The Artists Against The Dictatorship เมื่อศิลปินพูดเรื่องการเมือง สะท้อนปัญหาของมวลชนส่งตรงไปถึงผู้นำ!

ในเพลง “The Masses Against The Classes” ซิงเกิ้ลในปี 2000 ของวง Manic Street Preachers เริ่มต้นด้วยประโยคของ โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) นักปรัชญา นักภาษาศาสตร์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองคนสำคัญของอเมริกาที่บอกว่า “THE COUNTRY WAS FOUNDED ON THE PRINCIPLE THAT THE PRIMARY ROLE OF THE GOVERNMENT IS TO PROTECT PROPERTY FROM THE MAJORITY...AND SO IT REMAINS”

อย่างที่รู้กันว่าไม่มียุคไหนอีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่ศิลปินถูกปิดปากโดยรัฐ ด้วยการทำทุกวิถีทางไม่ให้พวกเขาได้สะท้อนความคิดของผู้คนผ่านงานศิลปะมากที่สุด แต่ก็ไม่มียุคไหนอีกแล้วในประวัติศาสตร์ที่ศิลปินจำนวนมากออกมาทวงถามถึงเสรีภาพในการแสดงออกมากที่สุดเช่นกัน

IAMEVERYTHING ออกไปพบกับศิลปินหลากหลายแขนง ทั้งกราฟิกดีไซเนอร์, นักวาด, นักเขียน, ช่างภาพ, สตรีทอาร์ตติส, แร็พเพอร์, นักร้อง, นักดนตรี เพื่อคุยกับพวกเขาเรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดและสะท้อนมุมมองทางการเมืองที่มีต่อผู้บริหารประเทศ

ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งซึ่งพวกเขาอยากให้คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบได้รับฟัง

ทำไมถึงคิดออกแบบฟอนต์ให้กับผู้ชุมนุม
มันเกิดจากว่าเราก็สนใจการเมืองมาพักหนึ่งแล้วแต่เราไม่รู้จะแสดงออกยังไง เพราะว่าสมาชิกในครอบครัวหลายคนก็คิดต่างจากเรา เราพูดเรื่องการเมืองกับครอบครัวไม่ได้ แม่เราเขาคิดไม่เหมือนเรา พ่อเราก็ไม่ค่อยแข็งแรง แถมยังมีญาติผู้ใหญ่ผู้ปรารถนาดีมาสอดส่องสิ่งที่เราโพสท์บนเฟสบุก แล้วก็ชอบโทรไปคุยกับพ่อเราว่า “เฮ้ย ระวังนะ เดี๋ยวลูกอาจจะไปม็อบ ดูจากลีลาการโพสท์เขาแล้ว” เราว่าเราก็ค่อนข้างสงบเสงี่ยมบนโซเชียลมีเดียแล้วนะ อย่างเวลามีข่าวม็อบทางทีวี พ่อจะโทรมาถามทันที ว่าตอนนี้เราอยู่ในม็อบหรือเปล่า คือเราว่าก็อายุเยอะแล้วนะ ดูแลตัวเองได้ ก็ควรจะมีอิสระ แต่ก็อยากจะถนอมน้ำใจพ่อเพราะว่าท่านป่วยอยู่ เออ ก็เลยไม่ค่อยได้ไปม็อบ ไม่ทำอะไรให้ครอบครัวรู้ เพื่อนๆ เราก็เป็นฝั่งสนับสนุนรัฐเกือบทั้งนั้น แต่เราไม่เคยอันเฟรนด์หรือเลิกคบพวกเขานะ เราเก็บเพื่อนทุกฝั่งไว้เสมอ ตั้งแต่ก่อนที่การเมืองจะเดือดแล้ว เพราะการที่เราไม่ห้อมล้อมด้วยเฉพาะคนที่คิดเหมือนเรา มันจะทำให้เราเข้าใจโลกตามความเป็นจริงมากกว่า แต่ทีนี้พอเราเริ่มเห็นทัศนคติของคนอีกฝั่งที่เชียร์ลุง เชียร์รัฐมากๆ เข้า เห็นความก้าวร้าวของพวกเขามากๆ เข้า เรายิ่งรู้สึกว่าเรายังไม่อยากเปิดเผยตัว แต่ก็คิดว่าแล้วเราจะแสดงออกทางการเมืองยังไงดี พอมาเจอกับ Headache Stencil แล้วก็คุยกันในความอึดอัดหลายๆ อย่าง เขาก็มีไอเดียที่เขาจะทำตัวหนังสือพอดี เพราะว่าเราเป็นคนชอบทำฟอนต์อยู่แล้ว มันเลยกลายเป็นงานที่โป๊ะเชะ คือผมก็ไม่กล้าออกไปพ่นอะไร ผมก็กลัวความเสี่ยงของผม ส่วนเขาก็รู้ทางหนีทีไล่ เขามีทีมทนายพร้อม (หัวเราะ) ผมก็เลยทำฟอนต์ แล้วคนจะเอาฟอนต์เราไปทำอะไรก็เรื่องของคนทำงาน

คุณออกแบบฟอนต์ชื่อ “ทางม้าลาย” กับ “หัวหาย” ในแง่ของการเป็น typography สองฟอนต์นี้มีแนวคิดในการออกแบบยังไง
ตอนแรกที่ทำฟอนต์ทางม้าลายที่เขาเอาไปพ่นคำว่าศักดินาบนพื้นถนนเนี่ย ตอนนั้นคือแค่รู้ว่าม็อบจะลงถนน แล้วเราก็อยากได้ตัวหนังสือที่มันใหญ่ๆ หนักๆ ทีนี้คือผมเคยทำฟอนต์ไว้อันนึง เพื่อรณรงค์เรื่อง ไม่เอาทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา หนึ่งใน argument ของมันคือการบดบังทัศนียภาพ ตอนนั้นเราออกแบบฟอนต์อันนึงที่แม่งตันมาก หนัก แน่นมาก ก็เลยไปเปิดๆ ดู โอเคเอาตัวนี้แหละ แต่ประเด็นคือจะทำยังไงให้มันมีรอยบากแบบ Stencil เขาจะได้ได้ทำงานง่ายขึ้น แล้วทีนี้พอไล่เช็คว่า เลนบนถนนเลนหนึ่งมันกว้างยาวเท่าไหร่ ไซส์ของงานมันจะประมาณกี่เมตร เราก็เลยเริ่มจากตัวหนังสือที่เอาไปพ่นตัวหนึ่งมันสูงเมตรครึ่ง ดังนั้นการที่มีรอยบากแบบบางมากๆ มันไม่สามารถใช้ในสเกลใหญ่อย่างนั้นได้ มันก็เลยกลายเป็น function นำดีไซน์มาก่อนว่า อันใหญ่ ตัดง่าย สะดวกในการพ่น แล้วพอเราจะเพิ่มรอยบากก็รู้สึกว่าถ้าเพิ่มรอยบากเป็นแนวตั้งเฉยๆ คาแรกเตอร์มันไม่ออก มันดูไม่ค่อยก้าวร้าว ยียวน กวนตีน เหมือนบุคลิกของHeadache Stencil เราก็เลยลองดูว่ารอยบากเราจะตัดเฉียงได้ไหม เราจะเพิ่มมุมตรงไหน มันก็...ตอนที่ทำไปพ่นจริงๆ มันจะต้องเป็นคำว่า “ศักดินาจงพินาศ” แต่รถเยอะ ฝนตก (หัวเราะ) พื้นเปียกไรงี้ มันก็เลยจบแค่ “ศักดินา” แต่บล็อกนี่มีมาครบ

ทีนี้ส่วนของหัวหายเนี่ย ตอนนั้นก็นั่งแชทกับน้องๆ ในทีมแล้วก็มีคนหนึ่งเขาก็โยนมา ภาพคำว่าประชาชนที่โดนตัดหัวออก เขาบอกว่าเขาชอบงานนี้แล้วเขาเซฟเก็บไว้ คือฟอนต์มันก็คือน้ำเสียงของนักออกแบบอย่างหนึ่ง ซึ่งน้ำเสียงของฟอนต์ “ทางม้าลาย” มันก็คือหนักแน่น กระแทกกระทั้น แต่นอกจากการเป็นน้ำเสียงแล้วเนี่ยมันก็มีอีกแนวคิดหนึ่งว่าถ้าในฟอร์มของตัวอักษรเองมันสะท้อนหรือสื่อสารอะไรบางอย่างได้ก็ดี ซึ่งผมว่าผมชอบไอ้คำว่าประชาชนที่ไม่มีหัวมาก พอดีช่วงนั้นมันมีเรื่อง สว.ไม่รับหลักการแก้รัฐธรรมนูญที่ iLaw รวบรวมรายชื่อมาได้กว่าแสนคน แล้วก็พฤติกรรมที่ออกมาหลายๆ อย่างมันก็ยิ่งตอกย้ำกับประชาชนมากขึ้นว่าเขาไม่เห็นหัวเรา เราก็เลยคิดว่า “เอ๊ะ คำว่าประชาชนมันมีความหมายกว้างมาก ประชาชนมันมีใครอยู่บ้าง” มันมีเยาวชน มีเกษตรกร มีผู้ประกอบการ มีเยอะแยะเลย เราก็เลยคิดว่าแล้วทำไมไม่ทำเป็นฟอนต์เลยล่ะ ทีนี้ถ้าจะให้ทำเป็นฟอนต์เลยมันก็กลับมาในเรื่อง function ว่าความคุ้นเคยของคนที่เคยเห็นฟอนต์ฟอนต์หนึ่งซ้ำเนี่ย เวลาเราบังหัวไป แล้วมันจะสามารถมีหัวในจินตนาการมันได้ เราก็เลยคิดว่าต้องเริ่มจากฟอนต์ที่มันมีหัวอยู่แล้ว แล้วเราก็คิดต่อว่าจะหยิบตัวไหนมา ก็เหตุที่เลือกหยิบ TH Sarabun มา เพราะ Sarabun มันเป็นฟอนต์ที่ภาษาราชการใช้กัน แล้วมันเปิดฟรี มันเปิดฟรี เข้าไปอ่าน license แล้วสามารถ modified ได้ ไม่มีใครมาจับ แล้วทีนี้เราก็ไปศึกษางานต่างประเทศพวกที่ใช้ typography ขับเคลื่อนทางการเมืองแล้วมันมีฝรั่งคนหนึ่งเขาทำฟอนต์มาเป็นซีรีส์ที่หน้าตาไม่เหมือนกัน แต่ว่าใช้ spacing เดียวกัน ก็คือสมมติคุณพิมพ์คำเดียวกัน แต่คุณเปลี่ยนฟอนต์เป็นตัว Stencil เปลี่ยนเป็นตัวเสียงเบา เปลี่ยนเป็นตัวกระโชกโฮกฮาก น้ำเสียงเปลี่ยนแต่เลย์เอาท์ไม่เปลี่ยน เราก็รู้สึกว่าถ้าเราทำอะแบบนี้บ้าง ก็คือแบบบางช่วงไม่เห็นหัวประชาชน บางช่วงเห็นอย่างนี้เป็นต้น

ดูเหมือนคุณพยายามจะรักษาสมดุลระหว่างสองขั้ว ชีวิตส่วนตัวกับการการแสดงออกทางการเมืองให้มันอยู่ด้วยกันได้
ครับ คือผมรู้สึกว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสังคมนี้ เราไม่สามารถไล่ใครออกนอกประเทศได้ ไม่สามารถเหยียบอีกฝั่งให้จมดินไปได้ มันต้องหาข้อตกลง หาฉันทามติร่วมกันว่าเราจะอยู่ร่วมกันได้ยังไง คือมันต้องคุยกันได้ แล้วพอคุยจบแล้วคิดแตกต่างกันแต่ไม่เกลียดกันได้ไหม คือจริงๆ ตั้งแต่เด็กๆ ผมขัดแย้งกับที่บ้านมาเยอะอยู่แล้ว พ่ออยากให้เป็นนักธุรกิจ อยากให้เรียนวิศวะ เรามาเรียนศิลปะ จากเรื่องเล็กๆ ในหน่วยเล็กๆ อย่างบ้านเราที่ว่าลูกชายคนนี้จะเอายังไงกับชีวิต มันก็สอนเรามาหลายอย่างเหมือนกันว่า สุดท้ายเราเลือกที่จะอยู่ด้วยได้กันแม้ว่ามันจะแตกต่างกัน มันมีความเป็นไปได้เว้ย ดังนั้นในสเกลของสังคมเนี่ย มันอาจจะต้องการเวลาหรือต้องการตัวจุดประกายอะไรสักอย่าง คือผมทะเลาะกับพ่อผมมายี่สิบกว่าปีจนถึงช่วงอายุสามสิบได้มั้ง จนวันหนึ่งเขาป่วย ต้องนั่งรถเข็น จากที่เขาเคยเป็นคนแบบทุบโต๊ะ เกรี้ยวกราด เอาให้ได้ทุกอย่าง แล้วเขามาช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้เราต้องมาเรียนรู้ในการอยู่ด้วยกันใหม่ แล้วมาคุยมันกลายเป็นว่าเฮ้ย สุดท้ายพอเขามีข้อแม้นี้แล้วเขาใจเย็นลง ส่วนเราก็ต้องใจเย็นกับเขามากขึ้น ปรากฏว่าที่เคยเถียงกันมาตั้งแต่เด็กๆ ค่อยๆ หายไป เกิดความเคารพในตัวตนของอีกฝ่าย และยอมรับกันมากขึ้น เราก็เลยเชื่อในเรื่องแบบนี้ว่าเราคุยกันได้