คุยกับ “ตู้ พงษ์ภัทร” เมื่อ “ชีวิตคือเวสป้า”


“ถามว่ารถคือชีวิตมั้ย ยิ่งกว่าชีวิตเลยดีกว่า” เสียงบอกเล่าหรือจะเท่าภาพรถเวสป้า 1964 ที่สักไว้บนแขนขวาของช่างภาพคนนี้ “เงินเดือนหมื่นห้า เวสป้าหนึ่งคัน” - “นี่คือคอนเซ็ปต์ชีวิตของผมเลย จริงๆ ไม่เคยต้องการมากกว่านั้นเลยนะ” ตู้ พงษ์ภัทร ประทุมสุวรรณ ในสมัยวัยรุ่นเคยตั้งเป้าไว้อย่างนั้น ก่อนหน้าที่เขาจะมีครอบครัว ก่อนหน้าที่ใครหลายคนจะรู้จักเขากับภาพตากล้องที่ตามถ่ายพี่ตูนในโครงการก้าวคนละก้าวปีแรก และก่อนหน้าที่จะรู้ว่าอีกยี่สิบปีต่อมา เขาไม่ได้มีแค่เวสป้าหนึ่งคัน แต่กลับมีถึง 7 คัน! วันนี้เราจะมาคุยชายหนุ่มผู้ที่มีเวสป้าอยู่ในความทรงจำ และอยู่ในช่วงชีวิตของเขาตั้งแต่เด็ก ยันหนุ่ม จนกลายเป็นคุณพ่อที่มีภรรยา 1 ลูก 2 และเหล่าเวสป้าอีกหลายคันอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่

ความทรงจำวัยเด็ก กับเวสป้า
  “ผมชอบเวสป้ามาตั้งแต่อายุ 8 ขวบได้ เมื่อก่อนบ้านผมอยู่แถวบางกรวย แล้วแปะโอที่อยู่ข้างบ้าน แกมีเวสป้าอยู่คันหนึ่ง จำได้ว่าเป็น Sprint สีน้ำตาล ซึ่งแกชอบพาผมซ้อนมอเตอร์ไซค์แกไปกินก๋วยจั๊บที่เยาวราช แกจะให้ผมนั่งอยู่ตรงที่วางขาด้านหน้าระหว่างเบาะ ก็ไกลอยู่นะจากบางกรวยถึงเยาวราช แต่เป็นความทรงจำที่ไม่เคยลืมเลยนะและผมคอยบอกตัวเองเสมอว่าสักวันเราจะต้องมีเวสป้า แล้วจะให้ลูกมานั่งตรงกลางแล้วขี่รถเล่นแบบนี้ให้ได้”

   "นี่เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากมีเวสป้า จนพยายามสืบเสาะหามาตลอด ในความทรงจำตอนนั้น เรารู้สึกว่าอยากได้ Vespa ที่ไฟกลมๆ ท้ายมนๆ จนมาเจอ Vespa 1964 แบบที่ลีโอ พุฒขี่ ก็คือใช่เลย ยิ่งทำให้ยิ่งแน่วแน่และแน่นอนว่าจะจับจ้องไปที่ Vespa 1964 เท่านั้น จนมาเจอปู่เทา (Vespa 1964)

“ปู่เทา” Vespa คันแรก
   “ชิม เป็นเพื่อนเราตั้งแต่สมัยมัธยมต้น จำวันแรกที่ชิมมันขี่ปู่มาให้ผมดูถึงหน้าบ้านได้ไม่เคยลืมเลย เป็นครั้งแรกเลยที่เรารู้สึกอิจฉาชิมมันมาก... (เน้นเสียง) ถึงแม้มันจะเป็นเพื่อนรักก็เหอะ ตั้งแต่ตอนนั้นก็บอกชิมว่าวันไหนมึงเบื่อ มึงเอามาให้กูนะ ตอนนั้นชิมบอกว่าเฮ้ย กูไม่เบื่อหรอก กูไม่ขาย ตอนนั้นอายุประมาณ 18 ได้ก็ตั้งเป้าไว้ว่าสักวันจะมีเวสป้าสักคันบ้าง จนประมาณ 4 ปีต่อมา ผมได้เจอชิมในร้านเหล้าโดยบังเอิญ ก็ถามไถ่ชิมว่ายังขี่ปู่อยู่ป่าว ชิมก็บอกว่าไม่ได้ขี่แล้ว พอได้ยินแบบนั้นเรารีบประกบข้างเลย แล้วบอกชิมว่าเรามีรถยนต์อยู่คันหนึ่ง (รถ Fiat 132) สนใจมาแลกกันมั้ย ชิมบอกเอาดิ เท่านั้นแหละ วันนั้นผมดื่มกับไอ้ชิมลากยาวเช้า ผมไปส่งมันถึงบ้าน 6 โมงเช้า แล้ว 6 โมงเย็นวันนั้นผมก็ไปรับปู่มาเลย กลัวมันเปลี่ยนใจ”

ตั้งชื่อให้เวสป้าทุกคัน คุยกันทุกวัน
   “ทุกคันมีชื่อหมด ตั้งแต่คันแรก ‘ปู่เทา’ (Vespa 1964) เพราะเมื่อก่อนสีเทา คันที่สอง ‘สำลี’ (Vespa GTS300) ก่อนหน้านี้มี ‘หล่อเหลา’ กับ ‘เกี๊ยวซ่า’ ด้วย แต่ว่าขายไปแล้วเพราะเพื่อนอยากได้ แต่วันที่ขายไปคือน้ำตาไหลเลยนะ จากนั้นบอกกับตัวเองเลยว่าจะไม่ขายรถอีกแล้ว”

   “คันที่สาม ‘พิรันน่า’ (Vespa LX150) ชื่อนี้ลูกชายตั้งให้ เป็นคันที่ใช้ทำงานถ่ายภาพตอนวิ่งกับพี่ตูนโครงการ ก้าวคนละก้าวด้วย คันที่สี่ ‘นัมบะ’ (Vespa Sidecar) ตอนนี้มีสตอรี่ที่เราได้ตอนไปเที่ยวที่ญี่ปุ่นกับครอบครัว แล้วเปิดมือถือเจอโพสต์ประกาศขายในเพจหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นเราก็ไม่คิดจะซื้อมอเตอร์ไซค์แล้ว แต่ก็ลองหันไปถามภรรยา กะว่าโดนปฏิเสธแน่นอน แต่ภรรยาดันตอบมาว่า ‘Up to you’ พอกลับมาถึงไทย อีกวันเราก็รีบไปรับรถมาเลย เพราะกลัวคนขายเปลี่ยนใจ”

   “ส่วน 3 คันล่าสุด มาเป็น 3 พี่น้อง แบบ 3 หนุ่ม 3 มุม เลยตั้งชื่อ กบ (Vespa Sprint หัวกลม) แท่ง (Vespa Sprint หัวเหลี่ยม) และมอส (Vespa Px200)​ ได้ 3 คันนี้มาเพราะวันนั้นผมขี่นัมบะไปนั่งทานข้าวกับลูก แล้วมีคุณลุงคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมาเห็นแล้วจอดถามว่า Vespa Sidecar ใคร ซื้อมาเท่าไหร่ ถ้า Sidecar อย่างเดียวเท่าไหร่ แล้วแกก็ถามว่าสนใจเวสป้าที่บ้านของแกมั้ย มีอยู่ 3 คัน มาเหมาไปเลย เพราะลูกชายไม่เอา ผมก็ซ้อนมอเตอร์ไซด์ลุงไปที่บ้านแกตอนนั้นเลย แล้วเจอพี่กบ พี่แท่ง พี่มอส คลุมผ้าจอดอยู่ในห้องกระจก สุดท้ายก็ตกลงที่ผมก็รับอุปการะต่อ” “ดังนั้นเวสป้าที่มีอยู่ทั้งหมด 7 คันตอนนี้ผมไม่ขายนะ และไม่ต้องมาจีบ ไว้อนาคตถ้าผมแก่ๆ เดี๋ยวแจกดีกว่า ผมตั้งใจว่า 3 คันนี้ (กบ แท่ง มอส 3 คันล่าสุดที่เพิ่งได้มา) อีกสักสิบยี่สิบปีผมแจกแน่นอน แต่ใครเป็นผู้โชคดีไว้ว่ากัน ให้สำหรับคนที่เป็นแฟนพันธุ์แท้เวสป้า เพราะผมรู้หัวอกคนที่ใฝ่ฝันอยากได้เวสป้าว่าเป็นไง”

ทำไมต้องเป็น Vespa
   “นอกจากจะรัก และภูมิใจกับการได้ขี่เวสป้า ที่ใจเรามาขนาดนี้แล้วนั้น ส่วนตัวยังชอบ Riding Position หรือตำแหน่งท่านั่งเวลาขี่เวสป้าที่สุด เพราะผมเคยผ่าตัดหลังมาก่อน แล้วรู้สึกว่าเวสป้ามันลงตัวกับสรีระเรามากกว่า นั่งสบาย ขี่แล้วไม่ปวดหลัง อีกอย่างเราชอบอะไรที่มันเดิมๆ ขี่เดิมๆ กลายเป็นว่ารถแรง รถเร็ว มันไม่ใช่สำหรับผมแล้ว รู้สึกว่าขี่เร็วมันไม่สนุก มันไม่ได้เอนจอยกับวิวข้างทาง ไม่ว่าจะขับรถ ขี่มอเตอร์ไซค์ ปั่นจักรยาน วิ่ง หรือเดิน ความรู้สึกมันไม่เหมือนกัน”

“ผมไม่ใช่นักสะสมเวสป้า”
   “ออกตัวก่อนเลยครับ แค่แต่ละคันที่ได้มามันมีสตอรี่ ทำให้ต้องคว้าไว้ไม่ให้หลุดมือ ถ้าถามว่าเวสป้ารุ่นไหนที่ในใจลึกๆ อยากได้อีกสักคัน อยากได้ไม่ต่างกับตอนอยากได้ปู่เลยนะคือ รุ่น GS (ระหว่างเล่าก็หันไปทางปู่) ปู่อย่างอนนะ คือยังรัก 64 อยู่นะปู่ แต่ปู่ทรงเล็ก แล้วตัวเราใหญ่ เลยอยากได้ GS ที่รูปทรงเหมือนเป็นรุ่น 64 แต่ใหญ่ขึ้น แล้วมารู้หลังจากที่ชอบแล้วว่าเป็นรถรุ่นที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงใช้ ดังนั้นก็เป็นรถอีกคันที่ถ้ามีกำลังก็อยากซื้อเก็บไว้”

รถคือชีวิต
   “รถก็คือชีวิตเราแล้วล่ะ นี่ไงอยู่บนแขนด้วย (โชว์รอยสักที่แขนขวาเป็นภาพปู่เทา หรือ Vespa 1964) รักยิ่งกว่าชีวิตเลยดีกว่า เพราะถ้าเราไม่มีเค้า หลายๆ อย่างในชีวิตเราหายไปเลยนะ ผมเป็นคนอินกับรถ และเอาจริงๆ ชอบคุยกับรถเหมือนคนบ้าเลยนะ โดยคันที่คุยด้วยมากที่สุดก็คือปู่ เพราะโตมาด้วยกัน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่มีปู่ก็ไม่มีตู้อะ อย่างปู่นี่เรารักปู่ชิบหายเลยนะ แน่นอนว่ารักมากกว่าทุกคัน ปู่เนี่ยต้องตายไปกับเรา ชีวิตนี้ไม่มีทางที่จะขายปู่แน่นอน ต่อให้ทั้งเนื้อทั้งตัวไม่เหลืออะไร ก็จะไม่ยอมขายเวสป้าคันนี้แน่นอน”

Vespa กับครอบครัว
“จริงๆ ครอบครัวมาทีหลังเวสป้านะ (หัวเราะ) เพราะมอเตอร์ไซค์อยู่กับเราก่อน ดังนั้นครอบครัวต้องแม็ตช์กับรถเรา อย่างตอนภรรยาท้องลูกคนแรกช่วงเดือนที่ 9 ก่อนหน้าคลอดไม่ถึง 2 อาทิตย์ เรายังขี่ปู่ไปส่งเค้าไปรถไฟฟ้าอยู่เลย เพราะรถติดมาก พอมีลูกเราก็เลยต้องหาวิธีให้ลูกนั่งเวสป้าด้วยได้ ปัจจุบันเราก็ยังใช้เวสป้ารับ-ส่งลูกไปโรงเรียน อย่างไซด์คาร์ เราอยากได้เพื่อให้ภรรยาและลูกมานั่งด้วยกันได้ ได้ฟีลของการซึมซับกับบรรยากาศการขับขี่ช้าๆ หันมาคุยกับลูกหรือภรรยาที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ เรารู้สึกว่ามันสนุก ทำให้เรามีกิจกรรมชีวิตในครอบครัวมากขึ้น"

รถเลือกคน
“เราเป็นคนรักเวสป้าที่ไม่มีความรู้แม้กระทั่งการเปลี่ยนหัวเทียนเองเลยนะ ให้ช่างทำให้ตลอด แต่ผมเชื่อมาตลอดว่ารถเลือกคน รถทุกคันที่มาอยู่กับเรา เราดูแลดีหมด และมันจะมีแรงดึงดูดบางอย่างเข้ามา อย่างวันนี้ตื่นเช้ามาก็ได้ลองขี่ Vespa Sei Giorni II Edition รุ่นใหม่ถึงที่บ้าน”

Vespa Sei Giorni II Edition 300 HPE
   “เรารู้มาว่าเวสป้ากำลังออกรุ่น Vespa Sei Giorni II Edition ซึ่งก็ว่าชื่อมันคุ้นๆ เพรามันเป็นชื่องานแข่งมอเตอร์ไซค์เมื่อปี 1951 และคำว่า Sei Giorni ในภาษาอิตาลีแปลว่า 6 เพราะงานแข่งนั้นต้องใช้เวลาแข่งถึง 6 วัน แล้วในปี 1951 นั้นเวสป้าของเราชนะ จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์ความทรงจำที่ดีของชาวเวสป้าที่สามารถคว้าแชมป์มาได้ ซึ่งรุ่นที่ผลิตใหม่นี้ก็มีแฮนด์แป๊บเหมือนรุ่นปี 1951 ซึ่งวันนี้ได้มาเห็นตัวจริงและได้ลองขี่ ก็โอ้โห! ว้าวเหมือนตอนได้ลองรถรุ่น GTS300
   กลับไปความรู้สึกเดิมเหมือนเมื่อตอน 7 ปีที่แล้วคือ บิดแล้วอูยเฮ้ย แรงเหมือนเดิม นอกเหนือจากจากเครื่องยนต์ 300 ที่ทอร์คยังแรงเหมือนเดิม ไม่ต้องห่วงเรื่องพละกำลังเลย ด้านดีไซน์นั้นเราไม่เคยขับเวสป้าที่ไฟตะเกียงหน้ามาก่อน ก็แปลกดี พอมาลองทำให้รู้สึกว่าได้เห็นทัศนวิสัยการมองกว้างขึ้น กับรูปทรงที่ดูแปลกตากว่าคันอื่นๆ ที่เรามี ส่วนตัวยอมรับว่าชอบ และชอบสีด้วยที่เป็นสีเทาด้าน ทำให้อยากมีเวสป้าที่มีไฟตะเกียงล่างสักคันหนึ่งเหมือนกัน วันนี้ถ้าใครเห็นแล้วยังลังเล ลองคิดว่าอีก 50 ปีข้างหน้า อาจจะมีเด็กรุ่นใหม่มาตามหารถแฮนด์แป๊บแบบนี้ แล้วคุณอาจจะเป็นคนที่พูดว่าทำไมวันนี้ไม่เก็บรถรุ่นนี้เอาไว้วะก็ได้นะ”