เดิมทีคำว่า “ชิคาโน่ส์” (Chicanos) มีนัยยะหมายถึงชาวอเมริกันเชื้อสายเม็กซิกัน (เพี้ยนมาจากคำว่า “Mexicanos” หรือ “พวกเม็กซิกัน” ก่อนจะเหลือแค่ “Xicanos” และกลายเป็น “Chicanos” ในที่สุด) ซึ่งมีความหมายในเชิงเหยียดหยามดูหมิ่น เป็นการมองพวกเม็กซิกันผ่านสายตาอเมริกันชนเจ้าของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าคนที่ถูกดูหมิ่นดูแคลนย่อมไม่พอใจ “ชิคาโน่ส์” จึงเป็นคำเรียกขานของคนนอกที่มองเข้าไปโดยที่คนในหรือคนเชื้อสาย อเมริกัน-เม็กซิกัน เองไม่ได้ยอมรับ

แต่มีคนสองคนที่ต่อสู้เพื่อพื้นที่ในการแสดงออกของคน อเมริกัน-เม็กซิกัน ผ่านงานศิลปะบนท้องถนนที่เรียกว่าสตรีทอาร์ต ซึ่งมีทั้งเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่บรรจุอัตลักษณ์และเรื่องราวของพวกเขาผ่าน การสัก (แทททู), กราฟฟิตี้, การแต่งรถแบบโลว์ไรเดอร์และโชโล (การแต่งรถวินเทจโหลดเตี้ยติดไฮโดรลิก และการแต่งรถมอเตอร์ไซค์ ฮาร์เลย์ ดาวิดสัน ที่นิยมยกแฮนด์ขึ้นสูงๆ) ที่มีสีสันสดใส และ เพลงฮิปฮอป พวกเขาคือ มิสเตอร์ คาร์ทูน และ เอสเตบาน โอริโอล สองคู่หูที่ยกระดับ “ชิคาโน่ส์” ให้กลายเป็นคำที่คนอเมริกัน-เม็กซิกัน จะภาคภูมิใจกับมันได้ พร้อมกับสร้างวัฒนธรรมย่อยขึ้นมาในแคลิฟอร์เนีย, แอลเอ จนกลายเป็นวัฒนธรรมหลักกระแสหนึ่ง นี่คือหนังสารคดีเรื่องใหม่ของ Netflix ที่ชื่อ “LA Originals”
“LA Originals” เป็นสารคดีที่กำกับโดย เอสเตบาน โอริโอล ที่พูดถึงการทำให้ “ชิคาโน่ส์” ย้ายตัวเองจากซับ คัลเจอร์ ไปสู่เมนสตรีมหริอการเป็นวัฒนธรรมหลักของอเมริกา (ซึ่งหมายถึงการเป็นพ็อพคัลเจอร์ของโลกไปโดยปริยาย) โดยเล่าเรื่องราวผ่านตัวเขาเองและ มิสเตอร์ คาร์ทูน (มาร์ค มาคาโด) ช่างสักระดับโลกและยังเป็นกราฟฟิตี้อาร์ตติสที่ออกแบบลายสักให้กับศิลปินฮิปฮอปและเซเลบริตี้ระดับโลกมาแล้วมากมาย อาทิ สนูปด็อก, วง Cypress Hill, ฟิฟตี้เซ็นต์, เอมิเน็ม, โคบี้ ไบรอันท์, ดร.เดร, คริสติน่า อากีเลร่า, จัสติน ทิมเบอร์เลค, วง Blink 182 ว่ากันว่า คนดังระดับโลกล้วนเดินทางมาสักกับ มิสเตอร์ คาร์ทูน แล้วทั้งสิ้น และถ้าคุณยังใม่เคยนั่งให้ คาร์ทูน ลงเข็ม นั่นแปลว่าคุณยังไม่ใช่คนดังระดับโลก ขณะเดียวกัน โอริโอล ก็เป็นช่างภาพและผู้กำกับมิวสิค วีดีโอ คนสำคัญที่ถ่ายรูป ทำ MV ให้ศิลปินและคนดังระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน เป็นคนที่มีส่วนสำคัญช่วยยกระดับฮิปฮอปให้กลายเป็นเมนสตรีมไม่แพ้ มิสเตอร์ คาร์ทูน และเป็นคนถ่ายภาพสัญลักษณ์มือที่บ่งบอกถึงความเป็น ลอส แอนเจลลิส จนภาพนั้นได้ตีพิมพ์และกลายเป็น ไอคอนนิก ไอเท็ม ชิ้นสำคัญในทุกวงการที่เกี่ยวข้องกับพ็อพ คัลเจอร์

หนังเริ่มเล่าตั้งแต่ช่วงที่ทั้งคู่เป็นวัยรุ่น ก่อนที่จะมาคบหากันฉันท์มิตร โอริโอล เป็นผู้จัดการวงฮิปฮอปอย่าง House of Pain และ Cypress Hill เขาเดินทางทัวร์ร่วมกับวงไปทั่วโลก ขณะที่ คาร์ทูน เป็นเด็กหนุมที่รักศิลปะแบบกราฟฟิตี้ โอริโอล เห็นฝีมือของคาร์ทูน จึงชวนมาออกแบบปกอัลบั้มและอารต์ไดเรคชั่นต่างๆ ให้ Cypress Hill นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการมิตรภาพและการสร้างตำนานให้กับวัฒนธรรมฮิปฮอปและชิคาโน่ส์ครั้งสำคัญผ่านสตูดิโอ Soul Assassins ที่พวกเขาร่วมกันก่อตั้งขึ้น
“LA Originals” เผยให้เห็นถึงยุครุ่งเรืองของฮิปฮอปที่มาควบคู่กับการสักของ คาร์ทูน และองค์ประกอบอื่นๆ อย่าง โลว์ไรเดอร์ และ โชโล ที่ โอริโอล และเพื่อนๆ ของเขาผลักดัน จนช่วงเวลาหนึ่ง ผลงานของทั้งคู่กลายเป็นตำนานและที่มีส่วนสำคัญในวิถีชีวิตผู้คน คาร์ทูน ได้ออกแบบแฟชั่นให้แบรนด์สตรีทแวร์สำคัญๆ อย่างรองเท้าผ้าใบ ไนกี้ รุ่น คอร์เตส โอริโอล ได้ถ่ายภาพปกนักแสดงชื่อดังระดับโลกอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร และ อัล ปาชิโน รวมถึงภาพถ่ายคนดังต่างๆ ในแม็กกาซีนระดับโลกหลายต่อหลายหัว จนอาจกล่าวได้ว่า ก่อนหน้าทั้งคู่ แอลเอ ถูกมองว่าเป็นเมืองแห่งแสงสีฮอลลีวู้ด และเหล่าดาราคนดัง แต่หลังจากที่ คาร์ทูน และ โอริโอล ร่วมกันผลักดันสิ่งที่พวกเขารักอย่างต่อเนื่อง แอลเอ ก็กลายเป็นศูนย์กลางของฮิปออป และคัลเจอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเวลาหนึ่ง จนสามารถกล่าวได้ว่านี่คือสิ่งที่ แอลเอ สร้างและมีเป็นต้นฉบับ (Originals) ที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมา

แต่ก็เหมือนกับทุกวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เมื่อถึงจุดสูงสุดก็ย่อมมีวันเดินลงมาจากยอดเขา ความสำเร็จของพวกเขาก็เช่นกัน เพราะเมื่อหนังเล่าไปสักพักก็จะฉายให้เห็นภาพอันร่วงโรยราของสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นมา โอริโอล ในฐานะผู้กำกับกล้าหาญมากที่ยอมเผยให้เห็นจุดต่ำสุดของตัวเอง ยอมรับว่าถึงเวลาหมดยุคของตัวเอง ขณะที่ คาร์ทูน แม้ยังคงไปต่อได้ในฐานะช่างสักระดับโลก แต่ก็เผยให้เห็นความรู้สึกอาวรณ์และหวนคิดถึงยุคสมัยของตนเองและเพื่อน

“LA Originals” เป็นสารคดีไม่กี่ชิ้นที่เผยให้เห็นที่มาของซับคัลเจอร์ที่ค่อยๆ ก่อร่างสร้างตัว เป็นปากเสียงให้กับคนที่อยู่ในสถานะด้อยกว่าในสังคมผ่านงานศิลปะสมัยใหม่หลายรูปแบบจนวัฒนธรรมย่อยนั้นกลายเป็นวัฒนธรรมหลัก ควบคู่ไปกับการเรืองอำนาจของวัฒนธรรมฮิปฮอป และมันก็กล้าหาญมากพอที่จะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง ยอมให้ผู้ชมเห็นช่วง downfall ของตนเองเช่นกัน