

หนังสือที่ว่าด้วยความสุขตามนิยามของ
’นิรามย์ วัฒนสิทธิ์’
อาหาร งานศิลปะ และการใช้ชีวิต อาจเป็นองค์ประสำคัญที่ช่วยเติมเต็มชีวิตใครหลายคน เช่นเดียวกับเจ้าของร้านขนมเล็ก ๆ บนถนนหลานหลวงที่ทั้ง 3 สิ่งนี้คือส่วนผสมสำคัญที่ทำให้ชีวิตของเขาสมบูรณ์


‘My Kitchen Out Of Eden’s’ คือชื่อของหนังสือที่เต็มไปด้วยองค์ประกอบทั้ง 3 อย่างของชีวิต มันถูกผลิตบนชั้น 2 ของร้านขนมที่รายล้อมไปด้วยจานชาม เครื่องกระเบื้อง ภาชนะเสิร์ฟอาหาร กองหนังสือ โต๊ะทำงาน ซึ่งเมื่อก่อนก็เคยเป็นโต๊ะตัวเดียวกันกับโต๊ะกินข้าว

‘เด่น - นิรามย์ วัฒนสิทธิ์’ เจ้าของร้านขนมคนนั้น เป็นคน ๆ เดียวกับคนที่ทำหนังสือมานานเกือบ 2 ทศวรรษ ตั้งแต่ในยุคที่แวดวงหนังสือและนิตยสารรุ่งเรืองจนถึงวันที่ร่วงลง แต่ชีวิตของเขาก็ยังคงไม่หนีไปไหนจากการทำหนังสืออยู่ดี เพราะขณะที่เปิดร้านขนมเมื่อหลายปีก่อน ความฝันว่าอยากมีหนังสือวางขายอยู่ด้วยก็ยังมีอยู่มาตลอด จนในที่สุด ด้วยเงินทุนของตัวเขาเองกับแรงงานของทีมผลิตเล็ก ๆ หนังสือราย Biannual (หนังสือที่ออกปีละ 2 เล่ม) ที่เล่าเรื่องการกิน การอยู่ การเดินทาง และการใช้ชีวิตด้วยความละเมียดละไมก็เกิดขึ้น
จากหนังสือเล่มแรกที่เริ่มต้นด้วยความทำอยากล้วน ๆ โดยไม่มีโฆษณา ไม่มีพีอาร์ ไม่มีแผนมาร์เก็ตติ้ง และโดยไม่ได้คาดหวังใดๆ จนถึงวันนี้ หนังสือ My Kitchen Out Of Eden’s ได้พาตัวมันเองมาถึงเล่มที่ 6 พร้อมกับออกไปเผชิญโลกกว้างบนชั้นวางทั่วโลก ตั้งแต่นิวยอร์ก แอริโซนา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เซี่ยงไฮ้ และกำลังจะตีตั๋วไปในอีกหลายประเทศ ไม่ใช่แค่ร้านหนังสือ แต่เป็นทุกที่ ในความหมายว่าทุกที่จริง ๆ ที่มันจะสามารถไปอยู่ได้ โดยมีคนที่รักการอ่านและรักการใช้ชีวิตด้วยความละเมียดละไมเช่นเดียวกับมันเป็นแรงขับเคลื่อนไปเรื่อย ๆ

บนชั้น 2 ของร้านขนมร้านแห่งนั้นซึ่งเป็นทั้งที่ทำงานและเป็นบ้าน เราเดินทางมาเพื่อถามนิรามย์ ถึงนิยามของการ ‘Out Of Eden’s’ ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
“โห มันไปในที่ที่เราเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกันนะ ไปอยู่ในร้านหนังสือ Art Book ไปอยู่ในร้านที่ทำกระดาษแฮนด์เมด ในร้านเซรามิก Astier de Villatte ที่ฝรั่งเศส ซึ่งเป็นร้านที่เราชอบและเป็นลูกค้าเขามานาน เขาไม่ได้มีแค่เซรามิก แต่มีสินค้าไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ตั้งแต่จานชาม เครื่องเขียน หนังสือ กลายเป็นว่ามันทำลายกำแพงที่ไม่ได้อยู่แค่ในร้านหนังสืออีกต่อไปแล้ว แต่กระจายไปสู่กลุ่มคนที่หลากหลายและกว้างขึ้น” นิรามย์ เล่าให้เราฟัง บนโต๊ะทำงานที่เคยเป็นโต๊ะตัวเดียวกันกับโต๊ะกินข้าวตัวนั้นแหละ

“ทำให้ได้เห็นอย่างหนึ่งว่าในต่างประเทศเขายังมีพื้นที่ให้กับหนังสืออิสระค่อนข้างเยอะ ถึงคนอาจมองว่าหนังสือคือสื่อเก่า แต่กลายเป็นว่าทุกที่ในโลกยังเปิดรับการอ่านหนังสือ ซึ่งกลับมาตอกย้ำความเชื่อเดิมของเราว่า ทำอะไรก็ตาม ถ้าทำแล้วดี มันก็มีคนเห็น และไปต่อได้ เราคิดว่าพอหนังสืออยู่ในที่ที่ถูกต้อง มันไม่ต้องอธิบายอะไรมากเลย ตอกย้ำว่า ‘สิ่งพิมพ์ไม่ตาย’ ถ้าคุณภาพมันได้ และมีกลุ่มคนอ่านที่ใช่”
หากดูภายนอก My Kitchen Out Of Eden’s ไม่เหมือนกับหนังสือหรือแม็กกาซีนเล่มไหนในบ้านเรา ทั้งหน้าตา เนื้อหา และรูปแบบ แถมยังเป็นหนังสือสองภาษา ที่เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ ไอเดียของสิ่งเหล่านี้มาจากไหน และหลุดจากกรอบเดิมของการทำหนังสือหรือแม็กกาซีนที่คุณเคยทำมามากน้อยแค่ไหน

อย่างหนึ่งคือคนจะชอบถามว่า My Kitchen Out Of Eden’s เป็นหนังสือหรือแม็กกาซีน เพราะคำว่าแม็กกาซีนดูมี Timing ของมัน แต่หนังสือเราทุกวันนี้เล่มเเรก ๆ ก็ยังขายได้อยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าการที่ไม่มีโฆษณาในหนังสือ ทำให้มัน Timeless อย่างน้อยก็ตอบโจทย์แรกที่เราตั้งไว้ว่าหนังสือเล่มหนึ่งจะอยู่ได้ไหมโดยไม่มีโฆษณา แต่อยู่โดยการอ่านล้วน ๆ
เราอยากอ่านสิ่งที่เราสนใจจริง ๆ แล้วสิ่งที่ทำค่อนก็ข้างเป็นสากล Voice ที่พูดกับคนอ่านจึงไม่ใช่แค่พูดกับคนไทยเพียงอย่างเดียว อีกอย่างเราทำเนื้อหาที่ไม่ได้มีความไทยหรือเอเชียเยอะ เพราะอยากให้คนอ่านตั้งคำถามว่าเรามาจากไหน และอยากพิสูจน์ว่าเป็นไปได้ไหม ถ้าสิ่งนี้จะไปอยู่ที่ไหนก็ได้ เราอยู่เมืองไทย ทำหนังสือภาษาอังกฤษ ไปวางขายที่อเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ซึ่งพอมันไปอยู่ได้จริง ๆ มันก็เป็นการทำลายกำแพงเรื่องของภาษาไปแล้ว
แต่เมื่อไรก็ตามที่คนรู้แล้วว่าเรามาจากกรุงเทพฯ วันนั้นเราจะมีเรื่องกรุงเทพฯ ส่งไปให้เขาอ่าน ข้อดีอย่างหนึ่งคือบางทีหนังสือเราไปวางอยู่ต่างประเทศ มันทำให้คนไทยที่บางทีไม่ได้รู้จักเรามาก่อนหรือไม่ได้คิดจะอ่าน เขาอยากรู้ว่าเราไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร เหมือนเป็นการโตจากข้างนอกแล้วค่อย ๆ กลับเข้ามาข้างใน

จากการที่ทำหนังสือโดยไม่ได้คาดหวัง แต่กลับไปไกลเกินคาด ทำให้วิธีการทำงานของคุณเปลี่ยนไปมากน้อยอย่างไร
ไม่เปลี่ยนนะ แค่จะเป็นการทำอย่างไรให้มันบาลานซ์กันมากขึ้นเท่านั้นเอง เวลาเราจะเสิร์ฟอาหารบนโต๊ะ ต้องรู้แล้วว่า Combination ทั้งหมดมีอะไรบ้าง การทำหนังสือเล่มหนึ่งก็เหมือนทำอาหารขึ้นมาหนึ่งมื้อ
เราไม่ได้ทำอะไรที่ซับซ้อน ที่ซับซ้อนคือเราเป็นคนคิดเยอะ คือคิดให้ง่าย แต่ทำให้จริงจัง อีกอย่างเราว่ามันง่ายเพราะเราทำไปอย่างเป็นธรรมชาติ เราเห็นภาพตั้งแต่เริ่มทำจนเสร็จออกมาเป็นเล่มเลย แล้วสิ่งที่ออกมามันก็ใกล้เคียงกับสิ่งที่อยากได้จริง ๆ ด้วยอะไรก็ไม่รู้

จนถึงวันนี้หนังสือ My Kitchen Out Of Eden’s พาคุณออกไปเจออะไรมาบ้าง
เราว่าโชคดีอย่างหนึ่งคือเราเชื่อมโยงไปถึงคนที่มองอะไรคล้ายกัน เห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกันกับเรา และเห็นคุณค่าในสิ่งเดียวกับที่คนอ่านของเราให้คุณค่า คนที่เราไปเจอเขาก็อยู่ในสังคมที่รักอาหาร ศิลปะ และสนใจเรื่องการใช้ชีวิตเหมือนกัน เขาเชื่อว่าอยู่ที่ไหนก็สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีได้ อย่างน้อยในโลกเล็ก ๆ ของตัวเอง และไม่ใช่แค่เชื่อ เขาลงมือทำด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือคนเหล่านี้ไม่ได้ทำแค่เพื่อตัวเอง แต่เขาทำแล้วมันกระเพื่อมไปสู่คนอื่นรอบ ๆ ด้วย ซึ่งเราว่ามันเวิร์ก เพราะความตั้งใจแต่แรกที่เราทำหนังสือ หรือทำร้านก็เถอะ เราไม่ได้ต้องการแค่ให้คนได้ประสบการณ์กลับไป แต่อยากให้คนรู้สึกว่า ‘งั้นฉันทำแบบนี้บ้างดีกว่า’ นี่แหละคือสิ่งที่เราอยากให้เกิดขึ้น อย่างน้อยในวันที่แสนยุ่ง มีครึ่งชั่วโมงที่คุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วรู้สึกปลดปล่อย ถามว่าแค่นี้ดีไหม ก็ดีแล้ว แต่ถ้าพรุ่งนี้คุณรู้สึกอยากลุกขึ้นมาทำขนมเหมือนในหนังสือของเราบ้าง เพราะคุณอยากรู้ว่ากลิ่นอบขนมที่บ้านตอนเช้ามันเป็นอย่างไร เราเชื่อว่าแบบนี้มันจะสมบูรณ์มากเลย

ถ้ามันทำให้คนอ่านอยากลุกขึ้นมาทำอะไรกับตัวเอง หรือทำอะไรกับสังคมได้บ้าง เราว่ามันก็เป็นเรื่องดี
ทั้งผู้คนและสังคมที่หนังสือพาคุณออกไปเห็นตลอดการเดินทางที่ผ่านมา มีสิ่งไหนที่คุณคิดว่ามันต่างกับสังคมเราที่เป็นอยู่ในแง่ไหนบ้าง
เวลาไปต่างประเทศ เรามักจะได้ยินคำขอบคุณระหว่างลูกค้ากับพนักงาน หรือคนเสิร์ฟเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทุกคนภูมิใจ มีศักดิ์ศรีกับสิ่งที่ตัวเองทำ คนกินเขาก็รู้สึกว่านี่คือคนที่ทำอาหารให้เรากินเลยนะ สิ่งที่เห็นคือผู้คนเขามี ‘Manner’ และรู้จักเคารพคนอื่น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก
ในขณะที่ถ้ามองย้อนกลับมาบ้านเรา เรารู้สึกว่าสิ่งนี้เรายังขาด ไม่รู้ด้วยเพราะทัศนคติของคนส่วนใหญ่ที่มีต่ออาชีพงานบริการหรือเปล่าที่ทำให้ปฏิบัติกับพนักงานหรือคนทำงานในร้านอาหารไม่ดีนักอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเราเองก็เป็นคนที่อยู่หน้าร้านด้วยตัวเอง ทำให้เห็นสิ่งเหล่านี้อยู่ตลอดเวลาและรู้สึกเข้าใจคนทำงาน นี่คือสิ่งที่ต่าง ถึงจะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็น Manner ของสังคม ในภาพใหญ่ และการที่เราจะดูว่าสังคมเป็นอย่างไร บางทีก็ดูได้จากคนที่เข้ามาในร้านได้เหมือนกัน

แล้วเราพอจะเปลี่ยนอะไรได้บ้างไหม
คือจริง ๆ นะ เราคงเปลี่ยนสังคมได้ยาก เพราะเราตัวจิ๋วมาก และไม่ได้มีพาวเวอร์มากพอที่จะไปเปลี่ยนอะไร แต่อย่างน้อย เราพยายามสร้างทัศนคติหรือบรรทัดฐานบางอย่างที่ดีให้กับสังคมได้ สมมติว่าอ่านหนังสือแล้วพรุ่งนี้คุณอยากทำบ้านตัวเองให้น่าอยู่ เริ่มจากจุดเล็ก ๆ หลาย ๆ จุด ภาพใหญ่มันก็น่าจะแข็งแรงขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็อาจจะไม่ต้องรู้สึกว่าอยากออกไปข้างนอกเพื่อได้คอนเทนต์ สำหรับเราคอนเทนต์คือการทำให้เกิดขึ้นในที่ที่คุณอยู่ แล้ว Spread มันออกไป ความวุ่นวายอาจจะน้อยลงไหม นี่คือสิ่งที่เราคิด
นี่สามารถอธิบายที่มาของคำโปรยบนปกหนังสือที่ว่า ‘No matter where you are, you can have a good life’ ได้หรือเปล่า
เคยคิดเหมือนกันนะว่า Headline นี้มันถูกต้องแค่ไหน เราไม่ได้พูดแบบเพ้อฝันหรือทุ่งลาเวนเดอร์เลย มันอยู่ที่ทัศนคติและการลงมือทำ เชื่อว่าแม้ในจุดที่รู้สึกว่าแย่ที่สุด ก็สามารถเทิร์นพลังให้เป็นบวกได้ ดีกว่ามองอะไรแล้วเลวร้ายไปหมด เรารู้ว่าเงื่อนไขของแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะสร้างได้ แต่อย่างน้อยถ้าทำได้ ทำเถอะ นี่คือสิ่งที่เราอยากสื่อสารออกไป


เราคิดว่ามันเกิดขึ้นได้ ในบ้านของเรา แต่ถ้าต้องก้าวเท้าออกไปจากบ้าน มันอาจจะไม่ง่ายนัก ตอนเราไปฝรั่งเศส ที่นั่นรถไม่ติด อากาศดี ไม่มีมลพิษ ไปตลาด เจอคนขายชีส ขายไข่ ไม่มีใครตั้งคำถามว่านี่คือออร์แกนิกแท้หรือไม่แท้ แล้วก็ไม่มีใครบอกว่าสินค้าฉันดีที่สุด สดที่สุด เพราะนั่นคือการที่เขาใช้ชีวิตกันปกติ วิถีชีวิตเขาคือเลี้ยงไก่ แล้วเอาไข่ไก่มาขายวันอาทิตย์ ถ้าย้อนกลับมาบ้านเรา การจะไปมองหาสิ่งเหล่านี้ก็อาจเป็นเรื่องยาก สำหรับเราเลยไม่ได้มองเรื่องอุดมคติขนาดนั้น แต่ในฐานะคนทำอาหาร เราแค่ต้องซื่อสัตย์ ไม่หลอกคนกิน และชัดเจนกับสิ่งที่ตัวเองทำ
อาหาร ศิลปะ และหนังสือ จะสามารถสร้างทัศนคติดที่ดีให้กับผู้คนได้อย่างไรบ้าง
เรารู้สึกว่าคนเราจะเปลี่ยนได้ ถ้ามีมุมมองที่เข้าใจ ให้อภัย เคารพตัวเอง และเคารพคนอื่น ถ้าเราเป็นจุดเล็ก ๆ ที่สามารถสร้างทัศนคตินี้ในที่ของเราได้ แล้วมันต่อจุดกันไปเรื่อย ๆ ก็อาจทำให้สังคมดีขึ้นได้ เพราะสิ่งที่เราทำไม่ใช่แค่อาหาร 1 จาน หรือหนังสือ 1 เล่ม ข้างในจริง ๆ คือเรื่องการสร้าง ‘คัลเจอร์’ จากสิ่งที่เราพบเจอมา แล้วเราก็อยากเห็นสิ่งนั้นเกิดขึ้นที่นี่


นิยาม My Kitchen Out Of Eden’s สำหรับคุณคืออะไร
มันคือ Headline บนปกของเราที่บอกว่า ‘ไม่ว่าคุณอยู่ตรงไหนของโลกก็สามารถสร้าง Good Life ได้’ ความหมายของมันคือการที่เราเชื่อว่าทุกคนสามารถมองหา หรือสร้างโมเม้นท์ที่ดีในชีวิตแต่ละวันได้ และสำหรับคนที่เชื่อในสิ่งนี้ เราอยู่บนถนนเดียวกัน…



