พิชิต วีรังคบุตร จบการศึกษาปริญญาตรีจากภาควิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้าน Fine Art จาก Goldsmiths, University of London เขาสั่งสมประสบการณ์ และมุมมองในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานเป็นผู้กำกับศิลป์ ที่เบเกอรี่ มิวสิก ตามด้วยตำแหน่งครีเอทีฟฝ่ายออกแบบนิทรรศการ และงานกิจกรรม ที่บริษัท บียูจี สตูดิโอ จากนั้นจึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC: Thailand Creative And Design Center) มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายนิทรรศการ และกิจกรรม ก่อนที่ปัจจุบันจะดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหาร และพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบตำแหน่งรักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมพื้นที่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ขอนเเก่น สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA: Creative Economy Agency) ส่วนในวงการวิชาชีพ พิชิต วีรังคบุตร เป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมสนับสนุนผลักดันวงการให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยดำรงตำเเหน่งนายกสมาคมเรขศิลป์ไทย (THAIGA) โดยผ่านการเลือกตั้งจากนักออกแบบในวาระที่ผ่านมา

Photographer:
Tanit Phramthed

Writer:
Nattanart Suprapatanant

Website:
www.cea.or.th

Facebook:
Creative Economy Agency

“ปีที่ผ่านมาเราพยายามลากเส้นที่จะบอกว่างานออกแบบ หรือความคิดสร้างสรรค์มันสามารถต่อยอดในแทบจะทุกมิติในการใช้ชีวิตของคนได้เลย”
  หากพูดถึง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หรือ CEA (Creative Economy Agency) คนทั่วไปคงงง เเละไม่รู้จักเเต่ถ้าบอกว่าเป็นหน่วยงานที่เมื่อก่อนคือศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ หรือ TCDC (Thailand Creative and Design Center) เชื่อว่าแทบทุกคนในวงการออกแบบคงจะรู้จัก เเละร้องอ๋อ ในเเง่ของนโยบาย เเละบทบาทหน้าที่ที่กว้าง เเละครอบคลุมมากขึ้น หน้าที่ของ CEA จึงไม่ได้หยุดอยู่เเค่เป็นองค์กรที่จำกัดอยู่ในเเวดวงของคนในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพียงเท่านั้น เเต่เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างสูงในการพัฒนาเมือง เเละขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยในภาพที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

เป้าหมายหลักคืองานสร้างสรรค์ที่พัฒนาไปพร้อมกับเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน
  ทำอย่างไรให้ชีวิตของคนดีขึ้น ให้เมืองดีขึ้น ให้งานออกแบบมีความหมายใหม่และวิธีการในการขับเคลื่อนเมืองจริงๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม นี่คือหัวใจการทำงานของการเป็น CEA ทุกวันนี้
คำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” น่าจะเป็นคำนิยามของเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี คุณจี๊ดเล่าให้เราฟังว่า เมื่อที่นี่ถูกปรับบทบาท ดังนั้นการสอดแทรกเชิงนโยบายจริงเป็นเรื่องที่ตามมา เหมือนกระทรวงเล็กๆ แห่งหนึ่งก็ไม่ผิด

  “พอมันย้ายมาอยู่ที่ตรงนี้ มันก็มาพร้อมกับภารกิจใหม่ คือพอมันเปลี่ยนเป็นสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เนี่ยมันก็มีเป้าหมายหลักอยู่สามอันคือ Creative People, Creative Business และ Creative Place”
  ดังนั้นการย้ายจากห้างเอ็มโพเรียมมายังตึกไปรษณีย์กลางที่บางรัก จึงเป็นเหมือนเป้าหมายที่จะนำองค์ความรู้เดิมที่มีอยู่มาเชื่อมต่อกับชุมชน เพื่อสามารถเอาไปต่อ ยอดทำธุรกิจของตัวเองได้
  ในขณะเดียวกัน การเป็นผู้มาอยู่ใหม่ในชุมชนแห่งนี้ แน่นอนว่าการแนะนำตัวกับเจ้าบ้านถือเป็นเรื่องที่จำเป็นไม่น้อย การทำรีเสิร์ชภายในชุมชนใหม่ ที่คุณจี๊ดบอกกับเราว่าการรับรู้ถึงความต้องการของคนในชุมชน ว่าพวกเขาต้องการอะไรบ้างจากองค์กรเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย เหมือนทำอย่างไรให้คำว่า Body มีความเชื่อมโยงกับ Soul

Creative District ไม่ใช่แค่คำนิยามหรือบทสนทนาเท่ๆ
  นี่คือส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ตามยุทธศาสตร์ที่คุณจี๊ดเล่าให้ฟังว่า นโยบายนี้จะสามารถทำให้ย่านเจริญกรุงฟื้นกลับมาเป็นแหล่งธุรกิจสำหรับคนรุ่นใหม่อีกครั้ง
  “บริเวณพื้นที่ตรงนี้มันเคยเป็นใจกลางของธุรกิจของกรุงเทพฯ มา 70 ปีมาแล้ว มันเคยเป็นพื้นที่รุ่งเรือง เป็นจุดกำเนิดของธนาคารครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีโรงแรมแห่งแรก เป็นศูนย์กลางการสื่อสาร ใครที่จะติดต่ออะไรกับใครช่วงปี 1960-1970 นี่ต้องมาตรงนี้”
  “ผมเชื่อว่าเราสามารถเรียนรู้จากยุทธศาสตร์นี้ เพื่อทดลองในการขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศน์ของชุมชนในทางสร้างสรรค์ ซึ่งมันอาจจะถูกกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศก็ได้”
  มันจะดีแค่ไหนถ้าทั่วประเทศมีพื้นที่หรือศูนย์การเรียนรู้ครบวงจรเพื่อสนับสนุนผลงานและเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาชุมชนนั้นๆ

  การพยายามสร้างการรับรู้ และสร้างอุตสาหกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่ท้าทาย CEA มาก ซึ่งเขาเองพยายามสนับสนุนและผลักดันมาโดยตลอด ซึ่งทาง CEAเองก็จะเป็นเจ้าภาพในการพูดคุยกับภาครัฐ เหมือนเป็นคนกลางระหว่างชาวบ้าน ทีมงาน และทางหน่วยงานต่างๆ
  ไม่ใช่แค่เฉพาะในกรุงเทพฯ โครงการที่ CEA กำลังทำอยู่เหมือนการปลุกให้พื้นที่กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้งด้วยงานศิลปะ เหมือน Bangkok Design Week 9 วัน ที่ประกอบไปด้วยงานไฟ การแสดงดนตรี ร้านค้า และการรวมตัวของบรรดานักออกแบบทั่วประเทศ สร้างความคึกคักต่อภาพรวมในย่านเจริญกรุง สามารถเป็น Tourist Attraction หรือสร้างพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ในชุมชนได้ ถือเป็นการตอบโจทย์ 5 มิติของความตั้งใจที่ CEA อยากให้มันเป็น

  โครงการในตอนนี้ที่ CEA ถืออยู่ในมือมีอยู่ราวๆ 10 โปรเจกท์ ซึ่ง What’s Next ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปนี้คือบางอย่างที่ต่อยอดจาก 3 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ Creative People, Creative Business และ Creative Place มันจะเป็นภาพรวมที่กว้างขึ้น ซึ่งต้องเชื่อมต่อกับองค์กรอื่นๆ ให้ได้ 12 แห่ง
  “CEA มองตัวเองเป็นองค์กรภาครัฐที่ไม่สามารถคิดอะไรแบบเป็นภาครัฐได้เต็มที่ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จจริงๆ คือเราต้องรู้รูปแบบการทำงานของเราก่อน ไม่ใช่แค่โครงการที่อยู่ในแผ่นกระดาษแต่มันต้องเกิดขึ้นจริงด้วย ล้มเหลวไม่เป็นไร เราเข้าใจในโมเดลนี้ว่าแนวโน้มการล้มเหลวมันพอๆ กับประสบความสำเร็จเลย แต่ทำยังไงให้เราทดลอง เรียนรู้ และเมื่อพลาดก็อย่าทำซ้ำ”
  เช่นเดียวกับ “เจริญกรุง District” ที่เขาบอกว่ามันเหมือนพื้นที่ทดลองสำหรับ CEA ซึ่งในอนาคตเขาตั้งใจว่าจะทำโครงการแบบนี้อีก 30 ย่านภายใน 5 ปี เป็นเชิงคุณภาพ ไม่ใช่เพื่อการประชาสัมพันธ์เป็นครั้งคราว ซึ่งความคาดหวังคือการร่วมมือกันของทุกกลุ่มคน ตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงคนในชุมชน

  “เราเริ่มมีการพูดคุยกับคนที่อยู่ในกลุ่มทองเอก คือคนที่อยู่ในย่านทองหล่อและเอกมัย ถึงความเป็นไปได้ในการขับเคลื่อน รวมถึงย่านประดิพัทธ์หรืออารีย์เอง ผมว่ามันมีความน่าจะเป็นในการพัฒนา และสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้คนในพื้นที่ได้รับรู้ศักยภาพของคนในชุมชนที่ทำงานในย่านนั้นๆ”
  หรือการที่คุณจี๊ดพูดถึงการศึกษา สิ่งที่ CEA พยายามผลักดันมาตลอดคือการเป็นสื่อกลางระหว่างคนในอุตสาหกรรม และนักศึกษาให้สามารถเกิดการจ้างงาน หรือปั้นนักออกแบบที่มีคุณภาพและมีทรัพยากรที่ตรงตามความต้องการได้

  ในคำถามที่ว่า นิยามของคำว่า “เมืองสร้างสรรค์” คืออะไร เราว่าคุณจี๊ดได้อธิบายจนเราแทบไม่มีข้อสงสัยอะไรใดๆ แล้ว แต่ความตั้งใจส่วนตัวของเขาล่ะ? สิ่งที่เขากำลังคิดว่ามันจะเกิดขึ้น หรือสนใจเป็นพิเศษ มีอะไรแตกต่างจากตำแหน่งหน้าที่ที่เขาทำอยู่ทุกวันนี้หรือไม่ในฐานะผู้อำนวยการสำนักพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ
สร้างสรรค์ ของ CEA
  “ไม่ง่ายเลยนะครับคำถามนี้” เขาตอบอย่างจริงจังปนหัวเราะ
  “ผมว่าสิ่งที่มันจะเป็น What’s Next สำหรับผม ส่วนตัวนะ มันจะเป็นสิ่งที่เกิดโดยวัตถุประสงค์บางอย่าง ไม่ได้มาจากแรงบันดาลใจ แต่มันคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อเป้าหมายบางอย่าง ไม่ได้หมายความว่ามันจะมาในรูปแบบของนวัตกรรมประดิษฐ์ (AI) นะ”

  สิ่งที่เขาอธิบายอาจจะเป็นภาพรวมกว้างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อที่ส่งผลต่อพฤติกรรม, ระดับความรู้และความถนัด หรือเครื่องไม้เครื่องมือ
  “ทุกอย่างหลังจากนี้จะขับเคลื่อนด้วย Mindset ทำอย่างไรให้ความเชื่อของเราแข็งแกร่ง ใช้ตรงนี้เป็นตัวตั้ง ส่วนเรื่องของ Passion หรือแรงบันดาลใจ มันจะเป็นตัวที่คอยกระตุ้นเวลาเรารู้สึกเฟล ดังนั้นเรื่องที่ผมมองและคาดหวังน่าจะเป็นอะไรที่เป็นนามธรรมหน่อย”

“Purpose, Mindset และ ไปให้สุด”

  คงเป็นการจบที่แบบนามธรรมที่สุด แต่ก็ครอบคลุมที่สุดเช่นกัน คุณจี๊ดส่งต่อแนวความคิดบางอย่างให้เราเก็บไปคิดต่อผ่านโปรเจกท์ต่างๆ ของเขา แม้กระทั่งภาพรวมของ CEA เอง สิ่งที่หลายๆ คนที่ได้อ่านบทสัมภาษณ์นี้ของเขา น่าจะเอาไปประยุกต์ใช้กับแต่ละบุคคลไม่ทางใด ก็ทางหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เราเชื่อ และศรัทธาในแรงขับเคลื่อนที่เขาอยากสื่อสาร และอยากส่งต่อความตั้งใจนี้กับทุกคน