสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ล้วนมีความงามและความหมายที่มากกว่าลักษณะทางกายภาพของมัน มิติของความหมายและความงามที่ซ่อนเร้นอยู่ในสิ่งรอบตัวนี้เอง คือเนื้อหาหลักที่งานศิลปะที่อาจารย์ อนันต์ พยายามค้นหา และสื่อสารมาตลอดช่วงเวลาหกสิบปี

ตลอดช่วงระยะเวลาหกทศวรรษของการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม การพัฒนาการผลงานจิตรกรรมของอาจารย์อนันต์ สามารถแบ่งช่วงเวลา จากความแตกต่างของรูปแบบการนำเสนอผลงาน ได้ออกเป็น สี่ช่วงเวลาสำคัญด้วยกัน คือ ช่วง Abstract หรือช่วงนามธรรม - ช่วง Semi-Abstract หรือกึ่งนามธรรม - ช่วง Figurative หรือช่วงศิลปะรูปลักษณ์ และช่วงปัจจุบัน คือช่วง Semi Abstract หรือช่วงกึ่งนามธรรม สื่อสารจิตวิญญาณของสรรพสิ่ง ที่สัมพันธ์กับความเป็นมนุษย์ และความศรัทธา

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา งานจิตรกรรมของอาจารย์อนันต์ มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ซึ่งนับเป็นครั้งสำคัญ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นบทสรุป บทแรกของการทำงานตลอดช่วงเวลาห้าสิบปี โดยงานในยุคปัจจุบันนั้น มีเนื้อหาที่เป็นกึ่งนามธรรมชัดเจน มุ่งเน้นการสื่อสารกับจิตวิญญาณมนุษย์ และความหมายของการมีอยู่ของชีวิตมนุษย์ที่สัมพันธ์กับธรรมชาติรอบตัว งานจึงมีความซับซ้อนและความเรียบง่ายในเวลาเดียวกัน แสดงออกถึงสัจธรรมของธรรมชาติและสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตวิญญาณของมนุษย์ทุกคน

แม้งานจิตรกรรมของอาจารย์อนันต์ จะมีการพัฒนาการ ภายใต้รูปแบบที่ค่อยๆ พัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ตลอดช่วงเวลาหกสิบปีที่ผ่านมา ผลงานทุกชิ้นมีจุดร่วมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในการสร้างสรรค์ ในเชิงเทคนิคของการนำเสนอ ซึ่งก็คือ เป็นงานเขียนสีน้ำมันที่แสดงออกถึงความพยายามในการนำเสนอเรื่องราวของความเคลื่อนไหว และความเบาลอย ผ่านรูปทรงที่ถูกใช้เป็นสื่อในการนำเสนอ เทคนิคการใช้สีน้ำมันให้มีความปรุโปร่ง แสดงออกถึงการซ้อนทับ และชั้นของพื้นผิวที่ทำให้ผู้ชมสามารถรับรู้ถึงการค่อยๆ ก่อรูป ก่อร่าง ของรูปทรงต่างๆ ซึ่งการเคลื่อนไหว ความสัมพันธ์ของสี แสงและเงา และการเคลื่อนตัวของสีเข้าหากัน ผนวกกับความเบาลอยของภาพและเรื่องราวที่ถูกนำเสนอนั้น ล้วนแสดงออกถึงมิติของเวลา ผ่านการรับรู้การเคลื่อนไหว และการซ้อนทับของรูปทรง และสัมผัสที่บางเบา อันกลายเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ที่เด่นชัดตั้งแต่งานในช่วงที่สองเป็นต้นมา

ภายใต้การพัฒนาเปลี่ยนแปลง ของงานศิลปะตลอดช่วงหกสิบปี งานจิตรกรรมของอาจารย์ อนันต์ ในช่วงสิบปีหลังนี้ มีเนื้อหาที่สื่อสารกับจิตวิญญาณของมนุษย์ หรือในเชิง Spiritual อย่างขัดเจน โดยได้ละทิ้งรูปร่างที่จับต้องได้ เหลือเพียงร่องรอยและแก่นของความเคลื่อนไหว และความซับซ้อนของการปรากฏรูป ทำให้สามารถมองทะลุถึงมิติและความหมายที่ซ่อนอยู่ สื่อสารกับจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่งรอบตัวอย่างแท้จริง

ความมุ่งหมายเชิงปรัชญาของการสร้างสรรค์งานในช่วงปัจจุบันนั้น สามารถตีความได้ว่า เมื่อมนุษย์ละทิ้งรูปลักษณ์ที่จับต้องได้อย่างชัดเจน มนุษย์จะตระหนักถึงสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้สิ่งธรรมดาสามัญรอบตัว ความเลือนรางและบางเบาของรูปทรง ที่แม้จะรับรู้ได้ แต่ทิ้งช่องว่างให้ตีความและจินตนาการเชื่อมโยงไปถึงมิติเชิงจิตใจและสัจธรรม รูปทรงที่เลือกมานำเสนอ จึงเป็นรูปทรงของสรรพสิ่งในธรรมชาติ ทั้งสิ่งมีชีวิตที่เคยคุ้นตา หรือสิ่งของในความทรงจำ แต่รูปทรงเหล่านั้น ได้ถูกแยกส่วนและประกอบขึ้นใหม่ ด้วยสีและแสงเงา ประกอบกับการบิดเบือน ทำให้รูปทรงเหล่านั้นดูแปลกไป กลายเป็นสิ่งคุ้นเคยที่ไม่คุ้นตา สื่อสารถึงการเปลี่ยนแปลงอันไม่จีรังของสรรพสิ่ง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาวะจิตใจของมนุษย์ผู้รับรู้งานศิลปะนั้นด้วย เกิดเป็นธรรมชาติที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณ กึ่งสัญลักษณ์ กึ่งนามธรรม รับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสที่ทำงานร่วมกับความทรงจำของเราแต่ละคน

นอกจากตัวงานศิลปะแล้ว คุณค่าของงานศิลปะที่อาจารย์อนันต์ สร้างสรรค์ขึ้นนั้น ยังอยู่ที่การดำเนินชีวิตและการทำงานอันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับการดำรงชีวิต การเขียนภาพจิตรกรรมสีน้ำมันทุกวัน อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาหกสิบปี โดยมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงงานไปตามบริบทของสังคมวัฒนธรรม สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะและสังคม แม้ขณะนี้ ในวัยแปดสิบสองปี งานจิตรกรรมโดยนายอนันต์ ปาณินท์ ยังคงสอนศิลปินรุ่นหลัง ว่าการทำงานศิลปะนั้น ไม่ใช่งาน แต่การสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิต และศิลปินนั้น เป็นผู้รับใช้ศิลปะอย่างแท้จริง