หลังจากโปรเจกท์ Gucci Tian กับหนังสือนิทาน The Wonder Factory ที่ทาง Gucci เปิดโอกาสให้ศิลปิน นักวาดภาพประกอบมากความสามารถอย่าง คุณยูน ปัณพัท เตชเมธากุล ได้เข้ามาร่วมโชว์ฝีมือจนเข้าตาแบรนด์ระดับโลก ส่งผลให้มีงานสร้างสรรค์ชิ้นอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแคมเปญน้ำหอม Bloom Acqua Di Fiori, Gucci DIY เรื่อยไปจนถึง Gucci Art Lab แล้ว มันยังต่อยอดให้เธอได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอสนใจอยากทำมาโดยตลอดด้วย เมื่อมีโอกาส EVERYTHING เลยชวนคุณยูนมาร่วมพูดคุยถึงแนวคิด การทำงาน อัพเดทผลงานล่าสุด ก้าวต่อไปกับการเปิดบริษัท สายรุ้งแห่งความฝัน จำกัด สตูดิโอที่เธอจะคุมไดเรคชั่นทั้งหมดด้วยตัวเอง รวมถึงความฝันในอนาคตที่ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นอะไรบ้าง เราตามไปดูกันเลยดีกว่า!
ตอนนี้คุณยูนกำลังทำอะไรอยู่บ้าง
- เร็วๆ นี้มี Gucci ที่เป็นแคมเปญน้ำหอมชื่อ Bloom Acqua Di Fiori กับ Gucci DIY ที่เขาใช้เป็นตัวอักษรย่อบนกระเป๋าและสนีกเกอร์​ ซึ่งสามารถสั่งได้จากทางเว็บไซด์ ทำผ้าพันคอให้กับโรงพยาบาลรามาธิบดีชื่อ Hope อินสปายเรชั่นมาจากเรื่องเจ้าชายน้อยของออสการ์ ไวล์ด เริ่มขายแล้วสามารถทำบุญอุดหนุนได้เลย มี B&O ออกแบบหน้าลำโพงรุ่น Beoplay A9 รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะถูกเอาไปช่วย WWF (โครงการช่วยเหลือช้างไทย) งานครบรอบ 20 ปี ของเพนนินซูล่า กรุงเทพฯ ทำโลโก้ อาร์ทเวิร์ค ของที่ระลึก และกล่องขนมไหว้พระจันทร์ที่จะออกในเดือน 9 งานนี้จะเป็นกึ่งการกุศลเหมือนกัน รายได้ส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเป็นทุนการศึกษาให้น้องๆ ม.6 ที่เข้ามาเรียนคณะศิลปกรรมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะคนไม่ค่อยรู้ว่าการเรียนศิลปะมีต้นทุนที่สูงมาก แล้วก็มีโปรเจกท์ของตัวเองเริ่มทำฟิกเกอร์ กับหนังสือ และมินิเธียเตอร์ของ Rainbow Sue ตอนนี้เปิดบริษัทแล้วด้วย ชื่อสายรุ้งแห่งความฝัน จำกัด และ Gucci Art Lab ซึ่งเป็นรูปที่เคยทำใน Gucci Tian ได้ขึ้นไปอยู่บน Gucci Art Lab ดีใจมากรู้สึกว่าวันนึงอยากจะเข้าไปเห็น
image by www.gucci.com
น้ำหอม Bloom Acqua Di Fiori คือโปรเจกท์ที่ต่อมาจากหนังสือนิทาน
- ตอนนั้นไปเที่ยวแล้วเค้าอีเมล์มาบอกว่าจะมีโปรเจกท์นี้ ต้องครีเอทภาพลงในอินสตราแกรม 3-6 ภาพ ต่อเนื่องกัน เล่าเรื่องความสัมพันธ์มิตรภาพ การเปลี่ยนผ่านวัยแรกรุ่นไปสู่วัยสาว เลยมาคิดถึงเรื่องตัวเองสมัยก่อนที่ยังไม่กล้าออกไปเจอนู่นเจอนี่ เราเล่าเป็นเรื่องของดอกไม้ที่กลัวน้ำฝน เพราะรู้สึกว่าคนเราไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร ออกไปเจอนู้นเจอนี่ผิดหวังบ้างเราก็จะเติบโตขึ้น Bloom Acqua Di Fiori ของเราเลยเป็นดอกไม้แปลกประหลาดที่กลัวฝน สุดท้ายก็ยอมเอาร่มออกเพื่อให้ตัวเองโดนน้ำฝนแล้วเบ่งบาน
แรงบันดาลใจจากงานชิ้นนี้ มาจากตัวเองโดยตรงเลย
- เล่าเรื่องตัวเองเป็นการเปลี่ยนผ่านที่เราเคยเจอ คิดว่าถ้าเราไปเล่าเรื่องที่ไกลตัวมากๆ เล่าเรื่องที่ไม่เคยรู้จัก สุดท้ายเราจะไม่ได้เข้าใจมันจริงๆ
มาต่อที่ DIY โปรเจกท์ล่าสุดกับแบรนด์ไฮเอนด์จากอิตาลี
- คำว่า DIY ของเค้าคือเราสามารถสั่งอักษรย่อคัสตอมเป็นชื่อของตัวเอง เค้าเลือกพาร์ทเนอร์ที่เคยทำงานกับเค้าประมาณ 12 คน มาร่วมโปรเจกท์นี้ โดยส่งของมาให้แล้วให้เราวาดรูป ซึ่งเราวาดรูปที่เป็นเรื่องราวต่อจาก Wonder Factory ใช้ตัวละครเดิมมาเล่าใหม่ คอลเลคชั่นนี้เราได้แรงบันดาลใจมาจาก Elton John เราดึงเพลง Rocket Man ออกมาเล่าเรื่องความเหงา แล้วเอามาตีความต่อเป็นตัว Lioness Goddess ที่จะลงมา Factory นี้ได้เฉพาะวันพระจันทร์เต็มดวง เพราะฉะนั้น Lioness Goddess เลยเหงา เพื่อนที่เป็นผึ้งกับผีเสื้อเลยเอารองเท้ามาทำเป็นจรวดแล้วเดินทางขึ้นไปหาข้างบน Lioness Goddess เห็นแล้วดีใจมากเลยพ่นไฟออกมา เรื่องจะเป็นประมาณนี้ แต่ที่จะเล่าคือรองเท้าสำหรับเราเป็นเหมือนเครื่องนำทาง รองเท้าที่ดีจะพาเราไปเจอกับอะไรที่ดีๆ ซึ่งในแคมเปญนี้พูดถึงมิตรภาพ เหมือนกับการที่ Gucci ส่งรองเท้ามาให้เราแล้วบอกว่าเราเป็น Partnership กัน
คิดว่าอะไรที่ทำให้ทาง Gucci อยากร่วมงานกับเราอยู่เรื่อยๆ
- ทุกครั้งที่ทำงานเค้าปล่อยให้เป็นตัวของเราเองมากที่สุด เค้าตามใจเราเต็มที่ และเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อถึง เราอยากจะเล่าเรื่องอะไร อยากจะวาดรูปแบบไหน ไม่มีข้อจำกัด อันนี้ทำให้เราสบายใจในการร่วมงานกับเค้า เราไม่ต้องกังวลใจเรื่องว่าเค้าจะชอบมั้ย มันทำให้เราสามารถเป็นตัวเองได้อย่างเต็มที่ และไปถึงที่สุดของงานได้ เค้าปล่อยให้เราทำ เราก็เลยไปได้สวย
มันทำให้ได้ต่อยอดโปรเจกท์อื่นๆ ตามมา
- จากที่เคยทำงานเพื่อตัวเอง ก็มีงานที่เราได้ทำเพื่อคนอื่นเข้ามา ตอนนี้ที่รู้สึกดีมาก เพราะเราได้ใช้ความสามารถไปช่วยคนอื่น ก่อนหน้านี้คิดว่าจะทำโปรเจกท์เพื่อช่วยใครเป็นเรื่องที่ยากมากๆ เราไม่ได้มีพลังขนาดนั้น อย่างรามาธิบดี ใครจะไปรู้ว่าโรงพยาบาลขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ที่ดี ต้องการบรรยากาศที่ดีในโรงพยาบาล สมัยก่อนก็ไม่เคยรู้ ได้แต่บริจาคเงินเข้าไปช่วย เราไม่สามารถทำอะไรที่ใหญ่ไปกว่านั้นได้เลย จนมามีโปรเจกท์นี้เรามีพลัง มีฐานแฟนคลับที่ชื่นชอบงานเรา งานที่ไม่เคยทำ หรือสิ่งที่อยากจะทำ เราไม่มีพลังพอก็มีคนเข้ามาซัพพอร์ต อย่างกล่องขนมไหว้พระจันทร์ ทางเพนนินซูล่ามีแคมเปญทำบุญอยู่แล้ว เราเลยเล่าเรื่องที่มีรุ่นน้องในคณะลาออกไป เพราะไม่มีทุนเรียนให้เค้าฟัง เค้าเลยคิดว่าจะทำกล่องขนมไหว้พระจันทร์ทั้งที ก็เอาเงินไปช่วยเหลือตรงนี้ด้วยดีกว่า
คุณยูน ในวันนี้อยากจะผลักดันโปรเจกท์เพื่อสังคม
- ถ้าทำเพื่อคนอื่นได้ก็อยากทำไปด้วย เมื่อก่อนคิดว่าถ้าเราได้ทำก็ดีนะ แล้วเราก็ได้ทำจริงๆ รู้สึกภูมิใจ
แรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์ผลงาน
- เราเห็นจากพ่อแม่ที่อายุ 60 จะ 70 แล้ว แต่ก็ยังทำงานอยู่ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นเค้าหยุดทำงานเลย มันคือความสุขของเค้า ทุกวันนี้ก็ปล่อยให้เค้าทำในสิ่งที่เค้าชอบ แล้วการทำงานของเราไม่ได้รู้สึกเหมือนทำงาน เราได้ทำของที่เราชอบ มันเลยเป็นความโชคดี
ถ้าต้องเป็นสัตว์ที่ตัวเองวาด
- เป็นทุกอย่าง อย่างหมูก็มีคาแรคเตอร์ของหมู เสือเหมือนจะดุแต่ก็ไม่ดุ เมื่อก่อนเราทำงานในองค์กรต้องมีการตัดสินใจ เราเลยต้องมีความดุ แต่จะไม่ใช่ความดุที่เหมือนเสือ เป็นจระเข้เวลาหิว เราจะมีคาแรคเตอร์สัตว์ที่เป็นเราอยู่ในนั้น เพราะรู้สึกว่าเราก็มีสัตว์หลายๆ อย่างอยู่ในตัว
ก้าวต่อไปกับการทำบริษัทออกแบบเป็นของตัวเอง
- เป็นบริษัทที่เราจะลงมาคุมไดเรคชั่น แล้วก็จะมีเพื่อนๆ พี่ๆ หรือน้องๆ ที่เรารักมาช่วยขับเคลื่อนงานรูปแบบต่างๆ ที่เปิดบริษัทเพราะอยากต่อยอดสิ่งที่เราทำอยู่ให้ขยายออกไปเรื่อยๆ ยังมีอีกหลายอย่างที่เราสนใจและอยากทำ จากที่เคยทำสองมิติ ก็อาจจะมีสามมิติเพิ่มเข้ามา การตกแต่งภายใน Sculpture หรือ Installation รวมถึงการสร้าง Art Direction ให้กับงานรูปแบบต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่เราสนใจ และมีความสุขเมื่อได้ทำ รูปแบบการทำงานของเรารู้สึกว่าองค์กรสมัยก่อนคนข้างในเติบโตได้ยากมากๆ ซึ่งวันนึงถ้ามีองค์กรเราไม่อยากเป็นองค์กรแบบนั้น อยากให้คนที่ทำงานกับเราโตขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กันได้ด้วย ตอนนี้เลยสร้างบริษัทชื่อสายรุ้งแห่งความฝัน จำกัด เพราะทุกคนมีความฝัน
คุณยูนในอีก 2 ปีข้างหน้า
- อยากทำเอ็กซิบิชั่นที่เข้าไปแล้วเป็นโลกของเรา ตอนนี้ทำงานก็เรียนรู้ไปด้วย อะไรที่ชอบอะไรที่อยากให้เป็น เก็บเล็กผสมน้อย เริ่มทำฟิกเกอร์ วันนึงตัวพวกนี้จะขยายใหญ่ย่อเล็กจะเป็นอะไรก็ได้ที่เป็นเรา พวกต้นไม้ที่เราชอบวาดค่อยๆ เก็บเอาไว้ มินิเธียเตอร์ที่เป็นกล่องหนังสือค่อยๆ ทำ อยากทำงานที่พอเสร็จงานเราได้เข้าไปเห็นแล้วร้องไห้ด้วยความภูมิใจ มันเป็นเหตุเกิดจากตอนทำธีสิส มีบางอย่างที่ทำได้แต่เราให้คนอื่นช่วยทำ เช่น แพทเทิร์น ตอนนั้นเราไม่มีแรงจูงใจพอที่จะทำทุกอย่างพร้อมๆ กันได้ แต่มีเพื่อนคนนึงทำได้ เลยรู้สึกว่าทำไมเพื่อนชั้นทำได้ เพื่อนคนนี้มีความเชื่อที่ว่าอยากทำงานให้ดีมากที่สุด วันที่งานเสร็จออกมาจะได้ปลาบปลื้มใจและร้องไห้ว่านี่คือที่สุดในชีวิตที่ได้ทำแล้ว แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ วันที่ชุดธีสิสเราเดินออกไป ถามว่าเราดีใจมั้ย เราดีใจแต่ไม่ที่สุด มันมีความรู้สึกค้างๆ คาๆ อยู่ มีอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกว่า เราสามารถทำได้ดีกว่านี้ถ้าก่อนหน้านี้เราพยายามให้มากกว่านี้ ยอมขยัน และคิดทบทวนให้ดีกว่านี้ หลังจากวันนั้นก็ตั้งปณิธานกับตัวเองว่า งานทุกอย่างที่เราได้ลงมือทำ เราจะทำอย่างเต็มที่ และจะต้องไม่มีความรู้สึกค้างคาใจแบบนี้เกิดขึ้นอีก สู้ยอมเหนื่อยให้ได้มากที่สุดดีกว่าจะได้ไม่ต้องมาค้างคาใจต่อกัน เพราะเรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องไปให้สุด และตอนนี้อยากทำฟิกเกอร์ Rainbow sue ให้ไปได้ถึงขีดสุดของมันค่ะ