CULTURE&LIFESTYLE:
——MUSIC /INTERVIEW
ในช่วงที่ธุรกิจดนตรีกำลังเฟื่องฟูทั้งไทยและต่างประเทศ ก่อนหน้านี้ เราอาจจะมีพื้นที่มากมายให้กับค่ายใหญ่ที่อาจจะคุ้นๆ กันอยู่แล้ว แต่สำหรับ Love Da Records เรามั่นใจว่าน้อยคนที่จะรู้จักว่าพวกเขาคือใคร เว้นเสียแต่ว่าคุณลอง Google ก่อนที่จะมาอ่านบทสัมภาษณ์นี้ ทีมเล็กๆ ที่ดูแลวงไม่เล็กจากค่ายเพลงทั่วทุกมุมโลกในประเทศไทย ความแตกต่าง การทำงาน และอีกมิติหนึ่งของวงการดนตรีโดยคำบอกเล่าจาก เมย์ - ณัฐนาถ สุประภาตะนันท์

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่า Love Da Records คือใคร ทำอะไร เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม?
  Love Da Records คือบริษัทที่ดูแลเรื่อง Marketing และ Digital ให้กับศิลปินหลายๆค่าย เช่น Beggars Group ก่อตั้งโดย Martin Mills ดูแล 4AD, XL Recordings, Matador, Rough Trade, Young Turks หรืออีกสองค่ายใหญ่ที่ชื่อ Play It Again Sam และ Kobalt อันนี้แค่ส่วนหนึ่ง ที่เราดูแลเป็นหลักอยู่ตอนนี้
  Headquarter ในเอเชียที่ฮ่องกงเปิดมา 21 ปีแล้วค่ะ แต่ 2 ปีที่ผ่านมา ทาง Management เขาก็อยากให้มีทีมของแต่ละประเทศในภูมิภาคนี้ ดูตลาดของตัวเอง เพราะเขารู้สึกว่ามาร์เก็ตติ้งมันต้องคนในประเทศนั้นๆ ดูแลความเข้าใจในพฤติกรรมการฟัง รู้ว่าเทรนด์ไหนกำลังมา คนที่นั่นเขาฟังอะไรกันอยู่ ส่วนที่ฮ่องกงจะเป็นเซ็นเตอร์ดูภาพรวมทุกสิ่งอย่าง
Writer:
Everything Contributor

Special Thanks:
Cycleprojects
8 Musique
Yodapix
มาทำงานตรงนี้ได้ยังไง?
   ก่อนหน้านี้เคยทำงานที่ Channel [V] Asia เป็น Programmer ไอ้คนที่จัดเพลง จัด Spot ในรายการทีวีนั่นแหละ ไม่ตรงกับที่เรียนเลย แค่ว่ามันเป็นช่องดนตรี เราเลยค่อนข้างจะสนุกกับงานนี้ ทำไปทำมาก็ได้คุยกับค่ายเพลงเมืองนอกบ่อยๆรวมทั้ง Love Da Records ด้วย หลังจากนั้นพอทางค่ายรู้ว่าเราจะลาออก เขาก็ติดต่อมาเลย แล้วก็บินมาคุยรายละเอียดงานที่ไทย ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก
หน้าที่ของเราแต่ละวัน?

   ที่ทำงานของเราคือโต๊ะทำงานในห้องนอน ฟังดูดีที่ไม่ต้องออกไปฝ่ารถติดทุกวัน แต่ในความสบายก็ต้องแลกกับการทำงานควบ Time Zone นะ ตอนเช้าตอบอีเมล โทรคุยงานกับคนที่ดูแล Social Media มีกันแค่ 2 คนในทีม ออกไปประชุมบ้าง เจอคน หาข้อมูล เหมือนจะไม่มีอะไร แต่ด้วยความที่ Love Da มีศิลปินที่ดูแลเยอะมากๆ ไม่รู้กี่สิบค่าย พอเราได้ตารางออกวางจำหน่ายจากทีมฮ่องกง ก็ต้องแพลนล่วงหน้าแล้วว่าวงนี้เราจะคุยกับสื่อนี้นะ คนนี้จะเขียนสกู๊ปให้ คนนี้อยากได้วีดีโอทักทายสั้นๆ จิปาถะ
   เวลามีวงมาเล่นที่กรุงเทพ ก็ต้องเป็นคนประสานงานกับผู้จัด สื่อ ค่ายเพลงทางเมืองนอกและบรรดาตัวละครลับ ที่จะโผล่มาก่อนวันแสดงจริงตลอด ส่วนภาคกลางคืนก็จะเป็นการตอบอีเมลกับเมืองนอก ฟังเพลง ทำมาร์เก็ตติ้งแพลน

ระบบการทำงานที่เมืองนอก เป็นยังไงบ้าง?

   ออฟฟิซ Beggars Group ที่อเมริกาคือแยกชั้นเลย นี่ XL นี่ 4AD สร้างที่ทำงานให้เป็นคอมมูนิตี้ย่อยๆ ของคนดนตรี ส่วนที่อังกฤษเขาก็จะแยกกัน Rough Trade ก็มีออฟฟิซของเขา เรื่องการทำงานทุกอย่างเป็นระบบ ไว เป๊ะ เด็ดขาด อาจจะมีช้าบ้าง เราเข้าใจว่าวันนึงเขาน่าจะได้อีเมลเกินร้อยฉบับ ก็ต้องมีการจัดการที่ดีมากๆ รวมทั้งเข้าใจความต่างของวัฒนธรรม ภาษา เวลา เพราะ Head Office นี่ต้องคุยงานกับทีมย่อยๆ ทั่วโลกเกิน 20 ประเทศ เท่าที่ลองนับ รวมทั้งเราด้วย
   ส่วนการทำงานคือง่ายมาก ยกตัวอย่างตอนคุยงานกับ Global Product Manager ที่ดูแล Radiohead, The xx, FKA Twigs ที่ชื่อ Emily Kendrick คนนี้น่ารักมาก ถ่อมตัว แอคทีฟและ Positive สุดๆ ลองนั่งนึกว่าวงใหญ่ขนาดนั้น ดูแลพร้อมกันได้ไง จัดการชีวิตอย่างไร ในวันที่เขาไม่อยากโปรโมทอะไรทั้งสิ้น แต่สื่อก็หยิบยื่ข้อเสนอมากมายให้ ส่วนใหญ่ศิลปินที่เขาอยู่ได้ด้วยงานของเขาเอง เขาจะไม่สนพวกนี้เลย แต่ในทางกลับกัน ทางค่ายก็มีหน้าที่ต้องโปรโมท ดังนั้นสิ่งที่เขาทำได้คือคัดสื่อที่ดีที่สุดให้ให้ศิลปิน ไม่ใช่ว่าใครจะส่งคำถามไปให้ก็ได้ เขาจะดู Circulation ประเภทของสื่อ รวมทั้งสิ่งที่เขาจะได้หลังจากนี้ ซึ่งคนที่เลือกให้เขาด่านแรกก็เรานี่แหละ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะโอเคทั้งหมดนะ จาก 5 สื่อเขาอาจจะเลือกแค่ 2 หรือไม่เลือกเลย

LAUV

THE XX

ดูมาร์เก็ตติ้งค่ายเล็ก เพื่อความหวังให้มันกลายเป็นตลาดใหญ่?

   เป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ฐานแฟนเพลงของศิลปินที่ Love Da ดูแลไม่ได้เยอะเหมือนวงจากค่ายใหญ่ขนาดนั้นไง แต่ก็โชคดีที่มีศิลปินตัวพ๊อพๆอย่าง Lauv มาคอยลดทอนความอินดี้ของ Love Da ได้บ้าง ถือว่าเป็นปีของวงในระดับนี้จริงๆ วงที่กำลังผันตัวเองจาก Rising Star ไปเป็น Superstar มันเป็นสัญญาณที่ดี เราโค่นตัวท็อปไม่ได้หรอก แต่อย่างน้อยๆเรามีพื้นที่ของเราและพร้อมที่จะไปต่อได้
          ส่วนยอดฟังบนสตรีมมิ่งทุกเดือน เราเห็นตัวเลขตลอด มันมีแนวโน้มที่จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพรวมอาจจะไม่เท่าประเทศอื่นๆ อย่างฟิลิปปินส์ หรือ อินโดนีเซีย ด้วยจำนวนประชากรและ Tools ต่างๆ

Tools ต่างๆ เช่น?

   วิทยุ และ โทรทัศน์ วันนี้เรามีสถานีวิทยุเหลือกี่ช่อง? เอาเฉพาะที่เปิดเพลงสากลนะ น้อยมาก ยิ่งเพลงอินดี้นี่คือเลิกคุยกันเลย ส่วนใหญ่ย้ายมาทำออนไลน์กันหมด อย่างในต่างประเทศเขามีสถานีเพลงร็อคที่เป็นทั้ง FM และออนไลน์ เลือกฟังกันตามใจเลย ส่วนรายการโทรทัศน์ มันมีข้อจำกัดหลายอย่าง เขาว่าวงแบบนี้มันฟังยากไป นานๆ ค่อยเอาเพลงพวกนี้ไปแทรกในรายการทีนึง หรือแม้แต่แอปพลิเคชั่นฟังเพลง ก็ยังเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับบางคนอยู่นะ ต้องค่อยๆ ซึมซับกันไป ส่วน Physical Format ก็น้อยลงไปอีกการทำโปรโมชั่นคืออะไรก็ตามที่มาคู่กับการขายซีดี หรือไวนิลเหมือนเมื่อก่อนมันไม่ค่อยมีแล้ว

SNAIL MAIL

จากการเป็นคนฟัง สู่การเป็นมีเดีย และ ทำงานในค่ายเพลงจริงๆ เห็นอะไรที่เปลี่ยนไปบ้าง?
  บางอย่างที่เราเคยเข้าใจตอนเป็นเด็กหรือแม้แต่ตอนทำ Channel [V] เช่นเรื่องลิขสิทธิ์ที่มันซับซ้อนและละเอียดอ่อนมาก หรือเวลาขอให้ศิลปินส่งวีดีโอทักทายมา ทำไมเขาไม่ทำให้ ทำไมต้องรอ ไม่เข้าใจความจุกจิก พอมาทำงานตรงนี้จริงๆ เรากลับมองว่าไอ้ที่เราว่ามันเยอะเมื่อก่อน โห โคตรเข้าใจ วงจรชีวิตไม่ได้มีแค่ค่ายกับศิลปินแล้ว มันมีเอเจนซี่ที่ดูแลผลประโยชน์ให้ศิลปิน มีค่าย ผู้จัดการส่วนตัวและศิลปินก็มีข้อตกลงที่ไม่เหมือนกันเลย สัดส่วนทางธุรกิจก็ต่างกันด้วย

ความแปลกใหม่ของการเป็นค่ายเพลงอินดี้ต่างประเทศในไทย?
  คนมักจะคิดว่า Love Da เป็นเพจดนตรี มันก็กึ่งๆ นะ อยากให้มันเป็นเพจค่ายที่เราสามารถหาตรงกลางของคำว่า Record Label และ Blog ได้ เราเริ่มต้นแบบออร์แกนิคมาก มาแบบ อีพวกนี้เป็นใคร งบทำกราฟฟิกก็ไม่เคยมี นานๆ จะมีซักที ก็ต้องให้เครดิตน้องที่ช่วยเรื่องคอนเทนต่างๆ อีกอย่างเรารู้สึกว่าถ้าเราเข้าใจในงานของศิลปินคนนั้นๆ ภาพทุกอย่างมันจะเด้งมาในหัวเลย เอ้อ ไอ้นี่ต้องเขียนแบบนี้ คนนี้น่าจะไปทำ Live Session กับทีมนั้น มันอัตโนมัติมาก
  อีกอย่าง เรามองว่าการทำงานของ Love Da เป็นเซอร์วิสอย่างหนึ่ง อาจจะต่างจากค่ายใหญ่ๆทั่วไป ซึ่งโมเดลนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่ของเมืองนอก อย่างในญี่ปุ่นเขามีทีมที่ชื่อ Beatnik หรือ Hostess ออสเตรเลียก็มี Inertia แต่บ้านเราค่ายก็คือค่าย แล้วก็เรื่องขอถามค่าตัวศิลปิน อันนี้ เราไม่รู้จริงๆ ไปถามเอเจนซี่เลยค่ะ เชื่อว่าปกติค่ายเพลงไม่ค่อยรู้รายละเอียดพวกนี้นะ หรือมีคอนเสิร์ตเหรอ ขอบัตรหน่อย ไม่มีจริงๆ บางทีขอให้ตัวเองยังเกรงใจเลย เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับโปรโมเตอร์ ขายหมดเราดีใจด้วย หรือถ้าบัตรเพิ่งเริ่มขาย หน้าที่เราคือทำยังไงให้บัตรมันวิ่ง มีคอนเทนต์ออกมาโน้มน้าวคนฟัง หรือบางทีก็ต้องแจ้งไปที่ค่ายว่า ฉันต้องขอความร่วมมือจากเธอแล้วล่ะ เราอยากให้กระแสมันคึกคักหน่อย
THE NATIONAL

INTERPOL

THOM YORKE

สิ่งที่อยากจะทำในปีนี้และปีต่อๆ ไป?

   ตอนนี้หลายค่ายเขาเริ่มรับรู้แล้วนะว่า เอเชียนี่แหละคือตลาดที่ไม่ควรมองข้าม เราอยากดันวงพวกนี้ให้มีที่ยืนในสื่อบ้านเราเพิ่มขึ้น หลายคนก็ยังเชื่อว่าศิลปินพวกนี้ขายไม่ได้ วงอินดี้อะไรบ้าบอ ใครจะฟัง ปีนี้ก็อยากจะตั้งเป้าให้ตัวเองว่า เราจะพาวงที่เราดูแลไปอยู่ในพื้นที่สื่อที่เหมาะสม อยากเห็นวงอย่าง Interpol หรือ The National ไปอยู่ในนิตยสารอะไรซักเล่ม อยากไปเดินซื้อกับข้าวในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วได้ยินเพลงของ The Cinematic Orchestra หรือ Lucy Dacus เพลงดีก็คือเพลงดี ไม่ต้องอยู่ค่ายใหญ่ก็ดีได้ บางเพลงฟังง่ายและเพราะจะตาย เพียงแต่คุณไม่ได้มีโอกาสที่จะได้ยินมันบ่อยๆ

จากคนฟังจนมาเป็นคนทำงานในธุรกิจดนตรี ความสนุกที่สุดคืออะไร?

   เกือบ 2 ปีในหน้าที่นี้ก็คือ การเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่ไม่มีวันรู้หมด นายที่ฮ่องกงเคยบอกว่า ยูอาจจะต้องใช้เวลาเป็น 20 ปีในการเข้าใจวงการนี้อย่างถ่องแท้ ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องจริง มันเปลี่ยนตลอดเวลา
   บางวงอยู่ในค่ายพวกนี้ แต่ไม่สามารถโปรโมทให้เอเชียก็มี ตอนทำงานใหม่ๆ ถึงกับต้อง พริ้นท์ออกมาอ่าน แล้วความสนุกและตื่นเต้นกลายเป็นการทำงานกับระดับผู้บริหารของค่าย Tour Manager หรือคนทำงานเบื้องหลังมากกว่า หมดเวลากรี๊ดศิลปิน แทบไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเลย เพราะเรารู้สึกว่าศิลปินเขาก็อยากมีพื้นที่ของเขา ต้องการสมาธิก่อนโชว์ โทรคุยกับแฟน โพสต์อินสตาแกรม กินขนม แต่งตัว ส่วนเราก็ต้องทำงาน ไม่ได้โฟกัสหรือตื่นเต้นกับความรู้สึกพวกนั้นแล้ว แต่ความสุขคือการได้เห็นคนพูดถึง วงนั้นๆ ตามฟังและแชร์ให้คนอื่นฟังด้วย รู้จักเนเจอร์ของธุรกิจนี้ สนุกกับมัน มีปัญหาก็แก้ไขซะ เบื่อหาเพลงฟัง ทำงานให้เหมือนไม่ได้ทำ แค่นั้นเอง