‘Permaflora’ แบรนด์ดอกไม้ประดิษฐ์ที่อยากไปไกลกว่าการเป็นพลเมืองชั้นสองและตัวสำรองของใคร
‘เวลาดูดอกไม้ปลอมปลอม
บางดอกดูสวยเกินกว่าใคร
ดูดูไปมันไร้คุณค่าเพราะว่าเป็น… พลาสติก
ถึงแต่งเติมสีเข้าไป ไม่จับใจเหมือนของจริง

ดอกไม้พลาสติก
ถึงสวยก็ทำด้วยพลาสติก
จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมปลอม…’ 

เชื่อว่าใครหลายคน (รวมถึงเรา) ก็คงเคยคิดคล้าย ๆ กับในเนื้อเพลงดอกไม้พลาสติกที่มองว่าพวกมันคือ ‘ของปลอม’ ซึ่งไม่ว่าจะสวยงามอย่างไร ก็ไม่มีวันเทียบเทียมหรือแทนที่ดอกไม้จริงได้ และมักถูกเปรียบเทียบ ถูกด้อยค่าอยู่เสมอ

ก็อาจจะจริงที่เป็นความอาภัพของดอกไม้พลาสติก  แต่หลังจากอ่านบทสนทนานี้จบ คุณอาจไม่มองดอกไม้พลาสติกแบบเดิมอีกต่อไป… 

ความสงสัยในตัวดอกไม้พลาสติกพาเรามายืนอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้ของ ‘Permaflora’ แบรนด์ลูกของบริษัทดอกไม้ประดิษฐ์ JS Flower (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท มาลามาลี จำกัด) ซึ่งเป็นผู้คิดค้นการทำพิมพ์ดอกไม้ประดิษฐ์จากดอกไม้จริงเป็นเจ้าแรกในโลก เจ้าของนวัตกรรมที่เรียกว่า ‘Real Touch Flower’ หรือดอกไม้สัมผัสเหมือนจริง และเป็นหนึ่งในโรงงานดอกไม้ประดิษฐ์เจ้าใหญ่ในเมืองไทยที่ส่งออกไปทั่วโลกมานานกว่า 30 ปี

‘จีน - กัญญาภัทร วัชระ’ ทายาทรุ่น 2 ของ Permaflora กลับมารับช่วงกิจการดอกไม้ประดิษฐ์ต่อจากคุณพ่อของเธอในฐานะครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ หลังจากคลุกคลีในสายงานกราฟิกดีไซน์อยู่หลายปี และไม่เคยคิดว่าจะกลับมาดูแลธุรกิจที่บ้าน โดยเฉพาะเมื่อเธอโตมาพร้อมกับการทยอยปิดตัวลงของโรงงานดอกไม้ประดิษฐ์ในเมืองไทยจากวิกฤติค่าเงินและวิกฤติค่าแรงในช่วงปี 1980s 

จากสมัยก่อนที่ประเทศไทยเคยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกดอกไม้ประดิษฐ์อันดับต้น ๆ ของโลก จนวันนี้เหลือกิจการที่ยังดำเนินต่ออยู่เพียงไม่กี่เจ้า ในวันที่ดอกไม้ประดิษฐ์ทั้งในประเทศทั้งที่บ้านของเธอกำลังดิ่งลงเหว จีนกลับมีความคิดว่าจะกอบกู้ธุรกิจนี้เอาไว้อย่างไร พร้อมกับทำให้มุมมองที่คนมีต่อดอกไม้ประดิษฐ์เปลี่ยนไปจากการเป็นพลเมืองชั้นสอง มาเป็นงานคราฟต์จากฝีมือคนไทยที่ไปได้อีกไกล และไกลกว่าที่มันเคยเป็น… 

Perception ที่คนทั่วไปมีต่อดอกไม้ประดิษฐ์ที่คุณพบเจอมาตลอดคืออะไร 

ตอนเรียนที่อังกฤษ เราเคยไปเดิน IKEA กับเพื่อน อยู่ ๆ เพื่อนก็พูดขึ้นมาว่า ‘ไม่ชอบดอกไม้ประดิษฐ์ ไม่เห็นสวยเลย’ เราจะได้ยินอะไรแบบนี้มาตลอด หรือบางทีก็ไม่ใช่คำพูด แต่จะมีสายตาที่มาพร้อมกับคำว่า ‘อี๋’ ซึ่งเราเข้าใจนะ เพราะในความเป็นจริงมันก็มีดอกไม้ประดิษฐ์ที่สวยกับดอกไม้ประดิษฐ์ที่ไม่สวย แล้วก็เชื่อด้วยว่าคนที่ร้องอี๋เขาอาจไม่เคยเห็นดอกไม้ประดิษฐ์ของที่บ้านเรามาก่อน

อีกอย่างคือคนทั่วไปมักจะมองว่าดอกไม้ประดิษฐ์ถูกสร้างมาเพื่อทดแทนดอกไม้สด นั่นทำให้มันได้รับการปฏิบัติเหมือนเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไมเราต้องมองอย่างนั้น 

สังเกตว่าคุณเรียกมันว่า ‘ดอกไม้ประดิษฐ์’ ทำให้เรารู้สึกผิดหน่อย ๆ เพราะตอนแรกเราเรียก ‘ดอกไม้ปลอม’  

อาจเป็นเพราะเราให้เกียรติเขา ในฐานะที่เขาเป็นสิ่งประดิษฐ์ แล้วเราก็มาคิดต่อว่า แล้วสิ่งประดิษฐ์มีโอกาส หรือความเป็นไปได้อะไรบ้างที่นอกจากเอาไปตั้งให้ฝุ่นจับเล่น ๆ ในมุมหนึ่งของบ้าน นั่นคือสิ่งที่เราพยายามจะทำ เรามองว่าดอกไม้ประดิษฐ์ก็เหมือนกับคน ถ้าเราให้โอกาสเขา บางทีเขาอาจให้แง่งามอะไรกลับมาอย่างที่เรานึกไม่ถึงเหมือนกัน

ฟังก์ชั่นของดอกไม้ประดิษฐ์จริง ๆ แล้วคืออะไร และทุกวันนี้มันถูกนำไปใช้ในแง่ไหนบ้าง

ทุกวันนี้หลัก ๆ ดอกไม้ประดิษฐ์ยังถูกใช้ในงานตกแต่ง เช่น โรงแรม โถงทางเข้า วางในบ้าน ให้เป็นของชำร่วย หรือไม่ก็ใช้กับงานออกแบบบางอย่างโดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ทำงานดีไซน์ เพราะดอกไม้ประดิษฐ์ในหลาย ๆ ฟังก์ชั่นมันค่อนข้าง Practical กว่าดอกไม้สด คือซื้อครั้งเดียวแล้วอยู่ไปยาว ๆ ไม่ต้องดูแลมาก ไม่ต้องรดน้ำ เปลี่ยนน้ำ ประหยัดบัดเจ็ดกว่า ใช้กับงานหรือสถานที่อะไรที่ค่อนข้างอยู่ถาวรหน่อย 

ต่างจากดอกไม้สดที่มีกาลเวลาของมัน มีความไม่ยั่งยืนของ Cycle ที่ขึ้นแล้วก็จบ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมมนุษย์ถึงพยายามสร้างดอกไม้ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเก็บช่วงเวลาของความสวยงามนั้นเอาไว้ แต่ความสวยงามของดอกไม้ประดิษฐ์ก็ไม่ใช่ความสวยงามแบบเดียวกันกับดอกไม้สด 

คุณมองอย่างไรเวลาที่คนชอบเปรียบเทียบความสวยงามของดอกไม้ประดิษฐ์กับดอกไม้สดอยู่เสมอ ทั้งที่มันไม่ใช่สิ่งเดียวกัน 

เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาชนะดอกไม้สด เพราะ ‘You’ll never win.’ แม้แต่ดอกไม้สดปลูกกอเดียวกันยังไม่เหมือนกันเลย… จริงไหม คนจัดดอกไม้สดกับดอกไม้ประดิษฐ์ก็ยังใช้คนละทักษะกันเลย 

ดอกไม้สดส่งพลังออกมาในแง่ของความมีชีวิต แน่นอนว่าดอกไม้ประดิษฐ์ทดแทนตรงนั้นไม่ได้หรอก เราถึงได้หาทางอื่น เพราะที่ผ่านมาเหมือนเราพยายามไปแย่งจุดยืนกับเขาอยู่ตลอดเวลา 

จริงอยู่ว่าดอกไม้สดเขามีความหลากหลายกว่า เราไม่หลากหลายเท่าเขาเพราะแกะมาจากพิมพ์เดียวกัน แต่เราแหกกฎได้มากกว่า อยู่ที่ว่าจะ Take Advantage จากสิ่งที่เรามีอย่างไร มากกว่าจะพยายามไปเป็นอะไรที่เราไม่ได้เป็น

ถ้าอย่างนั้นแล้ว แนวคิดในการทำดอกไม้ประดิษฐ์จำเป็นต้องอิงจากความเหมือนจริงของดอกไม้สดไหม

มันต้องอิง เพราะถ้าเราไม่อิง มันจะไม่เป็นดอกไม้ประดิษฐ์ แต่จะเป็นอะไรก็ไม่รู้ในจินตนาการ เราคิดว่าการจะสร้างอะไร มันจำเป็นต้องรู้จักสิ่งนั้นก่อนเพื่อให้เข้าใจ เพื่อสร้างบรรทัดฐานว่าเราจะแหกฎอย่างไร พอเราเข้าใจโครงสร้างของดอกไม้ดอกหนึ่ง เราอาจจะแค่กลับหัวมัน เอาเกสรออกมา เราก็ได้ดอกอะไรใหม่ ๆ ที่คาดไม่ถึงแล้ว 

จริงอยู่ว่าดอกไม้ประดิษฐ์เลียนความเหมือนจริงของดอกไม้สด (จีนเดินไปหยิบดอกไม้ดอกหนึ่งให้เราดู) แต่นี่คืองานของสตูดิโอที่เดนมาร์ก บนโลกเราไม่มีดอกหน้าวัวสี่เหลี่ยมใช่ไหม แต่เขาทำดอกหน้าวัวสี่เหลี่ยม เหมือนกับให้โลกรู้ไปเลยว่านี่คือสิ่งประดิษฐ์นะ เป็นตัวอย่างของการทริบิวต์รูปและฟอร์มของดอกไม้สด แล้วฉีกกฎออกมา 

สิ่งที่อยู่ในหัวเรามาตลอดคือจะทำอย่างไรให้ดอกไม้ประดิษฐ์ไปอยู่ในที่ ๆ ดอกไม้จริงอยู่ไม่ได้ แล้วเราก็ทดลองทำ ‘ดอกบัวหัวทิ่ม’ โดยการนำดอกบัวประดิษฐ์มากลับหัวแล้วห้อยมันลงมาจากเพดานเป็นงาน Installation ในขณะที่ดอกบัวจริง ๆ ไม่มีทางจับมาทำแบบนี้ได้แน่ มันเป็นการตอบคำถามถึงความเป็นไปของดอกไม้ประดิษฐ์ที่ดอกไม้จริงยังไปไม่ถึง

ความชอบทดลองและแหกกฎเหล่านี้เกิดขึ้นจากตัวคุณ หรือว่ามีมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ

คิดว่าเรากับพ่อมีกระบวนการคิดเหมือนกัน แต่ของพ่อเขาจะเป็นการทำให้ดอกไม้เหมือนจริงขึ้น ด้วยความที่พ่อเขาเป็นวิศวกร เขาก็จะเข้าใจกฎเกณฑ์ทุกอย่าง แล้วมันก็ทำให้เราเข้าใจกันว่า ‘เปลี่ยนเพียงนิดเดียว ชีวิตเปลี่ยน’ คล้าย ๆ กับทฤษฎี ‘Butterfly Effect’ เราแค่ต้องเข้าใจก่อนว่าพื้นฐานของสิ่งนั้นคืออะไร แล้วต้องเปลี่ยนกฎตรงไหนเพื่อให้ทุกอย่างเปลี่ยน ถึงจะเกิดเป็นการสร้างอะไรใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ 

สิ่งนี้จะเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของดอกไม้ประดิษฐ์ได้หรือเปล่า

ได้สิ คนมักจะไม่คิดหรอกว่าดอกไม้ประดิษฐ์ก็คือนวัตกรรม แต่สิ่งที่พ่อกับพี่ยา (ปรียา - นักพัฒนาเทคนิค ผู้ช่วยรุ่นบุกเบิกของคุณพ่อจีน) ทดลองทำกันขึ้นมาตั้งแต่ 20-30 ปีก่อนมัน ‘โคตรวิทยาศาสตร์’ เพราะมีการทดลองอยู่ในนั้นเสมอ มีความกล้าที่จะพัง กล้าที่จะลองผิดลองถูก จนอาจเรียกได้ว่าแบรนด์เราหลุดพ้นเรื่อง ‘อี๋ ดอกไม้พลาสติก’ ไปไกลนานแล้ว 

คุณเห็นความเป็นไปได้อะไรที่ทำให้ตัดสินใจกลับมารับช่วงกิจการนี้ต่อ 

ตอนเรียนปริญญาโทที่ Royal College of Art เราได้ทำงานกับโปรดักดีไซน์ค่อนข้างเยอะ เราสังเกตว่าในที่ที่เราทำงาน มันจะมีกลิ่นเหมือนดอกไม้ ซึ่งมันเหมือนกับกลิ่นโรงงานที่บ้านเราเลย จุดนี้เหมือนตบหน้าเราเต็ม ๆ ว่า ทุกคนที่นี่จ่ายเงินค่าเรียนมาเพื่อมีประสบการณ์ในการเป็นช่าง แต่บ้านเรามีทุกสิ่งแล้วนี่หว่า แล้วทำไมเราไม่รักษาสิ่งนี้เอาไว้

ความตั้งใจของการต่อยอดแบรนด์ Permaflora ในยุคของทายาทรุ่นที่ 2 คืออะไร 
เรากลับมาด้วยความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ธุรกิจรอด ทั้ง ๆ ที่ของเราดี ยืนหนึ่งในตลาด แต่ทำไมคนถึงไม่รู้จัก ทำไมถึงขายไม่ได้ 

เอาง่าย ๆ น้อยคนจะรู้ว่าดอกไม้ประดิษฐ์ของ Permaflora วางขายอยู่ในห้างฯ มานานแล้วนะ แต่อาจไม่เคยสังเกตหรือไม่รู้ว่ามีตัวตนด้วยซ้ำ แม้แต่คนที่ซื้อดอกไม้ประดิษฐ์อยู่ประจำยังไม่รู้เลยว่ามีดอกไม้ประดิษฐ์แบรนด์ไทยในระดับ Top Brand และเป็นที่รู้จักของวงการดอกไม้ประดิษฐ์ทั่วโลกมานานแล้ว

ทั้งที่ประเทศเราเป็นผู้ผลิต มันควรจะเป็นอำนาจอย่างหนึ่งที่เรามี แต่ด้วยความคิดอะไรบางอย่างที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า ‘คนคิดอยู่เหนือกว่าคนทำ’ คนออกแบบดีกว่าช่าง ดีไซเนอร์อาจเก่งเรื่องการสื่อสารมากกว่า แต่ช่างเองเขาก็มีทักษะบางอย่างที่บางทีดีไซเนอร์เองยังไม่รู้ มันควรเอาทักษะทั้งสองอย่างนี้มารวมกัน เพราะเราอยากให้คนสนับสนุนงานหัตถกรรมของคนในประเทศมากกว่านี้ ทำให้คนซื้อดอกไม้ประดิษฐ์เพราะมองว่ามันเป็นงานคราฟต์แล้วเห็นคุณค่าของมัน มากกว่าจะมองเรื่องความเหมือนหรือไม่เหมือน หรือว่ามาแทนที่อะไร เราอยากทำให้คนยอมรับมันง่ายขึ้น 

อีกอย่างคือเราอยากเปลี่ยน Perception ความเป็นโรงงาน ที่คนส่วนใหญ่จะมองว่าสกปรก รก ไม่สวย แต่ไอ้ความรกนี่แหละคือสุดยอดของงานฝีมือนะ เราอยากให้คนเห็นว่าก่อนจะออกมาเป็นอะไรที่สวยงาม มันไม่ได้เกิดมาจากสิ่งที่สวยงามเสมอไป

นั่นคือตอนที่คุณเริ่มจับ Permaflora มาอาบน้ำแต่งตัวใหม่ 

ของมันมีอยู่มานานแล้ว เราไม่ได้ทำอะไรใหม่เลยในแง่ของการพัฒนาตัวโปรดัก เพียงแต่มันไม่เคยมีการสื่อสาร เราแค่นำเสนอมุมมองใหม่ ๆ ด้วยการให้เกียรติโปรดักของเราก่อน จับเขามาถ่ายรูป ทำให้ร่วมสมัยมากขึ้น นำเสนอวิธี Display ใหม่ ๆ ว่าดอกไม้ประดิษฐ์มันจะสวยแบบไหนได้อีกบ้าง โดยไม่จำเป็นต้องจับเบียด ๆ อัด ๆ กันเป็นพุ่มหนา ๆ เสมอไป ซึ่งนั่นมันเป็นวิธีการจัดดอกไม้ระดิษฐ์มาตั้งแต่ยุค 80s ที่ทุกคนพยายามจัดดอกไม้ประดิษฐ์ให้ดูเหมือนร้านดอกไม้สด

แต่เราลองขายความเป็นคราฟต์ ลองเอาภาพความเป็นโรงงานที่ดูรก ดูดิบมาใส่ ตัดคลิปลง Instagram ปรากฏว่ามันเวิร์ก ทำให้รู้ว่าคนก็ไม่ได้รังเกียจความเป็นโรงงานขนาดนั้นนี่ คนกลับสนใจความคราฟต์ ความดิบของมันด้วยซ้ำ 

Permaflora จะช่วยยกระดับช่างฝีมือเหล่านี้อย่างไร 
ตั้งแต่เเรกเลย การกลับมาของเรามีเป้าหมายหลักคือเราต้องเลี้ยงคนที่นี่ให้รอด เขาคือความผูกพัน คือครอบครัว วันแม่เราก็ไหว้เขาเหมือนเป็นแม่เรา ไม่ใช่การกลับมาเเบบ ‘ฉันเป็นดีไซเนอร์ ฉันจะเอาความคิดของตัวเองใส่ลงไปในแบรนด์’ ไม่ใช่แบบนั้น เรากลับคิดว่าป้า ๆ ช่างฝีมือที่เขาอยู่กับเรา เขาต่างกับป้าที่ทำกระเป๋า Hermès ตรงไหน ที่ต่างประเทศเขายังให้เกียรติคนทำ ไม่ต่างกับคนคิดเลย นี่จึงเป็นที่มาของแฮชเเท็ก #Madenotgrown ที่ต้องการกลับไปเคารพงานฝีมือของช่างผู้ทำงานอยู่เบื้องหลังเรา 

สิ่งที่ต้องทำคือการสร้างแบรนด์ดิ้งให้คนมองดอกไม้ประดิษฐ์ในแง่มุมใหม่ก่อน ทำให้เขาเข้าใจว่ากว่ามันจะออกมาเป็นสิ่งนี้ได้ ต้องผ่านอะไรมาบ้าง ถ้าคนรับรู้ เข้าใจ เขาก็ซื้อ พอคนซื้อ คุณภาพชีวิตป้า ๆ พี่ ๆ เขาดีก็ขึ้น 

คุณอยากเห็นนวัตกรรมของดอกไม้ประดิษฐ์เติบโตอย่างไรต่อไปในอนาคต 

ตอนเรากลับมา เราฝันว่าอยากทำงานกับแฟชั่น แล้วเราก็ทำได้จริง ๆ มีแฟชั่นเฮ้าส์ไทยหลายแบรนด์ที่เอาผ้ามาให้แล้วบอกว่าคอลเล็กชั่นนี้อยากได้ดอกไม้อะไร ทำให้เห็นว่าความหลากหลายของดอกไม้ประดิษฐ์ยังมีอีกมาก แล้วการทำงานกับแฟชั่นก็คือพื้นที่ให้เราทดลองและเล่นกับความเป็นได้ แล้วมันก็สนุกด้วย 

ตอนนี้ดอกไม้เรามาถึง 95% แล้ว อีก 5% เราเชื่อว่ายังมีโอกาสและมุมมองอีกมากมายมหาศาลที่จะนำเสนอได้ พัฒนาได้ ขายได้ ความรู้กับนวัตกรรมที่เรามี มันทำให้เราไปไกลกว่ากฎเกณฑ์ของดอกไม้ประดิษฐ์ที่เอาไว้แต่งบ้าน แล้วเราก็อยากทดลองดูว่าดอกไม้ประดิษฐ์จะไปได้ไกลขนาดไหน 

คุณค่าของดอกไม้ประดิษฐ์สำหรับคุณคืออะไร 

ถ้า Permaflora มันคืองานคราฟต์ มันคือเเรงเหนื่อยของป้า ๆ พี่ ๆ ที่เขาทุ่มเท มันคือความรู้ที่คุณพ่อสร้างมา แต่สำหรับตัวดอกไม้ประดิษฐ์เอง มันคือการ Homage ความสวยงามของดอกไม้สด ถ้าดอกไม้สดคือชีวิต ดอกไม้ประดิษฐ์ก็คือภาพถ่ายที่จะแช่แข็งช่วงเวลาและความทรงจำที่สวยงามเอาไว้

หากมีคนบอกว่าดอกไม้ของคุณ... ’ถึงสวยก็ทำด้วยพลาสติก’

ก็ใช่ แต่พลาสติกของเราเป็นพลาสติกรีไซเคิล 100% นะ (ยิ้ม)