เมื่อการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ เรามีเวลาอีกสิบปีหรือร้อยปีที่จะแวะ เวียนไปเยี่ยมชมความงามของสถาปัตยกรรมแห่งเดิมได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในงานสถาปัตยกรรมทุกชิ้น นั่นก็คือกระบวนการในการก่อสร้าง มีเพียงช่วงเวลานี้เท่านั้นเอง ที่เราจะได้เห็นจินตนาการของสถาปนิกผู้ออกแบบค่อยๆ ถูกก่อร่าง สร้างออกมาเป็นรูปธรรมอย่างช้าๆ คล้ายกับทิวทัศน์ระหว่างทางที่มีเสน่ห์งดงามไม่น้อยไปกว่าจุดหมายปลายทางเสียด้วยซ้ำ บนเส้นทางสู่ผลงานชิ้นเอกชิ้นใหม่ของสถาปนิกผู้มีเอกลักษณ์โดดเด่นที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย EVERYTHING อยากจะชักชวนทุกคนไปร่วมเดินทาง ชื่นชมความงามระหว่างทางแห่งการออกแบบและก่อสร้างผลงานชิ้นนี้ด้วยกัน

ฝั่งขวามองเห็นความศิวิไลซ์ของเมืองพัทยาอยู่ในระยะไกล ฝั่งซ้ายชิดใกล้กับวิถีเรียบง่ายของชุมชนชาวประมง ตรงหน้าประชิดกับชายหาดเงียบสงบซึ่งหาได้ยากมากในเขตนาจอมเทียนพัทยานี้ บนฝั่งปรากฏโครงสร้างสถาปัตยกรรมคอนกรีตเด่นตระหง่านตั้งลดหลั่นกันตามเนินหินแกรนิต “เป็นสถาปัตยกรรมที่คล้ายประติมากรรมหินซ้อนตัวกัน” คุณวสุ วิรัชศิลป์ แห่ง VaSLab Architecture กล่าวถึงผลงาน สถาปัตยกรรมมาสเตอร์พีชชิ้นนี้ของเขา ที่ตั้งใจผสานงานสถาปัตยกรรม ศิลปะ และประติกรรมเข้าด้วยกัน ผ่านการใช้เส้นสาย เท็กซ์เจอร์ และฟอร์มที่เป็นส่วนหนึ่งกับพื้นที่อย่างมีชั้นเชิง ซึ่งอีกไม่นานสถานที่แห่งนี้ จะพร้อมเปิดตัวในฐานะรีสอร์ทชั้นนำแห่งใหม่ของเมืองไทย ภายใต้ชื่อ “Mason Pattaya”

Stunning Site
ด้วยพื้นที่กว้างขวางกว่า 30 ไร่ เริ่มแรกจึงเห็นเป็นทิวสถาปัตยกรรมที่โอบล้อมบดบังสายตาสิ่งที่อยู่ด้านหลังมัน จนเมื่อเข้าใกล้จึงค่อยๆ เผยให้เห็นชายหาดเปิดสู่ทะเล พร้อมเหล่า Pool Villa ที่วางตัวเป็นสเต็ปบนเนิน หินแกรนิตสูงประมาณ 11 เมตร ที่ค่อยๆ ลาดเอียงสู่ทะเล และโผล่ขึ้นเป็นโขดหินตามชายหาด ลักษณะของไซต์ภูเขาหินที่ไม่ค่อยพบเห็นนักแถบนาจอมเทียน ทำให้สถาปนิกเกิดไอเดียสร้าง “งานสถาปัตยกรรม ที่สัมพันธ์ กับพื้นที่” ขึ้น

“เคยเกิดความคิดว่าถ้าเราแกะสลักหินที่ไซต์ ซึ่งมีร่องรอยบากจากการกัดเซาะตามธรรมชาติ ให้มันเกิด เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบถ้ำหินล่ะ มันจะน่าสนใจขนาดไหน แต่ในความเป็นจริงเราทำไม่ได้ เพราะการจะ Create เราต้อง Reserve ไม่ไปทำลายธรรมชาติ เราเลยต้องใช้วิธีสร้างวิลล่าแต่ละหลังให้ตั้งอยู่บนชั้นหินแทน เพื่อลดการทำลายหินธรรมชาติให้มากที่สุด” คุณวสุใช้วิธีออกแบบตัวสถาปัตยกรรมให้กลมกลืนกับเท็กซ์เจอร์ของหินธรรมชาติ ผ่านเส้นสายเหมือนก้อนหินที่ถูกตัดแต่งให้เป็น Sculpting Stone แทรกตัว อยู่ตามชั้นหิน หากมองจากหาดเข้ามาหาฝั่งจะให้ความรู้สึกเหมือนถ้ำหิน หรือ Cave House เพื่อการพักผ่อน อย่างเป็นส่วนตัวริมทะเล จึงเป็นที่มาของชื่อ “Mason” ซึ่งแปลว่า ช่างแกะหินสลักในสมัยโรมัน สอดคล้องกับบริบทของไซต์ที่เป็นชั้นหินเหมือนถูกแกะสลัก

The Stone Carver
“มิติการมองเป็นเรื่องสำคัญ ผมหลงใหลงานสถาปัตยกรรมที่มีจุด Approach หรือการเข้าถึง การมองออก การมองเข้า รวมถึงระดับ หรือความลึกของมิติในการมองสู่อาคาร ดังนั้นเรื่องของเส้นสาย ผมจึงใช้เทคนิคเล่นเส้นสายมุมทะแยง และเส้นเอียงแทน เพื่อไม่ให้เกิดเส้นตัดแบบ X Y มากเกินไปจนดูไม่เป็นธรรมชาติ และทำให้มีมิติสั้น-ยาว สังเกตได้จากส่วนของบันได หลังคา Rooftop ที่มีสโลปแบบ Lean-To และออกแบบให้มีเส้นเอียงทำมุมองศาจากหลังคาสู่ผนังเป็น Sun Deck ตรงระเบียงที่ขนาด และเชปพอดี ไม่ทำให้เกิดพื้นที่เงามากเกินไป เพื่อให้ผู้พักสามารถอาบแดดได้ ดังนั้นรูปทรงจะสัมพันธ์กับความเป็นประติมากรรม ทิศทางแดด และภาพรวมของอาคารที่ต้องไม่แข็งเกินไปด้วย”

Form & Function
พื้นที่ 10 ไร่ติดชายหาด ถูดจัดสัดส่วนเป็นที่ตั้งของ Pool Villa (มีสระว่ายน้ำในตัว) ทั้งหมด 36 หลัง ที่ประกอบด้วย 4 แบบ คือ Beach Front, 2 Bed Beach Front, Duplex และ Garden View โดยแต่ละวิลล่า มีความพิเศษแตกต่างกัน เริ่มจากโซนของ Beach Front และ 2 Bed Beach Front (สามแถวหน้าติดทะเล) ที่รูปทรงวิลล่าจะเหมือนกล่อง 2 กล่องติดประกบกัน และมีบันไดตรงกลางเป็นทางลงเข้าสู่ห้องพักที่ทุกห้อง สามารถมองเห็นทะเลได้ ความพิเศษของวิลล่าโซนนี้คือการเข้าห้องพักที่ต้องเดินเข้าจากด้านหลังที่เป็นระดับ Rooftop (ซึ่งสามารถนั่งเล่นได้) ผ่านบันไดลงเข้าสู่ตัวห้อง ดังนั้นโซนด้านหลังจึงไม่สามารถมองเห็นด้านหน้าห้องพักได้เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้พัก ทั้งยังเกิดสเปซใต้บันไดที่แปลกตาด้วย “การออกแบบสถาปัตยกรรมที่ปิดด้านหลัง เปิดด้านข้างบางส่วน และด้านหน้าซีทรูเปิดสู่ทะเลนั้น สอดคล้องกับแรงบันดาลใจของเรา ในเรื่องของงานแกะสลักหินและสเปซถ้ำหินด้วย”

ถัดไปเป็นแนวห้องพักแบบ Duplex ซึ่งเป็นวิลล่า 2 ชั้นเพื่อให้สามารถมองเห็นวิวทะเลได้ มีกิมมิคคือบันได ทางเข้าอยู่ระหว่างห้องนอนชั้นบน และห้องนั่งเล่นชั้นล่าง ที่ทำให้การเข้าสู่วิลล่าไม่เหมือนตึกสูงสองชั้นทั่วไป สำหรับโซน Garden View สถาปนิกจินตนาการไว้ให้เป็น Stone Carver Village หรือหมู่บ้านของช่างแกะหิน โดยออกแบบเป็นห้องสตูดิโอที่ดีไซน์เปิดช่องแสงจากหลังคาจรดผนังในห้องน้ำเพื่อเปิดให้เห็นวิวสวนสีเขียวภายนอก และมีทางลงสระว่ายน้ำในตัวได้เลย สุดท้ายคือส่วนของอาคาร Beach Club สิ่งอำนวยความสะดวก ให้กับผู้มาพักพร้อมทิวทัศน์ชมทะเลได้อย่างเต็มตา

The Community
โครงการนี้ไม่ใช่แค่บอกเล่าเรื่องของการแกะสลักหินผ่านรูปทรงสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่สถาปนิกยังศึกษาไปถึงบริบทของประวัติศาสตร์จังหวัดชลบุรี ที่มีแหล่งผลิตงานช่างฝีมือแกะสลักหินเก่าแก่อยู่ในชุมชนอ่างศิลาด้วย “เราเข้าไปคุยกับชุมชนอ่างศิลา แต่ก็พบว่าน่าเสียดายมาก ที่ตอนนี้ช่างแกะสลักหินเหลืออยู่เป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว และความรู้ภูมิปัญญาคงจะหายไป เพราะไม่มีช่างรุ่นใหม่สืบทอดทักษะงานฝีมือต่อ เราจึงอยากทำรีสอร์ท ที่ไม่ใช่มองแค่เรื่องคอมเมอร์เชียลอย่างเดียว แต่อยากเชื่อมโยงกับชุมชนด้วย”

งานแกะสลักอ่างล้างหน้าหินในส่วนบีชคลับ แจกันหินรูปทรงธรรมชาติภายในห้องพัก รวมถึงงาน ประติมากรรมหิน สำหรับประดับตกแต่งแลนด์สเคปของรีสอร์ทแห่งนี้ จึงใช้งานฝีมือจากช่างแกะสลักใน ชุมชนอ่างศิลา ส่วนเศษหินที่โรยตกแต่งพื้นภายในวิลล่านั้นก็ได้จากในพื้นที่ละแวกนี้ “เราไปที่ Stone Cemetery (สุสานหิน) ที่คนจะนำเศษหินไปแกะสลักที่นั่นแล้วทิ้งไว้ แล้วคัดเลือกหินมาสำหรับเป็นวัสดุตกแต่งพื้นด้วย ดังนั้นวัสดุที่ใช้ในโครงการนี้ จึงเป็นวัสดุธรรมชาติ อย่างหิน และไม้เท่านั้น”

ทิวประติมากรรมวิลล่าไหลต่อเนื่องจนบรรจบกับอาคารสูงที่เป็นตัวจบสมบูรณ์ทางสายตา แต่ในแง่ของ ประสบการณ์แล้ว เชื่อว่าเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์จะทำให้ผู้มาเยือนได้ประหลาดใจไม่รู้จบแค่มิติเดียว

VaSLab Architecture