ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณนา สถาปัตยกรรมที่ประยุกต์ด้วย กสิกรรม ธรรมชาติ และความพอเพียง

Writer : Nada Inthaphunt
Photograph : Ketsiree Wongwan

คำว่าพอเพียงของแต่ละคนมีมุมมองอย่างไร? ภาพจำของสถาปัตยกรรมในรูปแบบที่อยู่ร่วมกับศาสตร์พอเพียงของคนส่วนมากมักเป็นอาคารไม้ไผ่ที่มุงจาก สถาปัตยกรรมสมัยใหม่กับความพอเพียงอาจไม่ได้มีมุมเดียวเท่านั้น

ศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณนา เขาใหญ่ ก่อตั้งโดยคุณผึ้ง-พรรณราย พหลโยธิน คือโครงการการเรียนรู้กสิกรรมและศาสตร์พอเพียงที่ดำเนินตามรูปแบบศาสตร์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 จากแนวคิดของอ.ยักษ์-วิวัฒน์ ศัลยกำธร เพื่อเป็นศูนย์หลักสำหรับการดำเนินกิจกรรมขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ รองรับศูนย์การเรียนรู้ที่กระจายหลายแห่งทั่วประเทศ ให้เป็นโครงการที่สะดวกสบายทันสมัยรองรับคนหลากหลายกลุ่มและง่ายต่อการเดินทางเข้าถึงมากขึ้น

ภาพรวมของผังศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณนา เขาใหญ่

คุณวิน-ม.ล.วรุตม์ วรวรรณ สถาปนิกผู้ออกแบบและผู้ก่อตั้ง Vin Varavarn Architects อธิบายถึงภาพรวมของโครงการถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ซึ่งเริ่มดำเนินการส่วนเรียกก่อนคือศูนย์ฯ พรรณา และส่วนศูนย์ปฏิบัติธรรมที่อยู่ระหว่างขั้นแผนงานและการออกแบบ โดยผังของโครงการได้ทีมงานของคุณผึ้งและเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเป็นผู้ออกแบบวางผัง เนื่องจากผังการใช้งานต้องเกิดการประยุกต์ตามเกษตรทฤษฎีใหม่ (โคก หนอง นา โมเดล) ในการฟื้นฟูสภาพแวดล้อม แบ่งสัดส่วนพื้นที่บริหารจัดการน้ำและพื้นที่ทำกินให้สอดคลองกับกิจกรรมการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่

อาคารหลักหรืออาคารสัมมนาที่มีหลังคาคลุมขนาดใหญ่รูปทรงออร์แกนิกคล้ายใบไม้ ทำหน้าเป็นศาลาศูนย์กลางของโครงการ

อาคารของศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณนาเกิดจาการรวมกันของกลุ่มฟังก์ชั่นที่สัมพันธ์ต่อการใช้งานวางลงบนผังของพื้นที่ แยกออกเป็นอาคารหลักและอาคารห้องน้ำ
“ขณะเริ่มออกแบบไม่ได้มองฟังก์ชั่นแต่ละอย่างออกมาเป็นรูปแบบอาคารหลังเดียว แต่อาคารหลังเดียวสามารถใช้งานง่าย สามารถเป็นทั้งแลนด์มาร์ค และเป็นศูนย์กลางที่สามารถเห็นทิวทัศน์รอบโครงการ ซึ่งมีอาคารห้องน้ำอยู่ในตำแหน่งใกล้และสามารถเดินถึงได้” ม.ล.วรุตม์กล่าว

อาคารสัมมนาในส่วนชั้นล่างประกอบด้วยห้องสัมมนา และโรงอาหารที่แบ่งเป็นสามส่วนรองรับกิจกรรม
ชั้นบนของอาคารมีห้องเวิร์คช็อป และห้องประชุมหรือวอร์รูมของทีมงานสำหรับระดมความคิด

อาคารหลักหรืออาคารสัมมนามีทั้งหมดสองชั้นทำหน้าที่คล้ายศาลาประจำศูนย์ฯ มีรูปทรงที่น่าสนใจจากการรวมฟังก์ชันการใช้งานอยู่ภายใต้หลังคาทรงออร์แกนิกคลอบคลุมพื้นที่ทั้งอาคาร จนเป็นที่มาของอาคารใบไม้ตามรูปร่างที่ออกเรียวยาว การออกแบบพื้นที่อาคารเน้นความเรียบง่าย โดยชั้นแรกประกอบด้วย ห้องสัมมนาที่ใช้เป็นทั้งห้องเรียนและบูรณาการทำกิจกรรมขนาดใหญ่มีคนจำนวนมาก มีโรงอาหารซึ่งแบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วน แต่ละส่วนสามารถรองรับกิจกรรมในแต่ละพื้นที่ ได้แก่ส่วนประกอบอาหาร ส่วนรับประทานอาหาร และส่วนล้างจาน พื้นที่บริเวณด้านล่างมีลักษณะกึ่งกลางแจ้งที่สามารถใช้ผนังกระจกปิดเป็นห้องเพื่อใช้งาน หรือเปิดโล่งให้อากาศถ่ายเท บริเวณชั้นสองของอาคารมีห้องเวิร์คช็อป ห้องคอนโทรลรูม ห้องรับแขก ห้องน้ำแขกและห้องประชุมหรือวอร์รูมของทีมงานสำหรับระดมความคิดก่อนการจัดกิจกรรม ถัดจากอาคารหลักไม่ไกลกันคืออาคารห้องน้ำ โดย ม.ล.วรุตม์ได้อธิบายโจทย์การออกแบบห้องน้ำของศูนย์ฯ ซึ่งนอกจากมีการใช้ห้องน้ำสุขาเช่นพื้นที่อาคารสาธารณะทั่วไป ห้องน้ำของโครงการต้องอำนวยต่อกิจกรรมทั้งสำหรับเปลี่ยนเสื้อผ้า และอาบน้ำหลังร่วมกิจกรรมที่อาจเลอะดินและโคลนแล้ว ห้องน้ำที่นี่จึงตั้งอีกโจทย์สำหรับการออกแบบให้ไม่ว่ามีความสกปรกหลังการใช้กิจกรรมอย่างไรยังต้องน่าใช้เสมอ โดยหลีกเลี่ยงลักษณะห้องน้ำที่มีผนังตันทึบ เป็นที่มาของห้องน้ำไร้จุดอับจากวงกลมสองวงของห้องน้ำชาย และหญิงคลี่คลายเข้าหากันเป็นรูปแบบผนังของห้องน้ำ

อาคารห้องน้ำผนังอิฐมอญก่ออย่างต่อเนื่องโดยมีเสาเอ็นเป็นเพลทเหล็ก เกิดจากการคลายวงกลมของห้องน้ำชายและห้องน้ำหญิงออกเป็นเคิฟสามมิติเข้าหากัน

ภายในอาคารห้องน้ำ โปร่ง อากาศถ่ายเทสะดวก ไร้จุดอับซึ่งสามารถเดินได้รอบพื้นที่
Toilet Diagram

อาคารสัมมนาสร้างด้วยโครงสร้างเหล็ก วัสดุที่นำมาใช้ในโครงการส่วนใหญ่มีที่มาจากรอบพื้นที่และวัสดุธรรมดา ที่นำมาออกแบบได้น่าสนใจ เช่นผนังคอนกรีตที่ฉาบด้วยดินสีแดงของเขาใหญ่จากการขุดดินในโครงการ สื่อถึงดินที่ขุดและสร้างเป็นอาคารอยู่บริเวณนี้ ทั้งสื่อถึงดินคือส่วนหนึ่งจากธรรมชาติ ทั้งนี้หลังคามุงด้วยไม้ไผ่ และปลูกไว้รองรับการซ่อมแซมตามอายุไขและการใช้งานในอนาคต

วัสดุหลักของอาคารห้องน้ำใช้คือผนังซึ่งใช้อิฐมอญก่อเป็นเคิฟสามมิติ โดยมีเพลทเหล็กบางทำหน้าที่แทนเสาเอ็นขั้นแต่ละช่วง และเป็นแกนในการก่ออิฐให้ค่อยๆ โค้งตามแนวโค้ง เสมือนภาพรูปตัดแสดงแนวโค้งที่แตกต่างกัน ทั้งให้ความรู้สึกผนังที่ต่อเนื่อง โดยใช้ความสามารถของฝีมือช่างท้องถิ่นที่ไม่เคยทำงานลักษณะนี้มาก่อน เป็นการฝึกทักษะและศักยภาพ โดยมีการแลกเปลี่ยน เทคนิคระหว่างช่างและผู้ออกแบบ เพื่อให้งานออกมาในรูปแบบเดิมแต่มีวิธีการง่ายขึ้น
พื้นที่ของโครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ซึ่งขุดลงไปเจอหินเกือบทั้งหมด แต่ทีมงานของคุณผึ้งและอาจารย์ยักษ์ สามารถนำศาสตร์ และการกสิกรรมทำให้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวได้เขียวชอุ่มทั่วบริเวณ โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือการหมุนเวียนการเดินผ่านของน้ำ ด้วยวิธีขุดคลองไส้ไก่ซึ่งเป็นคลองเล็กๆ รอบตัวอาคารรองรับน้ำจากหลังคาที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำฝน ประกอบกับความคดเคี้ยวของคลองทำให้การระบายน้ำช้าลงเพื่อให้ความชุ่มชื้นจากน้ำสามารถแผ่ลงไปให้พื้นดินได้มากขึ้น รวมทั้งกักเก็บสำรองไว้ใช้ในยามจำเป็นได้ภายหลัง

ผนังคอนกรีตที่ฉาบด้วยดินสีแดงของเขาใหญ่จากการขุดดินในโครงการ สื่อถึงดินที่ขุดและสร้างเป็นอาคารอยู่บริเวณนี้ ทั้งสื่อถึงดินคือส่วนหนึ่งจากธรรมชาติ

หลังคาไม้ไผ่ทำมือถูกออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำฝนไหลลงที่มุมหลังคา ลงคลองไส้ไก่ด้านล่าง

คำว่าพอเพียงของแต่ละคนมีมุมมองอย่างไร? ม.ล.วรุตม์และทีมผู้ออกแบบ Vin Varavarn Architects นำเสนอให้คนทั่วไปเห็นอีกรูปแบบหนึ่งของคำว่าพอเพียงกับสถาปัตยกรรมออกมาในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งมีความร่วมสมัยแต่สื่อถึงความเป็นพื้นถิ่นได้โดยการใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติรอบตัว ผ่านตัวอย่างโครงการศูนย์เรียนรู้ศาสตร์พอเพียงพรรณนา เขาใหญ่ ด้วยอาคารสมัยใหม่สามารถผสมผสานความพอเพียงออกมาให้ใช้งานได้ง่าย มีความสะดวกสบาย และใช้งานได้ดี ทั้งสามารถอยู่คงทนถาวรไปได้ในระยะยาว

อาคารสัมมนาในเวลากลางคืน
อาคารห้องน้ำในเวลากลางคืน
Main Building Floor Plans
Main Building Elevations
Links: Vin Varavarn Architects Ltd. | Facebook

Architecture: Vin Varavarn Architects Interior
Design: Vin VAravarn Architects
Engineers: Site 83 Engineering Contractor: Mr. Sutam Rattanadej and team
Lighting Design: Lamptitude Architect Team
Design Director: M.L.Varudh Varavarn Project
Architect: Jongsarit Jinachan Interior Design: Nutsiree Wichit, Pakamas Nitipong
Photographer: Ketsiree Wongwan