ท่องไปในโลกศิลปะที่ทั้งสนุกสนาน จัดจ้าน เต็มไปด้วยจิตนาการ และความคิดสร้างสรรค์กับ “ไป ธนา แสงศร”

อัดแน่นไปด้วยส่วนผสมของความสนุกสนาน เล่นกับรูปทรง geometric ได้อย่างน่าสนใจ มีชั้นเชิง สีสันจัดจ้าน กระตุ้นจิตนาการ สอดแทรกเรื่องราวของดนตรี ปาร์ตี้ แฟชั่น วัฒนธรรม ไปจนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่กลั่นออกมาเป็นผลงานอย่างไม่ประนีประนอม ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่สะท้อนผ่านการสร้างงานศิลปะในรูปแบบต่างๆ ของ คุณไป ธนา แสงศร วิชวลอาร์ทติสท์ และโมชั่นดีไซเนอร์มากความสามารถแห่งยุค ซึ่ง Everything จะขอพาทุกคนท่องไปในโลกศิลปะอันทรงพลัง และไร้ขีดจำกัดที่เค้าได้ครีเอทขึ้นไปด้วยกัน!!!

ไป ธนา แสงศร

จากเซรามิกสู่วิชวลกราฟิก
- ตอนนั้นเราเรียนเซรามิกมา พอโตขึ้นก็เริ่มคิดว่างานเซรามิกที่ทำมันใช่รึเปล่า รู้ว่าไม่ใช่ เลยออกมาทำงานอยู่บ้าน แล้วบังเอญเจอรุ่นพี่ชวนไปเรียนกราฟิกดีไซน์ เริ่มหัด เริ่มทำจากภาพประกอบก่อน จากนั้นมีรุ่นน้องชวนไปทำงานที่ RS ตำแหน่งโมชั่นดีไซเนอร์ ทำไปทำมาก็เริ่มอยากจะย้ายที่ละ รุ่นน้องอีกคนเลยชวนไป Channel [V] Thailand ตอนนั้นยังไม่มีสไตล์ที่แข็งแรงเท่าไหร่ มีแค่รสนิยมการออกแบบที่พ่วงมาจากเซรามิก จากนั้นเราโยกจาก Channel [V] ไปทำอีกที่นึง ทำเป็นตัดต่อแต่ทำโมชั่นควบคู่ไปด้วย สุดท้ายเพื่อนชวนไปอยู่ GMM TV เลยอยู่ยาวประมาณ 5 ปี

ในระหว่างนี้งานเริ่มพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
- งานเราจะพัฒนาช่วงอยู่ Channel [V] เพราะมันเกี่ยวกับเรื่องของดนตรี แฟชั่น เทรนด์ ต้องรับรู้ข่าวสาร ดูงานของช่อง หรือค่ายอื่นๆ ที่เป็นธุรกิจเดียวกัน ตอนอยู่ GMM TV เราก็ยังต้องทำงานคอมเมอเชี่ยลอยู่ ระหว่างนี้เริ่มงอกโปรเจกท์ส่วนตัว จัดปาร์ตี้เพื่อเป็นพื้นที่ออกแบบที่เป็นเราจริงๆ ทำมาประมาณ 5-6 ปี ก็เป็นที่รู้จัก จากเมื่อก่อนทำวิชวลอย่างเดียว พอเราทำภาพนิ่งทำอาร์เวิร์ค คนอื่นก็งงว่าเราทำด้วยเหรอ ตอนนั้นเราคิดว่าวิชวลไม่พอละ โมชั่นกราฟิกคือเฟรมบายเฟรม ถ้าเกิดเราทำเฟรมแรกสวยเฟรมต่อไปมันจะไปได้เรื่อยๆ หลักคือการออกแบบให้สวยงามที่สุด เราทำอาร์ทเวิร์คอย่างดุเดือด ทำอาร์ทเวิร์คไปต่อวิชวล ดีดไปดีดกลับ

หลังจากออกมาเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัว
- พอออกมาจาก GMM TV มีเวลาทำของตัวเองเต็มที่ เราค่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ จนมาช่วง 3 ปีที่แล้ว เริ่มมีงานที่เป็นอินสตอลเลชั่น แต่ก่อนหน้านั้นช่วงที่ ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ไม่มีงานอีเว้นท์ เราก็ไปหัดทำพวก 3D ทีนี้เวลาทำงานไดนามิกมันออกกว่าเดิมอีก จากเมื่อก่อนคิดงานแบนๆ เป็น 2D พอทำ 3D ได้ มันต่อยอดพาเราไปอีกโลก จินตนาการเราส่งกับเทคนิค จากเมื่อก่อนจินตนาการเราไปแต่เทคนิคไปไม่ถึง

หลายๆ งานเล่นกับสีสัน ภาพลวงตา และรูปทรง geometric
- ตอนนี้น่าจะเป็นสีสันที่จัดจ้าน และการเคลื่อนไหว โจทย์เราจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ บางทีก็มาจากหนังที่ดู หรือหนังสือที่อ่านเอาใส่ลงไปในเนื้อหาของงานด้วย แล้วเวลาเปลี่ยนโจทย์สิ่งที่อยู่ข้างในก็จะเปลี่ยนไป เราเน้นเป็น illusion ส่วนนึง ส่วนสีนี่เราได้รับอิทธิพลจากไซคีเดลิก ศิลปะแบบป๊อปอาร์ท ตอนนี้แทบจะผสมเป็นผืนเดียวกันแล้ว ที่เด่นๆ ก็จะเป็นเรื่องราวของชีวิตกลางคืนโดยตรง ความสนุก งานปาร์ตี้ สีสัน ความสดใส ความเพลิดเพลิน ความเว่อร์วัง ไปจนถึงประสบการณ์ของการมองแสง ส่วนใหญ่จะเป็นกลิ่นอายของกลางคืนแม้จะอยู่ตอนกลางวันก็ตาม

กับสองโปรเจกท์ล่าสุด ที่สร้างสีสันและประสบการณ์ใหม่ให้กับรีเทลดัง
- เริ่มจากนิทรรศการ Lucid Dreamers ที่ MBK Center น่าจะเป็นงานสเกลล์ใหญ่ที่สุดเลย ลูกค้าอยากจะขยับโพสิชั่นของตัวเอง สร้างความประทับใจ หรือประสบการณ์ใหม่ให้กับคนที่มาดูนิทรรศการ ภาพรวมคอนเซ็ปต์พูดถึงเรื่องสภาวะสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมตอนนี้ ทำให้คนเริ่มยึดติดกับสิ่งที่เป็นไปได้ มีกฎเกณฑ์ของสังคม มีภาวะสิ่งแวดล้อมที่ทำให้คนต้องมีระยะห่าง มีหลายๆ อย่างที่ทำให้เรารู้สึกว่าคนเริ่มยึดติดกับความเป็นจริงสูง จนลืมความฝันลืมว่าจินตนาการคืออะไร เราเลยเล่าว่ามันอาจจะเป็นความฝันที่เป็นจริงก็ได้ หรือการมองอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แต่มีหลายๆ วิธีที่เป็นไปได้ เรามโนขึ้นมาว่าการเดินทางครั้งนี้เราผ่านประตูไปที่ไหนก็ได้ ของโดราเอม่อน เพื่อไปในความฝันของหนังเรื่อง Inception คือฝันซ้อนฝัน บวกกับเรื่องของจิตวิทยาการมองเห็นที่เรียกว่า illusion art ให้เปิดมิติของภาพออกไป ผสมระหว่างสามอันนี้เป็นหลัก มีเรื่องของ illusion การเดินทาง และความฝัน เรารู้ตัวว่าฝันอยู่ แต่เราสามารถบังคับฝันได้ มันเลยย้อนกลับมาว่าการบังคับฝันของคุณสามารถสร้างจินตนาการ ประสบการณ์ใหม่ๆ หลายๆ เรื่องให้เกิดขึ้นจริงได้

และโปรเจกท์ The Urban Wild illumination ที่เซ็นทรัลพลาซา พระราม 3
- เราได้โจทย์มาว่าอยากได้ธีมเป็นป่ากลางกรุงที่มีความเจิดจรัส มีความพิเศษ สว่างไสว เลยตีความป่ากลางกรุงใหม่คิดว่าป่าผืนนี้จะมีอะไรบ้าง โดยใช้สไตล์ของเราเข้าไปร่วมด้วยการไล่เรื่องราวของ 4 ฤดูกาล คือใบไม้ผลิ ร้อน ฝน และหนาว ฤดูใบไม้ผลิเราใส่สไตล์ของ illusion หรือสีสันเข้าไปให้ดูเกินจริง เหมือนอยู่ในโลกจินตนาการ มีสีสันของดอกไม้ มีผีเสื้อที่เป็น geometric และ futuristic แต่จะมีเรื่องราวของรีเฟล็กซ์กลับด้วย มาต่อในซีนของซัมเมอร์ เราออกแบบซัมเมอร์เป็นอีกแบบนึง โดยการผสมหลายๆ รูปแบบเข้าด้วยกัน จากซัมเมอร์ไปฝน เราตีความว่าฝนเป็นนีออน ฝนตกลงมาแล้วมีเห็ดกับสายรุ้งขึ้น งานมโนล้วนๆ (หัวเราะ...) พอมองเงยไปปุปมันจะเหมือนเรามองท้องฟ้า หรือฝนที่หยดลงมาได้ ไปถึงฤดูหนาวเกี่ยวกับพื้นผิวของสัตว์อย่าง ม้าลาย งู เสือดาว ยีราฟ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องจินตนาการหมด

เวลาทำงานแต่ละครั้งให้ความสำคัญกับอะไรบ้าง
- คอนเซ็ปต์ต้องมาก่อน เสร็จแล้วก็มาดูว่าจะเล่าเรื่องราวแบบไหน หลังจากนั้น key visual จะออกมา ไดเรคชั่นแบบนี้เรื่องราวแบบนี้ จะเล่าออกไปยังไง ส่วนใหญ่งานเราจะไม่ค่อยตรงเรฟเฟอเร้นส์ เพราะบางทีเราเอาเรฟเฟอเร้นส์เมืองนอกมาให้ลูกค้าดูว่าอารมณ์ประมาณนี้ แล้วก็มามิกซ์มันใหม่โดยได้รับอินสปายจากช่วงนั้น บวกกับ เอางานเก่ามาต่อยอดด้วย เราชอบพัฒนางานเก่า แต่อะไรใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่ตื่นเต้น เป็นแรงบันดาลใจให้เราอยากทำงาน บางทีทำงานกับสาย DRAG หรือสายบอดี้เพ้นท์ ก็เอาตรงนั้นมาผสมด้วย งานเลยออกมาค่อนข้างครอบคลุม

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นไอเดียขับเคลื่อนการทำงาน
- เพลง การไปเที่ยวเฟสติวัล ไปดูงานคนอื่น ไปฟังเพลงที่เค้าเปิด การที่มีเพื่อนแต่งตัวแปลกๆ เข้ามา ไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าเราจะได้ไอเดียจากอะไร บางทีก็มาแบบฟลุ๊คๆ เราว่าถ้าอยู่กับตัวเองมากไป ประสบการณ์ใหม่ๆ จะไม่เกิด เพราะกลายเป็นเราตีกรอบตัวเอง บางวันเห็นคนที่ทำดนตรีแปลกๆ ก็เข้าไปดู ปีที่แล้วเรามีโอกาสได้ไปงานใจเทพ และ Shambhala In Your Heart สองเฟสติวัลนี้จะต่างกันมาก ใจเทพจะมีวิชวลอาร์ทติสท์เยอะ เป็นสายปาร์ตี้ มีอินสตอลเลชั่นสวยๆ แต่ Shambhala จะเป็นงาน World Music ข้างในมีเครื่องเคาะ เครื่องสาย ตั้งวงแคมป์ปิ้งก่อกองไฟกัน ใครมีเครื่องดนตรีอะไรก็เล่นไป ประสบการณ์พวกนี้มาจากการที่เราได้ใช้ชีวิต เราเลือกจะไปทุกที่ที่อยากไป เลยทำให้ซึมซับทุกอย่างมาหมด เราเปิดรับทุกอย่างที่เป็นความสนุก ความบันเทิง

ความสนุกในแต่ละผลงานที่สร้างสรรค์
- ความสนุกของเราคือการซ่อนสิ่งต่างๆ เอาไว้ ให้คนเซอร์ไพร์สว่าจะมีอะไรโผล่ออกมาเป็นไฮไลท์ จริงๆ น่าจะออกแบบทุกอย่างโดยยึดจากเพลงเป็นหลัก เวลาทำงานเราชอบฟังเพลง ก็จะเปิดเพลงที่เข้ากับโจทย์ที่ได้รับมา เพื่อให้มีอารมณ์ร่วมไปด้วย ให้บีทมันเข้าไปในการออกแบบ ส่วนใหญ่เราจะแฝงอะไรที่ทำให้คนมองนานๆ แล้วรู้สึกเหมือนสะกดเค้าไว้ ถึงแม้จะเป็นลูปแค่ 8 วินาทีก็ตาม เพลงประมาณนี้เราหากราฟิกให้ส่งอารมณ์เพลงขึ้นไป นั้นคือหน้าที่ของเราที่ยึดจากดนตรีเป็นหลัก แต่จะแทรกวัฒนธรรมของแต่ละยุค หรือแฟชั่นเข้าไปในงานด้วย

ถ้าให้เปรียบเทียบตัวเองกับแนวดนตรี
- น่าจะเป็น Psy /Techno / Progressive House เพราะงานเราตอนนี้จะมีส่วนผสมของไซคีเดลิก,เทคโน และโปรเกรสซีฟ ผสมอยู่ด้วยกัน สามแนวเพลงนี้คืออิทธิพลที่ได้รับมาเต็มๆ เวลาไปทำงานเราอยู่เบื้องหลัง ฉะนั้นต้องสร้างอัตลักษณ์ที่ถ้าเราขึ้นภาพนี้ไป เค้าจำเราได้ มันมีความสุขกับการที่คนได้เห็นภาพกราฟิกบนผนังที่เราทำ เพราะความบันเทิง หรืออารมณ์ในการออกแบบของเราอยู่ตรงนั้นหมดแล้ว

อยากร่วมงานกับนักออกแบบคนนี้
- พี่กรกต อารมย์ดี เป้าหมายเราคือผสมงาน ดิจิทอลกับงานคราฟท์เข้าด้วยกัน ถ้าเกิดเราทำเองถักเองมีประสบการณ์ ก็น่าจะดีไซน์ตรงนี้ได้ดีขึ้น แล้วของพวกนี้ไม่ต้องใช้ไฟก็ทำเป็นอินสตอลเลชั่นได้ เราอยากพามันไปในที่ๆ ไม่มีไฟให้ได้ อย่างโปรเจทก์ Living Art ที่ทำกับภรรยา เราต้องการไปในที่ๆ ไม่มีไฟ แล้วทำศิลปะได้ สามารถตีความไปมาได้ เราชอบการตีความไปมา งานคราฟ์ทมาตีเป็นไฟฟ้า ไฟฟ้าย้อนกลับไปเป็นคราฟ์ท ถอดวัสดุออกมาแล้วเดินทางไปอยู่ในที่อื่นได้โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟ

สิ่งที่อยากจะพัฒนาต่อไปในอนาคต
- ฝั่งของ MBK ตอนนี้เป็นแค่วิชวลอาร์ท แต่ของเซ็นทรัลเป็นโมชั่นกราฟิก อนาคตเราอยากจะเอาสองอันนี้มาต่อยอดเข้าด้วยกัน มีทั้งอินสตอลเลชั่นบวกกับกราฟิกข้างใน ผสมกับงาน Living Art พอมารวมกันเราว่าน่าจะเยี่ยม เพราะได้ทำสามศาสตร์ที่เราสนใจ มีความเคลื่อนไหวของวิชวลอาร์ท คอยเลี้ยงอารมณ์คนอยู่ และอยากลงลึกเรื่องโปรดักชั่นดีไซเนอร์ทำพวกไลท์ติ้ง เราจะได้ออกแบบได้เต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ทำ Concept , Key Visual , อาร์ทเวิร์คที่เป็นโปสเตอร์ ดีไซน์เวที รวมถึงโมชั้นกราฟฟิก เล่าเรื่องราวของวิชวลข้างใน และไลท์ติ้ง คิดว่าน่าจะเป็นไปได้ถ้าเรามีเวลาเรียนรู้มัน