Paris, Texas
ชีวิตคือการเดินทางตามหาอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะทิ้งมันไป

หลายครั้งเราอาจเคยสงสัยว่า “ชีวิต” คืออะไรกันแน่ นักคิดหลายสำนักต่างให้นิยามคำว่า “ชีวิต” หลากหลายกันไป แต่แม้จะแตกต่างกันในรายละเอียดปลีกย่อยแต่ภาพรวมมักมีความเห็นไม่ต่างกันมากในแง่ที่ว่าชีวิตคือการเดินทาง เริ่มจากเกิดไปจนถึงตาย ตรงกลางระหว่างนั้น-อาจจะกินเวลากี่สิบปีก็ตาม-ล้วนคือการเดินทาง จากจุดหนึ่งเคลื่อนไปสู่อีกจุดหนึ่งเสมอ (และบางสำนักยังเชื่อด้วยว่าหลังการตายชีวิตก็ยังเดินทางต่อ) โดยสรุปก็คือส่วนใหญ่เชื่อว่าชีวิตนั้นคือการเคลื่อนที่ทั้งในแง่กายภาพและเคลื่อนไหวในจิตใจไม่รู้จบสิ้น แตกต่างแค่ในส่วนที่เป็นคำถามที่ว่าในการเดินทางใช้ชีวิตของคนเรานั้นจำเป็นต้องหาตามหาอะไรหรือไม่ และถ้าคำตอบคือใช่ ก็จะมีคำถามต่ออีกว่าสิ่งที่ชีวิตเสาะแสวงหานั้นคืออะไรกันแน่

“Paris, Texas” หนังในปี 1984 ของผู้กำกับชาวเยอรมัน วิม เวนเดอร์ส คลับคล้ายคลับคลาว่าจะเป็นหนังที่ตั้งคำถามกับผู้ชมแบบนั้นว่า ชีวิตคือการเดินทางตามหาอะไรกันแน่ ตามหาแล้วได้อะไร และหลังจากที่ตามหาจนเจอแล้วเอายังไงกับมันต่อ หรือแท้ที่จริงแล้ว ชีวิตก็มีสารัตถะอยู่แค่การเดินทางตามหาอะไรสักอย่างที่เมื่อหาเจอแล้วก็ทิ้งมันไปเพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ

คำถามที่ชวนให้ถกเถียงกันได้ไม่รู้จบสิ้นนี้ถูกนำเสนอผ่านหนัง Road Movie ที่เล่าเรื่องการเดินทางย้อนกลับมาหาความทรงจำของ ทราวิส เฮนเดอร์สัน (แฮร์รี่ ดีน สแตนตัน) ชายหนุ่มที่เปิดเรื่องด้วยการออกเดินไปบนทะเลทรายโมฮาเว่เพียงลำพัง โดยไม่อาจล่วงรู้ว่าเขาเดินไปไหน เดินตามหาอะไร ทราวิสเพียงแค่เดินไปอย่างแน่วแน่และมีจุดหมาย ก่อนจะหมดสติไปด้วยความเหนื่อยอ่อน และฟื้นขึ้นมาพร้อมกับเริ่มต้นเดินทางอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นการเดินทางกลับไปหาที่มาของเรื่องราวทั้งหมด พร้อมกับพาผู้ชมเดินทางไปดูต้นสายปลายเหตุของการเตร่ทะเลทรายของ ทราวิส ด้วยเช่นกัน

หลังจากหมดสติ ทราวิส ถูกพาตัวไปพบแพทย์ แล้วแพทย์ก็สืบหาคนที่พอจะบอกได้ว่า เขาเป็นใคร มาทำอะไร (เพราะ ทราวิส ไม่ยอมปริปาก) คนคนนั้นคือ วอล์ต (ดีน สต๊อคเวลล์) ผู้เป็นน้องชาย วอล์ตเปิดเผยว่า ทราวิส หายสาบสูญไปนานสี่ปีโดยที่แม้แต่เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาจึงหายไป หรือหายไปไหน และไปโผล่ที่ทะเลทรายในเท็กซัสได้อย่างไร วอล์ต เดินทางมารับตัว ทราวิส กลับ ลอส แองเจลลิส ที่ซึ่งเขาทำงาน มีครอบครัว และอุปการะลูกชายแท้ ๆ คนเดียวของ ทราวิส ไว้เหมือนเป็นลูกตนเองอยู่ที่นั่น

ทราวิส ปฏิเสธข้อเสนอขึ้นเครื่องบินกลับแอลเอของ วอล์ต นั่นทำให้ วอล์ต ยอมขับรถข้ามรัฐเพื่อพา ทราวิส กลับบ้าน ระหว่างทาง วอล์ต พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ ทราวิส เปิดปากเล่าอะไรให้เขาฟัง สุดท้ายคำแรกที่ ทราวิส ยอมพูดออกมาคือคำว่า “ปารีส” ทราวิส ขอให้ วอล์ต พาไปที่นั่น วอล์ต บอกว่าเขาไปยุโรปตอนนี้ไม่ได้ ก่อนที่ ทราวิส จะบอกว่า “ปารีส” ของเขาไม่ได้อยู่ในยุโรป แต่มันอยู่ในเท็กซัส มันเป็นเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งในเท็กซัส ที่ซึ่งเขาเดินทางข้ามทะเลทรายเพื่อไปให้ถึง คล้ายว่าความทรงจำของ ทราวิส จะค่อย ๆ หวนคืนทีละนิด วอล์ต จึงถามต่อว่าจะไปทำอะไรที่นั่น ทราวิส ตอบว่าเขาไม่รู้ รู้แต่ว่าตนซื้อที่รกร้างว่างเปล่าอย่างนั้นไว้ด้วยความเชื่อที่ว่านั่นคือที่ที่เขาปฏิสนธิ-เกิดขึ้นมาเป็นมนุษย์ในแง่ชีววิทยา-และเมื่อเขาเดินทางกลับไปยังที่ที่เขาถือกำเนิด เขาจะรู้เองว่าเขาไปที่นั่นทำไม แต่ลงท้ายแล้ว ทั้งคู่ก็ไม่ได้ไปที่นั่น

“Paris, Texas” เป็นหนังที่ตั้งคำถามกับผู้ชมว่าหรือแท้ที่จริงแล้ว ชีวิตก็มีสารัตถะอยู่แค่การเดินทางตามหาอะไรสักอย่างที่เมื่อหาเจอแล้วก็ทิ้งมันไป เพื่อให้ชีวิตได้ไปต่อ

หลังจากนั้น ทราวิส กลับสู่อารยธรรมที่มนุษยฺสร้างและสั่งสมขึ้นมาเป็นสังคมเมืองอีกครั้ง ที่ แอลเอ เขาได้พบกับ แอนน์ (ออรอเร เคลมงต์) ภรรยาของ วอล์ต และ ฮันเตอร์ (ฮันเตอร์ คาร์สัน) ลูกชายแท้ ๆ ของตนเองและค่อย ๆ ฟื้นความทรงจำอันสูญหาย กระจัดกระจายตกหล่นไปกลางทะเลทรายที่เขาร่อนเร่แรมปี ประกอบมันขึ้นเป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง พร้อม ๆ กับการฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างตนและฮันเตอร์ในฐานะพ่อของลูกชายที่หายไปครึ่งค่อนชีวิต (ของลูก) แต่ความทรงจำและเรื่องราวต่าง ๆ ที่ทำให้ ทราวิส ออกเดินทางนั้นไม่อาจสมบูรณ์ได้หากจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายไม่ถูกต่อให้ภาพใหญ่สมบูรณ์ จิ๊กซอว์นั้นคือ เจน (นาตาชา คินสกี) ผู้เป็นภรรยาของ ทราวิส และแม่แท้ ๆ ของฮันเตอร์

สองพ่อลูก (ที่ฟื้นความสัมพันธ์กันได้แล้ว) จึงออกเดินทางสู่ฮุสตัน ที่ซึ่ง ทราวิส สืบจนพบว่า เจนทำงานอยู่ที่นั่น เพื่อทำสิ่งสำคัญสองประการ คือหนึ่ง แก้ไขความผิดพลาดของตนอันเป็นเหตุผลสำคัญของเหตุการณ์เลวร้ายในอดีต เหตุการณ์ที่พลิกผันและสร้างบาดแผลในใจเจียนบ้าให้ทั้งตัวเองและเจน กับสอง เพื่อให้ลูกได้เจอกับแม่

พร้อม ๆ กับการกลับมารวมกันเป็นหนึ่งของครอบครัว ทั้ง ทราวิส และ เจน ต่างค่อย ๆ ฟื้นความทรงจำอันเจ็บปวดที่เขาและเธอกระทำต่อกันและกันและส่งผลกระทบแตกต่างกันไป สำหรับ เจน บาดแผลนั้นร้าวลึกในใจจนเธอต้องหนีไป ขณะที่ ทราวิส มันทำให้คุ้มคลั่งจนในที่สุด เขาเลือกจัดการกับความทรงจำเลวร้ายนั้นด้วยการ “ลบทิ้ง” และออกเดินทางไป ปารีส, เท็กซัส อย่างที่ผู้ชมได้เห็นในตอนต้น

“Paris, Texas” เป็นหนัง Road Movie ทั้งในแง่รูปธรรมและนามธรรม ครึ่งเรื่องแรกคือการเดินทางรอนแรมพักนอนเพื่อพา ทราวิส กลับมา ครึ่งเรื่องหลังคือการเดินทางภายในของตัวละครอย่าง ทราวิส และ เจน ที่ลงท้ายแล้วก็หวนกลับมาสู่จุดเริ่มต้น เพื่อย้อนดูสิ่งที่มนุษย์กระทำต่อกันในนามของความรัก ความคาดหวัง ความหวงแหน และการสูญเสียอันไม่อาจลบเลือนได้ (นอกเสียจากลบทิ้งลงวินโดว์ล้างระบบทรงจำใหม่แบบที่ ทราวิส เลือกทำ) บาดแผลเหล่านั้นอาจเป็นคำตอบของคำถามนามธรรมว่ามนุษย์เกิดมาเพื่อตามหาอะไร

ชีวิตของ ทราวิส ในยามว่างเปล่าไร้สิ่งใดในใจตามหาเพียงแค่สถานที่ปฏิสนธิ แต่เมื่อความทรงจำถูกกู้คืน เขาเดินทางตาม หาแม่ให้ลูกของตนเพื่อเติมคุณค่าและนิยามแห่งชีวิตให้ลูกและเพื่อไถ่ถอนความผิดบาปที่เขาทำไว้กับภรรยา และเมื่อชีวิตเดินทางไปจนถึงจุดที่ได้ในสิ่งที่ตามหา ทราวิส ก็เลือกทิ้งมันไป และเดินทางไปต่อในที่ที่เราไม่อาจล่วงรู้เช่นเคย อาจเป็น ปารีส, เท็กซัส ก็เป็นได้ หากว่ามันมีอยู่จริง หรือแม้แต่ที่ไหนสักที่ ตรงไหนสักแห่ง

วิม เวนเดอร์ส ผู้กำกับเยอรมันยุค New German Cinema รุ่นเดียวกับ แวร์เนอร์ แฮร์โซก และ โวลฟกัง ปีเตอร์เซ่น ถ่ายทอดเรื่องราวกึ่งนามธรรมผ่านการเดินทางในหนังเรื่องนี้ได้อย่างน่าสนใจ มีมิติ ละเอียดลออด้วยการเล่าเรื่องที่เงียบเชียบ และผ่านบทสนทนาอันแสนบอบบางและกระชับเท่าที่จำเป็น ผสมผสานไปได้ดีกับภาพความว่างเปล่าไร้จุดหมายที่แสนสวยงามของ ร็อบบี้ มุลเลอร์ ผู้กำกับภาพชาวเนเธอร์แลนด์ และสไลด์กีตาร์ของ ไร คูเดอร์ ที่สะท้อนภาพของความว่างเปล่าไร้จุดหมายและตอนจบที่ทั้งอาดูรและเปี่ยมด้วยความหวัง ผ่านนิ้วของเขาที่เดินทางไปบนสายกีตาร์

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ อเมริกันชนไม่นิยมหนังเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะมันสะท้อนภาพอัปลักษณ์บางอย่างของการมี “American’s Dreams” หรือภาพฝันสำเร็จรูปแบบอเมริกัน ตรงกันข้ามกับฝั่งยุโรปที่ยกย่องหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จน “Paris, Texas” คว้ารางวัลปาล์มทองคำ (Palm D’or) และ FIPRESCI Awards ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 1984 และรางวัลอื่น ๆ อีกมาก “Paris, Texas” กลายเป็นหนังที่ติดอันดับท็อปของการจัดหมวดหมู่หนังในหลายสถาบันมาจนทุกวันนี้ สร้างแรงกระเพื่อมให้วัฒนธรรมพ็อพมากมาย อัลบั้ม “The Joshua Tree” ของวง U2 ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนี้ (หลังจากนั้น เวนเดอร์ส และ U2 ก็ทำงานร่วมกันอีกหลายครั้ง) เช่นเดียวกับวงดนตรีสกอตแลนด์อย่าง Travis และ Texas ก็นำชื่อวงมาจากตัวละคร และชื่อหนังเช่นกัน

คงไม่ผิดนักหากเราจะกล่าวว่า “Paris, Texas” คือหนังเรื่องสำคัญของยุคสมัยและตอบคำถามเรื่องการเดินทางหาความหมายของชีวิตได้อย่างว่างเปล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้หมายความว่าความว่างเปล่าไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ไม่ดี เพราะบางทีว่างเปล่าไว้ก็อาจจะดีกว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวแสนเจ็บปวด

ดู “Paris, Texas” แบบออนไลน์ได้ที่ https://vimeo.com/ondemand/paristexas

นั่นจึงไม่น่าแปลกใจที่ อเมริกันชนไม่นิยมหนังเรื่องนี้เท่าไหร่นัก เพราะมันสะท้อนภาพอัปลักษณ์บางอย่างของการมี “American’s Dreams” หรือภาพฝันสำเร็จรูปแบบอเมริกัน ตรงกันข้ามกับฝั่งยุโรปที่ยกย่องหนังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก จน “Paris, Texas” คว้ารางวัลปาล์มทองคำ (Palm D’or) และ FIPRESCI Awards ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ในปี 1984 และรางวัลอื่น ๆ อีกมาก “Paris, Texas” กลายเป็นหนังที่ติดอันดับท็อปของการจัดหมวดหมู่หนังในหลายสถาบันมาจนทุกวันนี้ สร้างแรงกระเพื่อมให้วัฒนธรรมพ็อพมากมาย อัลบั้ม “The Joshua Tree” ของวง U2 ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่องนี้ (หลังจากนั้น เวนเดอร์ส และ U2 ก็ทำงานร่วมกันอีกหลายครั้ง) เช่นเดียวกับวงดนตรีสกอตแลนด์อย่าง Travis และ Texas ก็นำชื่อวงมาจากตัวละคร และชื่อหนังเช่นกัน

คงไม่ผิดนักหากเราจะกล่าวว่า “Paris, Texas” คือหนังเรื่องสำคัญของยุคสมัยและตอบคำถามเรื่องการเดินทางหาความหมายของชีวิตได้อย่างว่างเปล่ามากที่สุดเรื่องหนึ่ง ในที่นี้หมายความว่าความว่างเปล่าไม่ได้หมายถึงสิ่งที่ไม่ดี เพราะบางทีว่างเปล่าไว้ก็อาจจะดีกว่าเต็มไปด้วยเรื่องราวแสนเจ็บปวด

ดู “Paris, Texas” แบบออนไลน์ได้ที่ https://vimeo.com/ondemand/paristexas