กลุ่มแร็พเพอร์ ผู้ปลุกกระแสให้ผู้คนรู้ว่า “ประเทศกูมี” แต่ไม่มี “ปฏิรูป”

Writer:
Chakkraphan Kwanmongkol
Photographers:
Tanapol Kaewpring
Mc Suppha-riksh Phattrasitthichoke

The Artists Against The Dictatorship เมื่อศิลปินพูดเรื่องการเมือง สะท้อนปัญหาของมวลชนส่งตรงไปถึงผู้นำ! ในเพลง “The Masses Against The Classes” ซิงเกิ้ลในปี 2000 ของวง Manic Street Preachers เริ่มต้นด้วยประโยคของ โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) นักปรัชญา นักภาษาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญของอเมริกาที่บอกว่า “THE COUNTRY WAS FOUNDED ON THE PRINCIPLE THAT THE PRIMARY ROLE OF THE GOVERNMENT IS TO PROTECT PROPERTY FROM THE MAJORITY...AND SO IT REMAINS” อย่างที่รู้กันว่าไม่มียุคไหนอีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่ศิลปินถูกปิดปากโดยรัฐ ด้วยการทำทุกวิถีทางไม่ให้พวกเขาได้สะท้อนความคิดของผู้คนผ่านงานศิลปะมากที่สุด แต่ก็ไม่มียุคไหนอีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่ศิลปินจำนวนมากออกมาทวงถามถึงเสรีภาพในการแสดงออกมากที่สุดเช่นกัน IAMEVERYTHING ออกไปพบกับศิลปินหลากหลายแขนง ทั้งกราฟิกดีไซเนอร์, นักวาด, นักเขียน, ช่างภาพ, สตรีทJacobiติส, แร็พเพอร์, นักร้อง, นักดนตรี เพื่อคุยกับพวกเขาเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดและสะท้อนมุมมองทางการเมืองที่มีต่อผู้บริหารประเทศ ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งพวกเขาอยากให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้รับฟัง

อะไรลากพวกคุณมารวมตัวกัน
Liberate P การอยากพูดถึงปัญหาสังคม คือเริ่มจากสองปีที่แล้ว Liberate P ทำเพลงที่พูดถึงสังคม การเมือง สิทธิต่างๆ ส่วน Hockhacker เคยทำเพลงการเมืองมาก่อน สองคนก็เลยรวมกลุ่มเพื่อนๆ ที่ทำเพลงฮิปฮอปกันขึ้นมา แล้วก็เกิดเป็น Rap Against Dictatorship ครับ

ทำไมถึงทำเพลงเกี่ยวกับการเมือง พูดเรื่องปัญหาสังคม
Liberate P เรารู้สึกว่าในแวดวงฮิปฮอปเนี่ยมันมีเพลงที่พูดถึงปัญหาสังคมแบบ...บางๆ ไปไม่ถึงปัญหาเชิงโครงสร้างแบบที่มันควรจะเป็นน่ะครับ เราก็เลยอยากทำเพลงการเมืองที่มันพาให้คนฟังไปถึงจุดที่เขาสามารถคิดเองได้ว่าเขามีมุมมองทางการเมืองยังไง และเปลี่ยนไปได้แบบไหน

ที่ผ่านมาเราก็มีเพลงเพื่อชีวิตที่พูดถึงเรื่องปัญหาทางสังคม แต่พวกคุณน่าจะเป็นศิลปินฮิปฮอปกลุ่มแรกที่พูดถึงสังคมอย่างจริงจัง ถึงขั้นประกาศว่าตัวเอง Against Dictatorship ทำไมถึงต้องบอกชัดเจนขนาดนั้น
Jacobi ด้วยความที่ RAD. มันเป็นโปรเจกท์พิเศษ เราตั้งใจรวมกลุ่มกันมาเพื่อทำงานนี้ เรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะฉะนั้นชื่อมันก็เลยค่อนข้างที่จะเจาะจงชัดเจน ถ้าให้ผมเปรียบเทียบมันก็เหมือน...อาจจะเหมือนตอนที่ศิลปินเพื่อชีวิตเขาทำโปรเจกท์ “อีสานเขียว” อะไรอย่างนี้ ชื่อมันก็จะมีความชัดชี้เฉพาะไปเลยว่าเขาทำเรื่องสิ่งแวดล้อม

แปลว่า RAD. เป็นกลุ่มคนทำงานดนตรีเพื่อขับเคลื่อนสังคม ไม่ใช่ศิลปิน วงดนตรีทั่วไปแบบนั้นใช่ไหม
Hockhacker ใช่ครับ คือเรามีทั้งภาคที่เป็น activist ทำงาน social movement ขับเคลื่อนประเด็นสังคมไปพร้อมๆ กับภาคที่เป็นศิลปิน เหมือนเป็นขาซ้ายขาขวา ด้านหนึ่งเราเป็นศิลปินที่ทำเพลงด้วย แล้วก็อีกขาหนึ่งเป็น Influencer ทางด้านการเคลื่อนไหว เรียกร้องประเด็นต่างๆ ประมาณนี้

ทำไมต้องชัดเจนขนาดนั้น
Liberate P ผมว่าจริงๆ แล้วมันมาจากความโกรธที่เราเก็บไว้มานานแล้ว ตั้งแต่ปี 2549 คนรุ่น Jacobi, Skanbombomb เนี่ย หรือแม้กระทั่ง Hockhacker กับผม เราผ่านเหตุการณ์รัฐประหารปี 2549 มา แล้วก็เจอรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งในปี 2557 รวมๆ คือเราอยู่ในยุคที่ผ่านรัฐประหารถึงสองครั้ง มีการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ผมว่าตรงนี้มันคือสิ่งที่เราคิดว่าจะไม่สันติกับเผด็จการครับ เราคุยกันตั้งแต่แรกแล้วว่าเราทำเพื่ออะไร เรากำลังบอกอะไรกับคนฟัง คือมันไม่ใช่แค่ความโกรธที่เราอยากระบายเข้าไปในเพลง แต่เราอยากให้เพลงมันสะท้อนสิ่งที่มันเป็นความจริงออกไป มันเป็นเรื่องเชิงสื่อสารความคิดกับคนฟังด้วย

RAP AGAINST DICTATORSHIP - ประเทศกูมี

สองปีที่แล้วพวกคุณเปิดตัวด้วย “ประเทศกูมี” ได้รับความสำเร็จมาก อยากให้เล่าให้ฟังถึงแนวคิดเรื่องเพลงนี้หน่อย
Liberate P: “ประเทศกูมี” เนี่ยคือมันเริ่มจากเป็นโปรเจกท์ส่วนตัวของ Liberate P เมื่อประมาณสองปีที่แล้ว คือมีอินโทรของเพลง “สิ่งที่ประเทศกูไม่มี” ซึ่งไอ้เพลงนี้เนี่ยมันพูดถึงว่าประเทศกูไม่มีอะไร ซึ่ง ณ วันนั้น เพลงมันพูดว่าประเทศเราไม่มีเสรีภาพในการแสดงออกต่างๆ แม้กระทั่งการแสดงออกด้วยการชูสามนิ้ว ออกมาอ่านหนังสือ กินแซนวิชก็โดนจับอะไรประมาณนี้ครับ มันก็เลยเกิดไอเดียกลับด้านกันว่าอ้าว แล้วถ้าประเทศกูไม่มีเสรีภาพ แล้วประเทศกูมีอะไรวะ อะไรที่ประเทศกูมี มันก็เลยเกิดเป็นอินโทรสั้นๆ เป็นประเทศกูมี แล้วอันนี้ก็เลยเป็นคอนเซ็ปท์ของการแต่งว่าประเทศกูมีอะไร

ซึ่งมันประสบความสำเร็จเกินคาด คุณคิดว่าอะไรทำให้ประสบความสำเร็จมากขนาดนั้น Hockhacker: การที่มันประสบความสำเร็จขนาดนั้น ก็ต้องย้อนไปดูว่าสิ่งที่ทำให้มันถูกกระจายไปในวงกว้างได้มันมาจากอำนาจรัฐที่...เขาอาจจะไม่ชินกับการลุกขึ้นมาต่อต้านของประชาชน หรือว่าวิธีการที่คนรุ่นใหม่ทำ ตอนที่เราทำเพลงนี้ในปี 2018 ตอนนั้นเราอยู่ใต้รัฐบาลที่มาจาก คสช. ยังเป็นคสช.อยู่ มีการเลือกคนขึ้นมาปกครองโดยที่พวกเขาเลือกกันเอง ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม การลุกขึ้นมาของพวกเรามันทำให้...ผมว่ามันอาจจะไปยิงตรงเป้าอะไรสักอย่างของเขา แล้วทำให้เขาพูดออกมาผ่านสื่อหรือออกมากดดันเราผ่านช่องทางต่างๆ ผ่านสื่อ กลายเป็นว่ามันเป็นการการจุดพลุให้เพลงมันดังระเบิดในตอนนั้น แล้วมันดังยอดวิวไปทั่วประเทศ ใครก็ตามต้องเห็นข่าวเรา

Jacobi: จะใช้คำว่าอะไรดี...เก็บกดเหรอ อาจจะเกินไป แต่ผมว่ามันคือภาวะ มวลอารมณ์ของคนในสังคมที่มันรู้สึกว่ามีหลายเรื่องที่อยากพูดแต่เขาพูดไม่ได้ คือตอนนั้นผมไม่ได้คิดแบบนั้นหรอก เพราะระหว่างพวกเราเองเนี่ย เราคุยเรื่องพวกนี้กันตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเราก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนอื่น เขาคิดแต่เขาแสดงออกไม่ได้ แต่พอพวกเราแสดงออก มันเลยเหมือนเข้าไปตอบโจทย์ความรู้สึกของเขา พูดแทนเขา ซึ่งอันนี้ผมมาเห็นในภายหลังเหมือนกัน หลังจากเพลงมันออกไป

Liberate P: คือเหมือนเราเป็นตัวเปิด ทำให้เกิดกระแสการวิพากษ์สังคม คือตอนนั้นบรรยากาศการถกเถียงทางการเมืองมันเฟดไปมากๆ แล้ว

เพลงนี้มันไปประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ถึงขนาดพวกคุณไปรับรางวัลสิทธิมนุษย์ชนที่นอร์เวย์
Jacobi: มีไปนอร์เวย์กันสองคนครับ Liberate Pกับผม ซึ่งอันนั้นมันเป็นงานของเครือข่ายที่มันเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนของ Human Life foundation เป็นงานแจกรางวัลใน Human Life Forum ซึ่งเขาแจกทุกปีอยู่แล้ว เป็นรางวัลสำหรับคนที่สร้างสรรค์คนที่ออกมาต่อสู้ทางสังคม ไม่ใช่แค่พวกเราคนเดียวนะครับ เขาก็จะมี candidate ปีละสามคน แล้วก็เป็นหนึ่งในสามของปีนั้น

การได้ไปนอร์เวย์ ไปรับรางวัลเรื่องสิทธิมนุษยชน มันทำให้เราได้รับฟี้ดแบคจากต่างประเทศไหมว่าเขามองเรายังไงบ้าง
Jacobi: ส่วนใหญ่คนพวกนี้เขาจะเป็นนักกิจกรรมอยู่แล้ว เป็นคนทำงานเคลื่อนไหวอยู่แล้ว เขาก็จะค่อนข้างเข้าใจสถานการณ์ในไทยเยอะพอสมควร แล้วก็สิ่งที่เราอาจจะเซอร์ไพร์สนิดหนึ่งตรงที่... ผมใช้คำว่าอะไรดี ชื่นชมเหรอ เขาชมว่าเราค่อนข้างจะมีความกล้าหาญดีอย่างนี้ ด้านหนึ่งผมว่าตัวเองไม่ได้มีความกล้าหาญขนาดนั้น แต่อีกด้านหนึ่งต่างประเทศก็มองว่าสถานการณ์ในบ้านเรามันแย่ขนาดไหน เขาถึงได้มองว่าสิ่งที่เราทำมันกล้าหาญ

ความกล้าหาญของพวกคุณแลกกับอะไรบ้าง
Protozua: ของผมเนี่ยเบามาก คือทำให้ต้องคุยเรื่องการเมืองกับพ่อแม่ทั้งๆ ที่จริงๆ คิดคนละอย่าง แล้วก็ต้องกังวลว่า เออ เราเสี่ยงโดนจับแค่ไหน เสี่ยงอันตรายแค่ไหน

Liberate P: ผมยอมดรอปธีซิสไว้หนึ่งปี เพราะว่าคือมันไม่สามารถทำงานได้จริงๆ คือคุยกับอาจารย์ตรงๆ เลยว่า “เนี่ย อาจารย์ครับ ผมทำต่อไม่ได้ ขอพักไว้หนึ่งปี” นั่นแหละครับ ก็คือต้องเรียนซ้ำอีกหนึ่งปี คือผมจบช้าอยู่แล้ว พอมีกระแสนี้มาก็เลยต้องเรียนซ้ำเพิ่มอีกหนึ่งปี

Jacobi: เอาแบบเห็นภาพชัดที่สุดเลยนะ ผมกับ NUM฿A 9โดนกันไปคนละเจ็ดคดี ส่วน Hockhacker นี่หนักสุด กี่คดีจำไม่ได้

Hockhacker: อาจจะพอๆ กันครับ ที่ต้องแลกมาคือผมยังมีคดีค้างอยู่ในอายุความอยู่ คือสองคนนี้ (Jacobiกับ NUM฿A 9) เขาโดนหมายเรียก แต่ผมโดนตำรวจจับ ตำรวจมาจับที่บ้านซึ่งชีวิตนี้ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่ากูไปทำอะไรแล้วตำรวจจะมาดักเฝ้าหน้าหมู่บ้านแต่เช้า นั่นคือสิ่งที่ต้องแลกกับมา รวมถึงแลกกับครอบครัว แลกกับคนในหมู่บ้านที่เขารู้เรื่องด้วย แลกกับหลายชีวิตที่อยู่รอบๆบ้าน

ทุกคนแลกกันหมดเลย ชีวิต การเรียน การงาน ความรัก ครอบครัว คิดว่าพวกคุณจ่ายแพงไปหน่อยไหม
Liberate P: ผมว่าจากที่เพื่อนๆ โดน หรือว่าตัวผมเองที่โดน ผมว่ามันไม่ควรโดน เราอยู่ในประเทศที่บอกว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเนี่ย การที่เราโดนแบบนี้แสดงว่า อ้าว เราไม่ใช่ประชาธิปไตยนี่หว่า คือเราไม่มีสิทธิ์ เสรีภาพที่มันควรจะเป็น ทั้งๆ ที่เรื่องพวกนี้มันคือเบสิคด้วยซ้ำ

ทำไมไม่เลิก
Liberate P: คนอื่นผมไม่รู้นะ แต่ผมเริ่มทำเพลงการเมืองจากความกลัว จากความที่สังคมมันเป็นอย่างนี้ ถ้าเลิกไปก็เหมือนเราทิ้งมัน ผมเริ่มมาประมาณปี 2015 ตอนนี้เกือบ 6 ปีแล้ว ผมว่ามันไม่มีเหตุผลที่เราจะเลิกในเมื่อเราผ่านจุดเดือดตอน “ประเทศกูมี” มาแล้ว ส่วนตัวผมเอง ผมไม่มีเป้าหมายเลยว่าใกล้แล้ว กูใกล้เลิกทำแล้ว ยังไม่มีครับ

Protozua: มันเป็นทางระบายทางอัดอั้นของผมด้วยนะ ถ้าให้เลิกทำผมจะเอาความอัดอั้นนี้ไปไว้ที่ไหน คือมันเป็นการบำบัดประมาณหนึ่งน่ะ เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราถูกกดทับอยู่ ผมว่ามันหยุดยาก สมองเรามันจะคิดตลอดเวลาว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดอะไรขึ้นกับสังคม เรื่องที่เราอยากพูดคืออะไร อยากสื่อสารคืออะไร เป็นอยู่ตลอดอย่างนี้ครับ

Hockhacker: ถามว่าทำไมถึงยังไม่เลิกใช่ไหมครับ ถ้าเห็นจากกลุ่มเราที่คุ้นหน้าคุ้นตา แล้วก็ยังมีน้องๆ อีกหลายคน ผมว่าสำหรับเรามันเพิ่งเริ่มครับ หลังจากนี้จะมีคนเพิ่มขึ้นมาอีกแน่นอน

RAP AGAINST DICTATORSHIP - ปฏิรูป

ซิงเกิ้ลล่าสุด “ปฏิรูป” ก็จะประสบความสำเร็จมาก และรวดเร็ว พวกคุณคิดว่าสิ่งที่พวกคุณเคลื่อนไหวกันมาสองสามปีนั้น ทุกอย่างบรรจุอยู่ในเพลงๆ นี้หรือเปล่า เหมือนเป็น Official Message ของ RAD
Jacobi: ผมว่าทุกเพลงของเรามันเป็น Official message หมดนะ เพราะว่าจริงๆ ผมพูดอย่างนี้ตั้งแต่ทำเพลง “ประเทศกูมี” แล้วนะ ชื่อ Rap Against Dictatorship มันก็บอกไว้แล้วว่าไม่เอาเผด็จการ ซึ่ง Dictatorship มันไม่ได้จำกัดความอยู่แค่รัฐบาลหรือผู้ปกครองของรัฐ Dictatorship มันคือเผด็จการที่อยู่ในทุกองคาพยพในสังคม ในครอบครัว ในโรงเรียน ในสถานที่ทำงาน มันอยู่ในทุกๆ อย่าง ดังนั้นแต่ละเพลงที่เราพูดมามันคือ Official Message ที่บอกว่าเราอยากจะต่อต้านสิ่งที่เป็นการกดหัวบังคับอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ชอบธรรมในสังคมทั้งหมด

Protozua: ผมว่าเพลง “ประเทศกูมี” กับ “ปฏิรูป” มันคือการบันทึกว่ามีคนคิดแบบนี้นะ มีคนอยากพูดแบบนี้นะ แล้วเราก็เอามาพูดแทน เหมือนกับว่าบันทึกเอาไว้

Hockhacker: อย่างเพลงปฏิรูป มันเป็นหนึ่งข้อเรียกร้องของการชุมนุมในปี 2020 ทุกคนพูดคำนี้เป็นเรื่องปกติ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเราออกมาเพราะอะไร แต่ว่าคำนี้มันยังไม่ถูกพูดในองค์กร ในรัฐบาล ในรัฐสภา มันถูกบ่ายเบี่ยงไปมาด้วยคนที่มีอำนาจ คนที่ถืออำนาจนั้นไว้ เรารู้สึกว่าเราควรบันทึกสิ่งนี้เอาไว้ในการเคลื่อนไหวของประชาชน ผลมันจะเป็นยังไงก็แล้วแต่ แต่ว่าเราก็ได้พูด ได้ส่งเสียงไปกับผู้ชุมนุมที่เขาออกมากันบนถนน ได้อยู่กับการเรียกร้องการปฏิรูปที่เป็นชื่อเพลงของเรา รวมถึงเนื้อหาในเพลงของเรา

Liberate P: คือเรามองว่าก่อนหน้านี้มันมีคำถามว่าปฏิรูปคือล้มล้างรัฐบาลหรือเปล่า ดังนั้นเราก็เลยคิดว่า “เดี๋ยวทำเพลงให้ฟัง” เราก็เลยใช้คำว่า “ปฏิรูป” ให้มันเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญของการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรา แต่เป็นของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย ของแกนนำด้วย ซึ่งตอนท้ายเอ็มวีเราก็เลยใส่ความหมายตามพจนานุกรมราชบัณฑิตเข้าไปว่ามันไม่ใช่การล้มล้าง การปฏิรูปคือการปรับปรุงให้เหมาะสม ให้ดีขึ้น ดังนั้นถ้าเข้าใจว่าการปฏิรูปคือการล้มล้างนั่นคือคุณไม่ได้อ่านหนังสือครับ

Hockhacker: คือจริงๆ คำว่าปฏิรูปมันถูกหยิบขึ้นมาเป็นคำทางการเมืองนะครับ ตั้งแต่ยุค กปปส.แล้ว “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” ทุกวันนี้เราก็ยังไม่ได้เห็นว่าจะปฏิรูปอะไรก่อนที่จะได้มาเลือกตั้งเมื่อปีก่อนหน้านี้ เลือกตั้งมาแล้วแทนที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น มันกลับตกต่ำลงด้วยซ้ำ หลังจากคำว่าปฏิรูปที่เขาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งคำว่าปฏิรูปในปี 2020 มันชัดเจนที่สุดแล้วว่าเรากำลังจะปฏิรูปอะไร

เราคิดว่า RAD ได้สร้าง awareness เล็กๆ ให้กับศิลปินทั้งหลาย ไม่ว่าจะแขนงไหน ให้ตระหนักถึง freedom of speech ของตัวเอง ทุกคนกล้าพูดมากขึ้น
Liberate P: ผมว่าคำถามนี้เป็นคำถามที่ยังเถียงกันอยู่ด้วยซ้ำ แม้กระทั่งกลุ่มศิลปินบางกลุ่ม เขาก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าความเป็นศิลปินของเขาต้องอยู่ตรงไหน แต่ถ้าถามผมนะ ผมมองว่าด้วยความที่ศิลปินมันเป็นกระบอกเสียง เป็นตัวแทนของคน มีความมากกว่าหนึ่งเสียงแน่นอน คือพูดง่ายๆ ว่าความเป็น privilege อยู่มากๆ เพราะฉะนั้นเวลาส่งเสียงมันย่อมมีพลังและมีความหมายมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเนี่ย ผมไม่เคย call out คนพวกนี้ออกมานะ แต่ว่าผมเชื่อว่าให้เขาออกมาพูดด้วยตัวเองดีกว่า ออกมาพูดดีกว่าไม่พูด แต่ออกมาพูดด้วยจิตสำนึกเขาเอง ด้วยความกล้าหาญของเขาเองมากกว่าการไปขอหรือไปยัดเยียดว่า “ศิลปินต้องออกมาพูดนะ ต้องออกมาแสดงการเมืองได้แล้ว” ผมว่าตรงนี้ต้องเป็น moral ของเขาเองครับ

Jacobi: ผมไม่ได้มองว่าเป็นศิลปินหรือไม่เป็นศิลปินนะ ผมก็มองว่าแม่งก็เป็นคน แค่แต่ละคนก็จะมีสถานะที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งคนที่มีอาชีพเป็นศิลปินอย่างที่Liberate Pบอกก็คือมีเสียงที่ดังกว่า แต่ถามว่าถ้าคุณมีเสียงที่ดังแล้วจำเป็นต้องออกมาพูดในสิ่งเดียวกันกับเรา หรือในสิ่งที่รับใช้ประชาชนไหม สำหรับผม ผมจะถามต่อว่าแล้วคุณมีความคิดเห็นยังไงล่ะ ถ้าคุณอิกนอร์ ไม่สนใจ ถึงผมจะเสียดายแต่มันก็เรื่องของคุณ แต่ถ้าคุณมีความคิดเห็นมาทางนี้ คุณอยากจะสนับสนุน แต่คุณเป็นศิลปินแล้วมาลังเลว่าควรจะวาง position ตัวเองแบบไหน ผมรู้สึกว่าคุณมองตัวเองเป็นคนๆ หนึ่งให้ได้ก่อนดีกว่า แล้วในฐานะการเป็นมนุษย์คนหนึ่งคุณอยากจะทำอะไรกับชีวิตของคุณ เห็นสิ่งต่างๆ อยู่ตรงหน้าแล้วคุณมีความคิดเห็น ความรู้สึกกับมันแบบไหน ผมไม่ได้มองว่าพวกเราเป็นตัวจุดประกายอะไรขนาดนั้น ผมคิดว่าโอเค อาจจะมีศิลปินบางส่วนก็ได้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรา แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด ผมว่าเขาต้องเจอกับสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเอง เขาถึงจะคิดได้ว่ากูควรจะทำอะไร

Protozua: คือผมว่าคนเป็นศิลปินมันก็พูดถึงสิ่งที่ตัวเองคิดหรือสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเขาอยู่แล้ว ส่วนเขาจะเลือกพูดเรื่องการเมืองหรือไม่ อันนี้อีกปัจจัยหนึ่งคือ เขาก็ต้องมองว่าอนาคตเขาอาจจะไม่ปลอดภัยถ้าเขาพูด สิ่งที่เราควรทำคือไม่ใช่ไปบังคับว่าหน้าที่เขาคือทำสิ่งนี้ แต่เราต้องทำสภาพแวดล้อมให้ทุกคนมั่นใจ รู้สึกปลอดภัยที่จะพูดนะ เมื่อนั้นแหละทุกคนถึงจะกล้าพูดอย่างที่ตัวเองคิดจริงๆ ตอนนี้มันถูกกดด้วยความกลัวอยู่ แม้แต่พวกเราก็มีเช่นกัน แต่มันเริ่มอัดอ้น ความกลัวมันปริ่มแล้ว มันก็เลยต้องพูดแล้ว เพราะมันไม่ไหวแล้วครับ

ถ้าการเมืองดี เป็นอย่างที่พวกคุณฝันไว้ RAD จะทำอะไร
Liberate P: ถ้าไปถึงจุดนั้นจริงๆ ผมน่าจะไปถึงพาร์ททำมาหากินมากขึ้น คือแบบ...สักทีวะ กูได้ทำงานประจำแบบมีประสิทธิภาพสักทีหนึ่ง ไม่ต้องมานั่งคิดการเมืองแล้ว โอเคกูทำงานจะได้รู้ว่าภาษีที่จ่ายไปอยู่ตรงไหน การเสียเงินให้รัฐเนี่ย มันไปอยู่ไหน และมันเอาไปทำอะไร ไม่ใช่อย่างในปัจจุบันที่ภาษีเข้าไปในหลายองค์กร และเข้าไปอยู๋ในองค์กรที่ตรวจสอบไม่ได้อย่างนี้ครับ อันนี้ผมว่ามันยังเป็นปัญหาที่เราต้องการแก้ไขมัน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าวันนี้ผมทำงานประจำได้ไม่มีประสิทธิภาพนะ (หัวเราะ)

Hockhacker: ถ้าการเมืองดี มันก็จะส่งต่อไปที่การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าการเมืองดี คุณไม่ต้องตื่นล่วงหน้ามา 2-3 ชั่วโมงเพื่อรอรถ เดินทางไปทำงาน แล้วเดินทางกลับอีก 2-3 ชั่วโมง ชีวิตเราอยู่บนถนนไปแล้ว 4-6 ชั่วโมง เราไม่ควรจะใช้ชีวิตบนรถ หรือเล่นโทรศัพท์บนรถไฟฟ้านานๆ ถ้าการเมืองดี ทุกอย่างจะดีตาม แล้วเราจะมีเวลาเอาไปพัฒนาสกิลต่างๆ ทั้งของตนเอง ทั้งของส่วนรวม ดูแลเรื่องโน้นเรื่องนี้ได้ดีขึ้น

Jacobi: ถ้าการเมืองดี RAD จะทำอะไร ผมว่าต้องถามก่อนว่าดีแค่ไหน คือถ้าแม่งดีประเสริฐ Utopian เลยมันก็คงสลายตัวเพราะคงไม่มีอะไรทำ เราก็ไม่รู้จะพูดอะไร แต่ถ้าการเมืองมันดีขึ้น แต่ว่าในความเป็นจริงการเมืองมันก็ไม่เคยดีแบบสมบูรณ์แบบบริสุทธิ์ ถ้าเราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ผมมองว่าประชาธิปไตยมันคือโปรเจกท์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด หมายความว่าได้มาเท่านี้แล้วเราก็ต้องให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นอีกๆ ผมคิดว่ามันก็ยังจะมีการทำต่อไป แต่ว่าด้วยประเด็นที่แตกต่างออกไป แต่ว่าจะเป็นแบบไหนเนี่ยผมตอบไม่ได้ ถ้ายกตัวอย่างทุกวันนี้คนบอกว่าอเมริกาคือผู้นำของโลกเสรี ประชาธิปไตยคือสหรัฐอเมริกา ทุกคนก็เห็นว่าสหรัฐอเมริกาแม่งก็ก็ประท้วงวายป่วงไปหมด ดังนั้นผมก็คิดว่ามันไม่จบง่ายๆ ครับ

คำถามสุดท้ายอยากพูดอะไรถึงนายกรัฐมนตรี
Liberate P: ผมว่าท่านประยุทธเนี่ย ซึ่งผมว่าเขาไม่ได้ดูหรอก (หัวเราะ) ไม่ได้ดูแน่นอน แต่ถ้าเกิดได้ดูเนี่ย ไอ้สามข้อเรียกร้องที่เขาชูกันสามนิ้วเนี่ย ผมว่าควรจะนำเข้าสภาไปคุยกันได้แล้ว เพราะผมรู้สึกว่าตัว activist หรือกลุ่มผู้ชุมนุมเอง บางทีมันไปสุดทางแล้ว ถ้ามันไปมากกว่านี้มันอาจจะเกิดการปะทะกันมากขึ้น ซึ่งมันจะนองเลือดมากกว่าการให้คนที่มีเสียงในสภานำเข้าไปพูดแทนประชาชน

Protozua: ก็ถ้าผมมีโอกาสได้คุยกับนายกรัฐมนตรีนะครับ ผมก็อยากจะชวนเขาสร้างวงสนทนาเพราะว่าทุกความแตกต่างไม่เท่ากับความขัดแย้งนะครับ การแตกต่างแปลว่าเรามีโอกาสที่จะเข้าใจกันได้มากขึ้นครับ และความแตกต่างคือสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าเรายังเป็นมนุษย์อยู่ครับ ก็ช่วยชวนพวกผมไปคุยกับคุณสักหน่อยนะครับ เลี้ยงข้าวด้วยนะครับ