
ครั้งแรกของ สมพงษ์ พานิช สถาปนิกและศิลปินรุ่นอาวุโสวัย 73 ปี ที่ถ่ายทอด “PRINCIPLE in LOVE” ผ่านนิทรรศการศิลปะ
รถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าอัตตาแกลเลอรี่ พร้อมเสียงเพลงโอเปร่าที่ดังลอดออกมา มองเข้าไปในรถนั้นเต็มไปด้วยชิ้นงานมากมายทั้งเล็กใหญ่ ตั้งแต่งานดินปั้น ประติมากรรมเหล็ก จนถึงโคมไฟ อาจารย์ “สมพงษ์ พานิช” ศิลปินวัย 73 ปีเปิดประตูรถออกมาด้วยความทะมัดทะแมง ก่อนที่ชิ้นงานแต่ละชิ้นค่อย ๆ ถูกยกออกมาจากรถเข้าสู่ “Principle of Love” นิทรรศการครั้งแรกของเขา ภายใน ATTA GALLERY ที่จัดแสดงในช่วง Bangkok Design Week 2022 ระหว่างวันที่ 5 - 13 กุมภาพันธ์ 2565
“การเป็นศิลปินที่มีความสุขกับการทำงาน ได้สร้างสรรค์ นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้อายุยืน ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับชีวิต” กล่าวได้ว่าด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชีวิตของอาจารย์สมพงษ์ ไม่มีคำว่าเกษียณ นับตั้งแต่สำเร็จการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีพ.ศ. 2512 จวบจนถึงวันนี้จึงยังคงเป็นสถาปนิกที่ไม่วางมือจากการออกแบบโดยสิ้นเชิง อีกทั้งช่วงหลังยังมีความหลงใหลแรงกล้ากับการสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างไม่มีวันหยุดด้วย

ล่าสุดอาจารย์สมพงษ์จึงขนงานศิลปะที่ทำสะสมไว้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกภายในพื้นที่ส่วนหนึ่งของ ATTA GALLERY “การจัดสเปซศิลปะ ก็เหมือนกับการทำงานออกแบบสถาปัตยกรรม หรืออินทีเรีย ของบางอย่างเวลาที่เราเริ่มจากพื้นที่ว่าง เมื่อมีเรื่องราวจากของต่าง ๆ ที่ถูกจัดแม็ตช์เข้ามา (โดยที่ไม่ดูรก) ก็ทำให้เกิดพลังได้” อาจารย์พูดคุยกับเราพลางเดินไปเคลื่อนย้ายชิ้นงานนั้น ชิ้นงานนี้มาจัดวางอย่างไม่รู้เหนื่อย พร้อมแววตาเป็นประกายเมื่อชิ้นงานเหล่านั้นถูกจัดเข้าที่เข้าทางอย่างใจ เราเข้าใจได้โดยทันทีว่าอะไรเป็นยาอายุวัฒนะสำหรับอาจารย์
“การเป็นศิลปินทำให้ผมมีความสุข ถ้าคุณไม่รักในศิลปะเลย ตื่นมาคุณจะเบื่อหน่ายมากที่คุณไม่รู้ว่าจะทำอะไร จะมีความรู้สึกว่าชีวิตไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีความกระตือรือร้น” นี่จึงเป็นการอธิบายที่มาของนิทรรศการ และความหมายของชื่อ “PRINCIPLE in LOVE” ได้อย่างดี



โคมไฟที่สร้างสรรค์ขึ้นจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์ และชิ้นส่วนของหัวแปรงขัด เป็นชุดงานที่ศิลปินหวงที่สุด และไม่ขาย
“PRINCIPLE in LOVE”
นิทรรศการ “PRINCIPLE in LOVE” จัดแสดงชิ้นงานประติมากรรม เฟอร์นิเจอร์ และ Decorative Art ถ่ายทอดความรักในทุกสิ่งทุกอย่างที่มีศิลปะ (ผ่านมุมมองของศิลปิน) ไม่ว่าจะเป็นจากธรรมชาติ หรือจากสิ่งของที่ดูไร้ค่า ที่ศิลปินหยิบจับมาสร้างสรรค์ให้เพิ่มมูลค่าและมีคุณค่าขึ้น โดยแต่ละชิ้นงานถูกแสดงออกอย่างอิสระ และผ่านการคิดสร้างสรรค์ที่เกิดขึ้นฉับพลันโดยไม่มีเจตนาไว้ก่อน และมักตั้งต้นจากคลังตัววัสดุ (รีไซเคิล) ที่เก็บไว้ ทำให้แต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์ และแตกต่างกันด้วยขนาด รูปทรง และสี เกิดความไม่สมมาตร และไม่ยึดติดกับรูปร่าง อาทิ งานประติมากรรม Abstract ที่สร้างฟอร์มจากการนำเหล็กมาดัดโค้ง โคมไฟที่ตัวโคมทำมาจากกระทะ ซึ่งเป็นผลงานที่อาจารย์ทำไว้ตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว และเคยนำไปจัดแสดงในนิทรรศการศิลปะที่ปักกิ่งมาแล้ว

“ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ช่างที่ทำให้ผมเกิดรู้สึกสนใจ หรือกระตือรือร้นกับมัน ผมก็จะเอามาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงาน โดยเฉพาะสิ่งของที่ไม่มีค่า ที่คนมองข้าม ผมจะทำให้มีคุณค่าขึ้น มันสนุกตรงความท้าทายในการทำของไม่สวยให้สวยได้อย่างไร งานแต่ละชิ้นมักไม่ได้วางแพลนไว้ก่อน โดยเวลาเห็นของที่ชอบก็จะเก็บไว้ก่อน บางวัสดุเก็บไว้เป็นปีๆ ถึงจะมีไอเดียขึ้นมา”



“แต่ละชิ้นจึงเป็นผลงานที่ Rare เพราะต้องผ่านความยากในการคิดให้ลงตัวขึ้นมาได้ เวลาคิดเราอาจมีของอยู่ในหัวมากมายที่จับต้องไม่ได้ จึงยากที่จะทำให้ออกมาสวยลงตัวได้ถ้าไม่เจอวัสดุที่ใช่ ที่น่าสนใจคือของบางอย่างเมื่อทำออกมาแล้ว Full finish มากไป มองดูแล้วก็เหมือนพลาสติก ดังนั้นของบางชิ้นผมจะปล่อยให้เป็นธรรมชาติ หมายถึงว่าเราเห็นค่าตามเนื้อแท้ของวัตถุ ยกตัวอย่างส่วนของกรอบบานไม้กระจกเงานั้นที่ตั้งใจไม่ขัดผิวให้เรียบ หรือบางทีเราทำงานชิ้นหนึ่งไว้นานแล้ว และโดยบังเอิญที่ต่อมามันกลับสามารถจัดวางเข้ากันเป็นธีมเดียวกับงานอีกชิ้นได้อย่างสวยงามด้วยเอฟเฟ็กของ finishing ก็มี”
จากสถาปนิกสู่บทบาทของศิลปิน
ย้อนไปราวครึ่งทศวรรษก่อน คงมีเพียงสถาปนิกไทยเพียงไม่กี่คนที่สามารถสร้างชื่อเสียงในระดับสากลได้ หนึ่งในนั้นคือ “สมพงษ์ พานิช” ผู้ที่ได้รับรางวัล First Alternative Prize จาก NAIE VAN ALLEN PRIZE (New york) ปี 1974 และได้ลงหนังสือ Architectural Record “ตอนเป็นสถาปนิก เรามีหน้าที่ที่จะแก้ปัญหาให้คนที่มีจุดประสงค์จะปลูกบ้าน ปลูกอาคาร แต่การเป็นศิลปิน การมีชีวิตหรือจิตใจที่ชอบสร้างสรรค์ มันเป็นเรื่องของอารมณ์ ดังนั้นเราสามารถทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น เพื่อที่จะฝันและมีความสุข”
“ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบ Simplicity ทำอะไรแล้วเรียบง่าย แต่ด้วยผมเป็นสถาปนิก ทำให้เกิดความรู้สึกอยากเห็นความคอสทราสต์ระหว่างอะไรที่เรียบๆ อีกทั้งของบางชิ้นยังเป็น Decorative Art ที่ใช้ตกแต่งบ้าน หรือเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นด้วย” ดังนั้นใครที่มานิทรรศการนี้จะได้เห็นผลงานบางชิ้นที่ต่อประกอบเป็นโคมไฟ เก้าอี้ ชั้นวาง บานกระจก ฯลฯ ที่สามารถใช้งานได้จริงด้วย


หากสังเกตงานศิลปะของอาจารย์สมพงษ์นั้นมีหลากวัสดุผสมผสานกัน รวมถึงต้องใช้ทักษะงานช่าง อย่างกระบวนการงานเชื่อมเหล็ก งานต่อประกอบไม้ และงานปั้นดินเหนียวมาร่วมสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานด้วย ซึ่งอาจารย์ให้เหตุผลว่า “เพราะ Soul (จิตวิญญาณ) ของผมเป็นสถาปนิก ซึ่งก็คือช่างนั่นเอง”
“การทำงานศิลปะ บางครั้งถ้าเราทำด้วยความตั้งใจมากเกินไป มันจะไม่ได้อย่างใจ แต่ถ้าเราทำด้วยอารมณ์เต็มที่ เป็นไงเป็นกัน กลับออกมาสวย แต่สำหรับผม ของที่สวยเนี้ยบมากกลับทำให้รู้สึกเฉย ๆ เพราะความสวยนั้นดูแล้วจะรู้สึกอิ่ม ดังนั้นความน่าสนใจคืออะไรที่จะทำให้เราขนลุกได้ หรือดูแล้วมีเสน่ห์”


“อย่างชั้นไม้ เกิดจากการที่ผมเก็บไม้ราคาถูกมาทดลองทำ โดยปล่อยรอยแตกฉีกของเนื้อไม้ไว้ตามธรรมชาติ เพราะรู้สึกว่ามันมีเสน่ห์ เหมือนกับการที่เราเห็นคนสวมกางเกงขาด ๆ มันเริ่มต้นจากคนที่เชื่อมั่นในตัวเองว่าการใส่กางเกงยีนส์ปกติมันน่าเบื่อ เลยทดลองฉีก กลายเป็นกางเกงยีนส์ที่ขาดมี Value ขึ้นมาได้นั่นเอง หรือเฟรมที่ต่อประกอบขึ้นจากเศษไม้ธรรมดา เมื่อถูกพ่นสีสเปรย์เข้าไปด้านข้างก็ทำให้มันเกิดเอฟเฟ็กต์สีสันที่สนุกขึ้น ทำให้เรานึกถึงเวลาเราวาดสีน้ำ ที่ระหว่างวาด ต้องเดินถอยหลังออกมาไกล ๆ เพื่อดู และรู้”
ความสนุกของนิทรรศการ “PRINCIPLE in LOVE” คือเมื่อคุณกลับมาชมอีกครั้ง คุณจะพบว่าชิ้นงานบางชิ้นไม่ได้ตั้งอยู่ที่เดิม ทั้งเพิ่มเติมงานชิ้นใหม่เข้ามาจัดแสดงอยู่ทุกวัน ทำให้นิทรรศการนี้มีความเคลื่อนไหว มีชีวิต และมีเซอร์ไพรส์อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญคืออาจได้รับพลังจากศิลปินอาวุโสที่ยังคงมีแพชชั่นสดใหม่ไม่ต่างกับคนหนุ่มสาว ทำให้เรื่องราวของนิทรรศการนี้มากกว่าแค่มิติทางศิลปะ แต่จุดประกายให้ทุกคนรู้ว่าไม่มีวันช้านานเกินไปกับการได้มุ่งมั่นและหมกมุ่นกับการสร้างสรรค์


งานปั้นดินเดียวที่อาจารย์สมพงษ์สร้าง Symbolic ของไวรัสโคโรน่า ที่อยู่ในหลากหลายอาร์ตเวิร์ค ไม่ว่าจะเป็นงานปั้นที่โชว์สีของดินเหนียวแบบดิบ ๆ หรือแต่งเติมสีเข้าไป พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวของความตาย ผ่านสัญลักษณ์ของไม้กางเขน “ผมเป็นคนชอบดินเหนียว และโดยบังเอิญก็คือเป็นคนที่ชอบงานปั้น และของอะไรง่าย ๆ ของเบสิค ที่ไม่ต้องพยายามไปสรรหา”
“ผมทำงานศิลปะจากชีวิตประจำวัน และสิ่งอะไรรอบ ๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ช่างที่ทำให้ผมเกิดความรู้สึกสนใจ หรือกระตือรือร้นกับมัน ผมก็จะเอามาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงาน ยกตัวอย่าง มีเหตุการณ์ไฟป่าไหม้ ที่เป็นประเด็นปะทะใจผมตอนนั้น ก็ทำให้รู้สึกว่าอยากวาดรูปไฟขึ้นมา”

