CULTURE&LIFESTYLE:
——MOVIE

“Photograph”
จากปิ่นโตสู่ภาพถ่าย จดหมายรักที่สลักไว้ด้วยชีวิตหวานและขม

  ริเทศ บาตรา ผู้กำกับอินเดียได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากภาพยนตร์เรื่องแรกในปี 2013 อย่าง “The Lunchbox” ที่ถ่ายทอดชีวิตของผู้คนในเมืองใหญ่อย่างมุมไบ ซึ่งอัดแน่นไปด้วยความหลากหลายผ่านระบบส่งปิ่นโตมื้อกลางวันอันน่าทึ่งที่เรียกว่า “dubbawalas” ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวได้รับคำชมว่าเป็นหนังรักที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง ถ่ายทอดแง่มุมของชีวิตผู้คนในมุมไบออกมาได้อย่างน่าสนใจและมีมิติทั้งขมอมหวานผสมผสานกันไปในนิยามของคำว่า “ชีวิต” หลังจากนั้น ริเทศ บาตรา ก็กลายเป็นผู้กำกับดาวรุ่ง เขาได้โอกาสทำหนังให้กับสตูดิโอใหญ่ของอังกฤษและอเมริกา หรือแม้แต่ทำหนังให้ เน็ตฟลิกซ์ อีกอย่างละเรื่อง จนกระทั่งปีที่แล้ว บาตรา ทำหนังเรื่องที่ 4 ให้สตูดิโอ อะเมซอน ที่เจ้าตัวหวนกลับมาถ่ายทอดเรื่องราวในมหานครมุมไบ ประเทศอินเดีย บ้านเกิดของเขาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้จดหมายรักถึงบ้านเกิดฉบับที่สองของบาตราไม่ได้แอบซ่อนไว้ในปิ่นโต แต่มันสลักไว้ในภาพถ่ายโพลารอยด์ในภาพยนตร์ที่ชื่อว่า “Photograph”

  “Photograph” เล่าเรื่องของคนสองคนในมหานครอันกว้างใหญ่อย่างมุมไบ ราฟี (นาวาซุดิน ซิดดิกี) หนุ่มใหญ่ผู้ประกอบอาชีพช่างภาพอิสระตระเวนถ่ายภาพให้บริการแก่นักท่องเที่ยว กับ มิโลนี (ซานยา มัลโฮตรา) สาวน้อยอนาคตไกลผู้ทำคะแนนสอบคัดเลือกเป็นนักตรวจบัญชี (ออดิเตอร์) ได้เป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ทั้งสองแตกต่างกันในทุกมิติ ทั้งปูมหลัง สภาพชีวิตความเป็นอยู่ ราฟี มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการหาเช้ากินค่ำถ่ายรูปให้นักท่องเที่ยวเงินทุกบาททุกรูปีที่หาได้ถูกส่งกลับไปใช้หนี้ให้ครอบครัวจนแทบไม่เหลือ เขาอาศัยอยู่ในห้องพักรูหนูอันแสนผุพังกินอยู่หลับนอนเบียดเสียดไปกับเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน ขณะที่ มิโลนี เป็นลูกสาวในครอบครัวคนชั้นกลางค่อนไปทางสูง เธอมีการศึกษา หัวดี ที่บ้านมีคนใช้ เรียนเก่ง ครอบครัวนักธุรกิจวางแผนชีวิตไว้ให้เธออย่างเป็นขั้นเป็นตอน หาคู่ครองที่เหมาะสมให้และส่งเธอไปเรียนต่อที่อเมริกา ดูผิวเผินเส้นทางชีวิตของทั้งสองคนไม่น่าจะมาบรรจบร่วมเป็นเส้นทางเดียวกันได้ แต่เพราะมุมไบนั้นกว้างใหญ่พอที่จะบรรจุรูปแบบชีวิตอันหลากหลายเหล่านั้นไว้ได้ทั้งหมด-ไม่ต่างจากกรุงเทพฯ บ้านเรา-และในความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงของทั้งคู่นั้นยังพอมีจุดร่วมที่เหมือนกันอยู่ นั่นคือทั้งราฟีและมิโลนี นั้นอยู่ในภาวะคับข้องใจและไร้ความสุข

  ราฟี ถูกกดดันจากย่าของตัวเองซึ่งอยู่ที่บ้านเกิดของเขาให้หาคู่ครองและแต่งงาน เพราะเขานั้นอายุมากขึ้นทุกที และการเดินทางมาใช้ชีวิตในมุมไบไม่น่าจะมอบความมั่นคงมั่งคั่งหรือแม้แต่ความยั่งยืนใดให้เขาได้ ขนาดจะกินขนมหวานอย่าง กุลฟี ซึ่งสนนราคาไม่เท่าไหร่ ราฟียังกินได้แค่วันสิ้นเดือนเงินเดือนออกเท่านั้น เขาใช้ชีวิตอยู่อย่างกระเบียดกระเสียรพร้อม ๆ กับกดดันเรื่องย่าอยากให้มีครอบครัว ขณะที่ มิโลนี นั้นดูผิวเผินเหมือนจะมีชีวิตที่ดีพร้อม อนาคตอันสดใสรออยู่ข้างหน้า แต่ลึกลงไปในใจของเธอนั้นไม่เคยได้รับการเติมให้เต็มด้วยความสุขในการเป็นผู้เลือกอะไรต่อมิอะไรหรือแม้แต่ชะตาชีวิตให้ตัวเองได้เลย เส้นทางชีวิตของทั้ง ราฟี และ มิโลนี นั้นจึงไม่มีอะไรที่ใกล้เคียงกับชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีความสุข

  วันหนึ่งในหลาย ๆ วันไร้สุขนั้น มิโลนี เดินใจลอยผ่านจุดทำมาหากินของราฟี ราฟีตื๊อให้เธอถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก มิโลนี ยอมทำตามแบบเสียไม่ได้แล้วเดินจากไปเหมือนลูกค้าทุกคนของ ราฟี หลายคืนต่อมาขณะที่ราฟี นอนไม่หลับเพราะใคร่ครวญเรื่องที่ย่าของเขากดดัน เขานึกพิเรนทร์ปรินต์รูปของ มิโลนี ส่งไปพร้อมจดหมายที่ส่งไปถึงย่า แนะนำว่าหญิงสาวในรูปคือ “นูรี” คนรักของตนเอง หลังจากนั้นเรื่องก็อีรุงตุงนังขึ้นไปอีกเมื่อย่าของเขาจะเดินทางมาที่มุมไบเพื่อทำความรู้จักคนรักของหลานชาย ราฟี จึงต้องไปขอความช่วยเหลือจาก มิโลนี ให้อุปโลกน์ตัวเองเป็น นูรี แฟนสาว หลังจากนั้นตลอดเวลาที่ย่าของ ราฟี พักอยู่กับเขาในบ้านซอมซ่อที่มุมไบ ราฟี และ มิโลนี ต่างก็ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันและกัน ทีละเล็กทีละน้อย ต่างฝ่ายต่างซึมซับความคับข้องใจของกันและกัน แต่แบบแผนทางสังคมของอินเดียที่เคร่งครัดและมีความสลับซับซ้อนทั้งเรื่องชนชั้นวรรณะ ความเชื่อทางศาสนา สภาพเศรษฐกิจ ซ้อนทาบทับเป็นชั้น ๆ จนยากที่ความรักหรือความเชื่อใด ๆ จะเอาชนะได้เหมือนหนังโรแมนติกฟีลกู้ดทั้งหลาย ทำให้ความสัมพันธ์ของ ราฟี และ มิโลนีเหมือนภาพถ่ายที่เขาถ่ายให้เธอ นั่นคือมันบันทึกโมงยามที่งดงามและน่าจดจำมากที่สุดครู่หนึ่งไว้ แล้วภาพนั้นก็เลือนหายไปตามกาลเวลา จนเหลือเพียงกระดาษเคลือบน้ำยาเคมีที่ครั้งหนึ่งเคยมีภาพปรากฏ

  บาตรา นำเสนอชีวิตผู้คนในมุมไบ ผ่านมุมมองที่หลากหลายทั้งในเรื่องความเหลื่อมล้ำทางสภาพเศรษฐกิจและสังคม การดิ้นรนใช้ชีวิต การตามหาความฝัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน เมืองใหญ่ล้วนไม่เคยมีพอให้กับผู้คนไม่ว่าจะในระดับไหน เพราะขณะที่ ราฟี หวังเพียงปลดหนี้ครอบครัวและทำธุรกิจเล็ก ๆ ของตนเอง คนที่เพียบพร้อมทุกอย่างอย่าง มิโลนี กลับแสวงหาชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง เติบโตตามทางของตัวเอง หาใช่ดอกไม้ที่ถูกตัดออกมาจากลำต้นเพื่อปักลงในแจกันสร้างความสวยงามบนโต๊ะอาหารของผู้คน

  สิ่งที่สะท้อนความเปลี่ยวเหงาและตัวตนอันพร่าเลือนของทั้ง ราฟี และ มิโลนี (และใครต่อใคร) ก็คือการใช้มุมมองของกล้องผ่านการถ่ายภาพจากกระจก หลายครั้งหลายหนใน “Photograph” บาตราเลือกมุมมองของกล้องด้วยการถ่ายตัวละครผ่านกระจก ทั้งกระจกราคาถูกในบ่านเช่าของ ราฟี หรือกระจกที่จัดวางอย่างสวยงามในบ้านของ มิโลนี ภาพอันซ้อนกันของกระจกหลายบาน บางภาพก็ปรากฏออกมาแค่ส่วนเสี้ยว บางใบหน้าก็สะท้อนออกมาแค่ครึ่ง ทั้งหมดราวกับจะตั้งคำถามหรือแสดงให้ผู้ชมเห็นว่า แท้จริงตัวตนของเรา ความต้องการของเราคืออะไรแน่ และเราได้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นทั้งหมดจริงหรือ หรือเราได้เพียงแค่ส่วนเสี้ยวเหมือนภาพในกระจกที่ไม่สมบูรณ์ หรือว่ากันถึงที่สุดแล้ว เราอาจไม่ได้อะไรเลย ทั้งหมดเหมือนภาพถ่ายที่จางหายไปครั้งแล้วครั้งเล่า

  แม้ บาตรา จะโบยตีความรู้สึกของผู้ชมด้วยการสะท้อนภาพความสัมพันธ์อันไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงท่ามกลางสภาพสังคมอันแวดล้อมไปด้วยเงื่อนไข แต่เขาก็ไม่ใจร้ายจนลืมใส่รายละเอียดปลีกย่อยที่ช่วยเติมให้ความรู้สึกของผู้ชม (และของตัวละคร) เต็ม เช่นฉากที่ ราฟี นั่งกินชามในร้านอาหารข้างถนนกับ มิโลนี ฉากที่ทั้งคู่สัมผัสมือกันเงียบ ๆ ในรถแท็กซี่ ฉากที่ย่าของราฟี บังคับทั้งคู่ให้ถ่ายรูปคู่กันริมทะเล หรือแม้แต่ฉากเมจิกอย่างการค้นพบกัมปาโคลาของราฟี รวมทั้งฉากจบของเรื่องที่ทำให้ผู้ชมอมยิ้ม ก่อนจะกระชากให้กลับสู่ความเป็นจริงในคราวเดียวกัน

ความสัมพันธ์ของ ราฟี และ มิโลนีเหมือนภาพถ่ายที่เขาถ่ายให้เธอ นั่นคือมันบันทึกโมงยามที่งดงามและน่าจดจำมากที่สุดครู่หนึ่งไว้ แล้วภาพนั้นก็เลือนหายไปตามกาลเวลา จนเหลือเพียงกระดาษเคลือบน้ำยาเคมีที่ครั้งหนึ่งเคยมีภาพปรากฏ

  “Photograph” จึงเป็นภาพสะท้อนของเรื่องเล่าที่งดงามราวบทกวีและแฝงไปด้วยรสชาติขมอมหวานในนิยามความเจ็บปวดของชีวิตผ่านภาพถ่าย แม้ในแง่ภาพยนตร์อาจไม่ลงตัวเท่าจดหมายรักที่สอดมาในปิ่นโตอย่างใน “The Lunchbox” แต่ก็ทำให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญคุณค่าแห่งชีวิตได้ไม่น้อย

ดู “Photograph” แบบออนไลน์ได้ที่ https://vimeo.com/ondemand/photograph