

แง้มม่านการละคร “มนต์รักทรานซิสเตอร์” กับการนั่งแท่นผู้กำกับละครเวทีครั้งแรกของ จัส - ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์
ภาพงานวัด เสียงเพลง และโลกแห่งทุนิยมไร้ซึ่งความเท่าเทียม สิ่งเหล่านี้คงเป็นภาพจำชั้นดีของ “มนต์รักทรานซิสเตอร์” ผลงานอมตะตลอดกาลของ ‘วัฒน์ วรรลยางกูร’ ที่ได้หยิบมาผลิตเป็นภาพยนตร์ขึ้นหิ้ง จนกลายเป็นที่โปรดปรานของใครหลายคนมานักต่อนัก และภาพยนต์เรื่องนี้เองยังเป็นที่ศูนย์รวมภาพความทรงจำในวัยเด็ก ความรักที่เบ่งบ่านท่ามกลางการดำเนินชีวิตท่ามกลางโลกที่แสนขมขื่น เคล้ากับบรรยากาศของเสียงเพลงประกอบเป็นจังหวะสนุกสนาน แต่ในปี 2565 นี้ ผลงานเรื่องนี้จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านฝีมือการกำกับของ จัส - ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ ที่ได้สร้างผลงานเอาไว้จากภาพยนตร์สารคดี ‘ไกลบ้าน’กลับมาคราวนี้เขาได้นำบทประพันธ์ชั้นครูกลับมานำเสนอใหม่ผ่านม่านของละครเวที ซึ่งเป็นโอกาสอันพอเหมาะพอเจาะที่ทาง #Iameverything ได้ลัดเลาะเบื้องหลังละครเวทีมานั่งพูดคุยกับเขาถึงการทำงานในครั้งนี้กัน
เป็นอย่างไรบ้าง กับการก้าวสู่บทบาทของผู้กำกับอีกครั้ง
ท้าทายมากครับ เป็นการทำงานที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน จึงทำให้มีหลายอย่างที่เราต้องจัดการในระยะเวลาที่กำหนด มีบางอย่างตรงตามแบบแผน มีบางอย่างที่ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ต้องอาศัยแรงจำนวนมากในการจัดการทุกอย่าง มันเลยค่อนข้างเหนื่อยเหมือนกันครับ (หัวเราะ)

การกลับมาในแบบฉบับละครเวทีของ “มนต์รักทรานซิสเตอร์”
ผมอยากทำหนังเรื่องนี้และเริ่มวางแผนมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ประจวบเหมาะกับปีนี้ทาง BACC เปิด open call โครงการศิลปะการแสดง ครั้งที่ 11 โดยหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เปิดให้ยื่นโปรเจกท์เกี่ยวกับศิลปะการแสดง แล้วเรื่องของเราก็ได้รับเลือกพอดี ซึ่งในมุมของผมเอง ผมรักเรื่องเล่านี้มาก อยากให้มนต์รักทรานซิสเตอร์ได้กลับมาอยู่กับผู้คนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหนังมันก็มีอยู่แล้วแหละ แต่ผมรู้สึกว่าผ่านมาหลายปีมันยังเป็นหนังเรื่องเดิม ผมจึงนำเสนอเรื่องเล่านี้อีกครั้ง ผ่านการตีความใหม่ในมุมมองของผม และตั้งใจถ่ายทอดออกมาเป็นละครเวทีในครั้งนี้นั่นเอง
บทบาทที่เปลี่ยนผันจากผู้กำกับหนังสู่ละครเวที
เป็นบทบาทที่ค่อนข้างต่างกันเยอะ ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่างจากการทำละครเวทีรอบนี้ วิธีคิด วิธีการทำงานมันไม่เหมือนกับที่เราเคยทำมา การเลือกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในแต่ละฉากก็แตกต่างกัน มันมีอะไรหลายอย่างที่ผมได้เรียนรู้ระหว่างทางมากมาย มีเรื่องที่เราต้องรับมือ ทั้งวิธีคิด และ Framework ที่เราคุ้นชินมาก ๆ จากหลายองค์ประกอบ และด้วยรูปแบบการนำเสนอที่เป็นการแสดงจากคนจริง ๆ ต่างจากหนัง มีหลายปัจจัยที่ช่วยในการเล่าเรื่อง สร้างเป็นมิติของการรับชมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
ปลุกปั้นเรื่องเล่าตลอดกาลให้กลับมามีชีวิต
ผมเองก็เป็นคนทำหนังมาก่อน พอเรามาจับงานละครเวทีแล้วรู้สึกชอบเป็นอย่างมาก มนต์รักทรานซิสเตอร์เองก็เป็นหนังอมตะ มีหลายอย่างที่ผมรู้สึกต่อการทำงานครั้งนี้ ทั้งกดดันและตื่นเต้น สุดท้ายแล้วการตีความของผมจะส่งไปถึงผู้ชมได้อย่างไรบ้าง จะสื่อสารออกไปอย่างไร หรือจะเข้ากับสังคมในมิติใหม่ ๆ ได้หรือไม่ เป็นโจทย์ที่ยากเหมือนกัน ผมอยากให้งานประพันธ์ที่ผมรักชิ้นนี้ถูกเล่าในสื่อใหม่ เอาจริงแค่สื่อคนละสื่อมันก็สร้างความแตกต่างของงานการนำเสนอได้มากเช่นกัน นอกจากการจัดการคนละแบบแล้ว คนดูก็ได้เจอความแตกต่างที่ไม่เหมือนจากเวอร์ชั่นหนัง เพราะมีการตีความของผมร่วมอยู่ด้วย



แต่ง เสริม เติมสีสันให้ละครเวทีมีมิติ
การทำงานครั้งนี้เป็นการร่วมงานกับทีมงานออกแบบด้านต่าง ๆ ใช้คนค่อนข้างเยอะ โปรดักชั่นดีไซน์ก็ได้ พรพรรณ อารยะวีรสิทธิ์ จาก Duckunit มาดูภาพรวมทั้งหมด เรื่องของดนตรีเองก็เป็นส่วนสำคัญ ได้ทาง สุทธิสิปป์ ฐิติธนพันธ์, ประดิษฐ ประสาททอง และคานธี วสุวิชย์กิต มาช่วยทำให้ดนตรีกลมกล่อมมากขึ้น ผมมองว่ามันใหญ่มาก ๆ ใช้คนประมาณ 4-5 คน ในการแต่งเนื้อร้อง เรียบเรียง เล่นดนตรีสด ในมุมมองของผมที่จะเล่าเรื่องนี้อย่างไรให้มีเอกลักษณ์ มีกลิ่นอายความรู้สึกที่แบบผมอยากเห็น ก็เป็นอีกหนึ่งกระบวนการทำงานจากการร่วมมือของหลายภาคส่วนด้วยเช่นกัน
ความเหลื่อมล้ำ ร่องรอยทางประวัติศาตร์ที่ถูกจารึก
อย่างที่เรารู้กันดีว่าสังคมทุกวันนี้ มันเหลื่อมล้ำขนาดไหน ทุกคนล้วนถูกบอกว่า เรามีความฝัน ถูกบอกให้ออกไปตามหาความฝัน แต่ด้วยความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นมันก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำตามความฝันได้ ผมเลยรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้มันเปรียบเหมือนความเจ็บช้ำที่คนสมัยนี้จะเข้าใจได้ไม่ยากเลยทีเดียว แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ผมรู้สึกว่ามนต์รักทรานซิสเตอร์เรื่องนี้มันเก่ามากนะ มันมีมาเกือบ 40 ปีแล้ว ชีวิตของคนที่เจอสังคมกระทำสิ่งต่าง ๆ ต่อเขา และปัจจุบันนี้เองเราก็ยังคงรู้สึกแบบนั้น เราทุกคนล้วนเข้าใจมันได้ ผมเลยรู้สึกต่อสิ่งนี้เป็นพิเศษ
“ผมว่ามันยากมากเลยนะครับ เรื่องราวมันบอกเล่าชีวิตคนเราอยู่แล้ว ชีวิตคนในสังคมที่เจอกับความเจ็บช้ำจากโลกทุนนิยม มันก็เหมือนพวกเรานี้แหละครับ ไร้ซึ่งอำนาจ ยอมให้อำนาจต่าง ๆ คอยกดทับเราไว้เราแทบไม่มีสิทธิ์ในการออกปากออกเสียง เลือกในสิ่งที่เราต้องการได้ หนังเองก็เล่าในสิ่งที่คนดูสามารถสัมผัสได้ รวมไปถึงการตีความของผมก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งแง่มุมที่ทำให้หนังมีมิติมากยิ่งขึ้น ผมมองโลกในเรื่องนี้เป็นแบบไหน หรือมองสังคมว่าอย่างไร”

แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการทำละครเวที
ในสังคมบ้านเรา ผู้คนที่สนใจละครเวทีจริง ๆ ไม่ได้มีจำนวนมากสักเท่าไหร่นัก ผมจึงอยากชวนให้คนมาดูกันเยอะ ๆ เพราะผมมองว่าละครเวทีก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่ตอนผมเด็ก ๆ ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งกับการได้ดูละครเวทีสักเรื่อง มันเป็นอะไรที่สดใหม่มาก ๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น การเอาเรื่องมนต์รักทรานซิสเตอร์กลับมาทำใหม่อีกครั้งในรูปแบบละครเวทีมันก็อาจจะดึงเสน่ห์บางอย่างของผลงานชิ้นนี้ออกมาได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน

หากใครที่สนใจอยากร่วมเดินทางเป็นส่วนหนึ่งกับละครเวทีจากเรื่องเล่าอมตะตลอดกาลอย่าง ‘มนต์รักทรานซิสเตอร์’ กำกับ โดย ธีรพันธ์ เงาจีนานันต์ เปิดให้ซื้อบัตรเข้าชมแล้ว โดยมีรอบวันที่ 18, 19, 21, 25, 26, 28 สิงหาคม , 1-4 กันยายน 2565 รอบ 19.00 น. และ 20, 27 สิงหาคม 2565 รอบ 17.00 น. พร้อม post show talk ณ สตูดิโอ ชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บัตรราคา 850 บาท (พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษ) ซื้อบัตรได้ที่ https://bit.ly/3z0ISko ติดต่อสอบถาม https://www.facebook.com/teeraphannybkk หรือ 086-899-5669