กุลภัทร ยันตรศาสตร์
สถาปนิกผู้สร้างภาษาทางสถาปัตยกรรมที่หลากหลายในทั่วโลก

มากกว่าหนึ่งภาษาทางสถาปัตยกรรมที่เขาใช้ในการสื่อสารสู่ผู้คนทั่วโลก และเกินไปกว่าเรื่องของความงามแล้วที่จะหยิบยกขึ้นมาพูดถึงโดยสถาปนิกผู้มีวิธีคิดแบบ Thought Leader อย่าง คุณกุลภัทร ยันตรศาสตร์ สถาปนิกไทยที่บทบาทสำคัญต่อโลกในการเชื่อมโยงงานออกแบบเข้ากับหลากมิติความเป็นมนุษย์ บริบทสังคม และสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่สถาปัตยกรรมสเกลเล็กอย่างบ้าน จนถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของเมืองในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ใช่แค่ความสนใจในเรื่องของมนุษย์ วิธีคิด และการใช้ชีวิตที่หลากหลายบนโลก และการตั้งคำถาม Why และ Why not ที่นำไปสู่ผลงานผลงานสถาปัตยกรรมระดับโลกเท่านั้น แต่บ่อยครั้งที่เขาพูดถึงอนาคตของอาชีพ และบทบาทของสถาปนิกที่มีต่อโลก

Writer
: Rujira Jaisak

Photos : wHY,
Mc Suppha-Riksh
Phattrasitthichoke

การเรียนรู้ต่างวัฒนธรรมไทย ญี่ปุ่น อเมริกา สู่การหลอมรวมความหลากหลายในโลกเข้าด้วยกัน

  เด็กชายผู้รักการอ่านหนังสือและเรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก ตามสูตรของสังคมต่างวาดภาพเขาเติบโตขึ้นเป็นหมอ แต่เขากลับตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น นั่นอาจเป็น Why แรกสำคัญที่นำเขามาสู่เส้นทางสถาปนิกระดับโลกในวันนี้ โดยหลังจากเรียนจบปริญญาตรี จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ก่อนที่ตั้งแต่ปี 1996 จะมีโอกาสได้ทำงานเป็นสถาปนิกผู้ช่วยให้กับ Tadao Ando สถาปนิกระดับโลกชาวญี่ปุ่นอยู่ถึง 8 ปี หลังจากออกมาร่วมก่อตั้ง wHY Architecture and Design ที่มีสำนักงานตั้งอยู่ที่ลอสแอนเจลิส และนิวยอร์ก สร้างสรรค์งานดีไซน์หลากแขนง (Interdisciplinary Design) ตั้งแต่งานกลยุทธิ์ งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม จนถึงภูมิสถาปัตย์ที่ปรากฏในทั่วโลก

  “ผมอยู่ญี่ปุ่น 15 ปี และตอนที่ทำงานกับ Ando นอกจากผมจะเคารพเขาแล้ว ผมก็ยังช่วยทำงาน ช่วยสร้างเสริมงานในภาษาสถาปัตยกรรมของเขาด้วยอยู่เกือบ 8 ปี แต่วันหนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่ามันขาดอะไรไป คืองานสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นมีความเป็น Abstract และ Refined มากในทุกอย่าง แต่บางทีก็ Refinded เกินไป ไม่มีกลิ่น ไม่มีร่องรอยชีวิต ความเป็นนามธรรมบางทีก็ทำให้กล่ินของชีวิตหายไป ผมเลยเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้สองสิ่งผสานเข้าด้วยกัน ทำให้ Refined Modern Architecture มีกลิ่น มีความเป็นธรรมชาติ และมีความเป็นมนุษย์มากขึ้นด้วย”

  เขาตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจเป็นเพราะมีความเป็นไทยอยู่ในตัวเขา เหมือนอาหารไทยที่มีหลายรสชาติและส่วนผสม “เมื่อเทียบกับอาหารญี่ปุ่น บางครั้งอาหารไทยก็เข้าไป Camouflage (บดบังซับซ้อน) ตัว Essence (เนื้อแท้) จนมากเหลือเกิน จนบางทีไม่รู้ว่ากินปลาอะไร เพราะมีส่วนผสมหลากหลายรสในอาหารจานนั้นเต็มไปหมด ดังนั้นจะทำอย่างไรให้สิ่งอื่นที่เข้าไปร่วมผสานนั้นไม่บดบังเนื้อแท้ (Essence) จนมากเกินไป ผมว่าตรงนี้เป็นจุดที่ผมสังเกตุและสนใจ” อาหาร และสถาปัตยกรรมสำหรับเขาจึงหมายถึงเป็นเรื่องเดียวกัน

Metropolitan Museum of Art - wHY

การสร้างคำศัพท์ใหม่ในภาษาทางสถาปัตยกรรม ที่ไม่ใช่แค่ภาษาเดียว

  ความสนใจในมนุษย์ วิธีคิด และการใช้ชีวิต ทำให้เขาสามารถค้นหาวิธีคิดใหม่ๆ จากรูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลายและซับซ้อนของมนุษย์บนโลกได้ โดยคุณกุลภัทรเปรียบเทียบว่า “ถ้ารากต้นต่างกัน ดอกไม้ผลไม้เหล่านั้นเมื่อโตขึ้นก็คงแตกต่างกัน แต่ถ้ารากต้นเหมือนกัน การจะทำให้ดอกไม้ผลไม้แตกต่างกัน คงต้องใช้วิธีการผสมผสานทางวัฒธรรม เพื่อให้ได้ดอกไม้ผลไม้ที่ไม่เหมือนคนอื่น” นี่คือวิธีคิดของสถาปนิกที่มีรากพื้นฐานความเป็นเอเชียน แต่หลงใหลวัฒธรรมจากทั่วโลกในทุกทวีป ซึ่งเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าถ้างานออกแบบคือภาษาหนึ่ง wHY ก็คือกลุ่มคนที่สื่อสารได้หลายภาษาเลยทีเดียว “สถาปัตยกรรมก็เปรียบเสมือนภาษา ต่างประเทศ ต่างวัฒนธรรม ภาษาทางสถาปัตยกรรมก็ต่างกันคนละแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภาษาหน้าต่าง ภาษาหลังคา มันก็ไม่เหมือนกัน ดังนั้นเราจะผสมผสานอย่างไร เพื่อให้เกิดภาษาสื่อสาร ที่ทำให้เรามีคำศัพท์ความหมายมากขึ้น และคำศัพท์นั้นยังต้องใช้อย่างเหมาะสมกับเรื่องที่จะพูดด้วย สำหรับผมเป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าเราไม่มีโลกที่หลากหลาย เราก็คงไม่สามารถคิดวิธีที่จะสร้างฟอร์มใหม่ ที่สื่อสารในโลกใหม่ขึ้นมาได้”

Metropolitan Museum of Art - wHY

“Acupuncture Architecture” ที่เชื่อมสถาปัตยกรรม สู่คน สังคม และสิ่งแวดล้อม

  ตั้งแต่ในปี 2003 ในนามของ wHY บริษัทออกแบบของคุณกุลภัทรที่ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกานั้น ได้สร้างผลงานโดดเด่นไปทั่วทุกทวีป ไล่เรียงตั้งแต่งานสเกลเล็กอย่างบ้าน Casa Wakasa ในโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นงานออกแบบชิ้นแรกของเขา มาถึงงานสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง งานออกแบบและปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ศิลปะ และอาคารสาธารณะขนาดใหญ่ที่สร้างอิมแพ็คให้กับเมืองหลายโครงการ ทั้งที่สร้างเสร็จแล้วและอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ได้แก่ Grand Rapids Art Museum (GRAM) ที่มิชิแกน, Pomona College Studio Art Hall ที่แคลร์มอนท์, Asian Art Museum ที่ซานฟรานซิสโก, Art Institute of Chicago ที่ชิคาโก้, Harvard Art Museums, Speed Art Museum ที่ลุยส์วิลล์, Ross Pavilion and Gardens ที่เอดินบะระ ประเทศสกอตเแลนด์, Rockefeller Wing Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก และมีอีกมากมาย

Casa Wakasa - wHY
Casa Wakasa - wHY

  ความคิดที่เริ่มต้นจากเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบ้านเมือง ตึก องค์กร และพิพิธภัณฑ์ ทำให้แนวคิด “Acupuncture Architecture” ที่สอดแทรกอยู่ในงานกระบวนการออกแบบของ wHY ในหลายโครงการ โดยเฉพาะงานปรับปรุงอาคารเก่าแก่ และอาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะที่ต้องใช้การวางแผน การปรับปรุง การต่อยอด และการแก้ปัญหา เพื่อสร้างสิ่งใหม่ให้อยู่ร่วมกับสถาปัตยกรรมเก่าได้ กล่าวคือเป็นทั้งการสร้างความหมายใหม่ให้กับอาคารหรือพื้นที่ พร้อมกับการดำรงชีวิตในเชิงสถาปัตย์ที่มีอยู่ให้ยั่งยืน ยกตัวอย่าง การออกแบบส่วนขยายต่อเติมของ Speed Art Museum ที่ลุยส์วิลล์ ที่ใช้วิธีการปรับปรุงพื้นที่ภายในของอาคารเก่าให้ผสานเข้ากับอาคารใหม่ได้อย่างลงตัว

Speed Art Museum - wHY
Speed Art Museum - wHY

  แนวคิดในการออกแบบอาคารสาธารณะสำหรับกุลภัทรจึงไม่ใช่แค่การสร้างตัวอาคารที่สะท้อนไอเดียของสถาปนิก แต่ให้ความสำคัญกับการเปิดใจรับฟังในความแตกต่างหลากหลายของคน สู่การสร้างฟอร์มที่สามารถตอบโจทย์ไอเดียในหลายมิติได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเมือง สังคม ชีวิต และสิ่งแวดล้อมหรือพลังงานด้วย เกิดการผนวกระหว่างไอเดีย ประสบการณ์ คน และธรรมชาติเข้าด้วยกัน เหมือนกับออกแบบโปเจกท์แรกของ wHY ในยุโรปอย่าง “Ross Pavilion” ภายใน West Princes Street Gardens สวนสาธารณะใจกลางเมือง Edinburgh ประเทศสกอตแลนด์ ที่ตั้งอยู่ระหว่างความเป็นเมืองเก่า และเมืองใหม่ สิ่งที่ wHY ทำคือสร้างสถาปัตยกรรมที่เคารพบริบทด้านประวัติศาสตร์เก่าแก่ของเมือง โดยไม่บดบังความสง่างามโดดเด่นของ Edinburgh Castle ที่ตั้งอยู่บนยอดเนินหินเป็นฉากหลังของสวนสาธารณะ แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างแลนด์มาร์กใหม่ใหักับเมืองด้วยพาวิลเลียนที่สวยงามและลื่นไหลไปกับบริบทโดยรอบ ประกอบไปด้วยศูนย์นักท่องเที่ยว คาเฟ และสถานที่จัดงานสำคัญต่างๆ ที่สร้างแพลตฟอร์มใหม่ในการเปิดมุมมองชมวิวปราสาทให้กว้างขึ้น กับการออกแบบภูมิสถาปัตยกรรมที่เปลี่ยนรูปแบบการใช้สวนสาธารณะที่เก่าแก่นี้ ให้เชื่อมคน เมือง และธรรมชาติเข้าด้วยกัน ผ่านโครงสร้างทางเดินสโลปไหลลื่นต่อเนื่องผ่านพื้นที่สีเขียว และส่วนของเนินทางเดินลาดที่กลายเป็นหลังคาของพาวิลเลียนต่างๆ ทำให้เห็นถึงดีไซน์ของพาวิลเลียนออกแบบให้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับสวนสาธารณะโดยรอบ

Ross Pavilion - wHY

“โปรเจกท์นี้สะท้อนวิธีคิด Why และ Why Not ของผมด้วยในแง่ที่ว่า หลังจากสำรวจไซต์ทำให้เราเริ่มคิดว่า Why โครงการนี้ต้องเป็นเรื่องของ Landscape ผสานหลักกับ Architecture แต่หลังจากเราได้พูดคุยกับคนในเมืองหลายครั้ง ทำให้รู้ว่าพื้นที่สวนสาธารณะตรงนั้นยังมีปัญหาเรื่องของความปลอดภัย เรื่องคนไร้บ้าน และปัญหาต่างๆ ด้วย ทำให้เกิด Why Not ตามมาว่า จะทำอย่างไรให้งานนี้มันสะท้อนความคิดงานออกแบบของเรา แก้ปัญหาของเมือง และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เชื่อมโยงคู่กันไปได้อย่างไร” เป็นกระบวนการสร้างสถาปัตยกรรมที่เชื่อมโยงกับเมืองภายใต้แนวคิด “Urban Acupuncture Strategies” หรือ “Acupuncture Architecture” ที่สอดแทรกอยู่ในหลายโครงการออกแบบอาคารสาธารณะของเขาด้วย

Why + Why Not

  “โลกต้องใช้คู่กันทั้ง Why และ Why Not โดย Why เป็นการตั้งคำถามจากพื้นฐานตรรกะว่าทำไมต้องสร้างอันนี้ ทำอย่างไรจึงจะสวยงาม และแก้ปัญหาอย่างไรได้บ้าง แต่ Why ก็มีกรอบชัดและมีข้อจำกัด” เขากล่าวว่าที่เหนือกว่าสมรรถนะของระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ที่ตามชุดคำสั่งพื้นฐานตามวิธีคิดแบบ Why ได้ดี ก็คือสมองมนุษย์ที่สามารถตั้งถามได้ทั้ง Why และ Why not สู่การคิดแตกต่างนอกกรอบ “คอมพิวเตอร์ Break System หรือ Disrupt ไม่ได้ แต่คน Break System และ Disrupt ได้ดี เรื่องของวิธีคิดแบบ Why Not จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากความหลากหลาย ความขัดแย้ง และ Disruption ถ้าชีวิตไม่มีความหลากหลายมันก็เป็นเรื่องของ Why อย่างเดียว ที่ทุกคนใช้ชีวิตเหมือนกัน การจะคิดนอกกรอบคงยาก” การใช้ชีวิตในหลายประเทศจึงเป็นประโยชน์ที่ทำให้เขาได้เรียนรู้การตั้งคำถามแบบ Why ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่มีระบบระเบียบ และตรรกะชัดเจน รวมทั้งได้เห็นวิธีการคิดแบบ Why not ของคนไทย “คนไทยคือ ทำได้ทำเลย ไม่เป็นไร เบื่อง่าย เพราะคนไทยชอบ Disrupt ชอบ Break System แต่ปัญหาคือว่าเราไม่มี System มาก่อน ก็เลยมีแต่ Why not และมี Why อยู่น้อยๆ” ส่วนเมืองลอสแอนเจลิสในอีกฝั่งทวีปของโลก ที่เขาเลือกย้ายไปตั้งออฟฟิศและตั้งรกรากในปัจจุบันนี้นั้น คือเมืองที่มีความหลากหลายและร่ำรวยในวัฒนธรรมร่วมสมัยที่น่าสนใจ “ที่นั่นมีคนหลากหลาย ทั้งคนผิวขาว คนผิวดำ คนผิวเหลือง ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม อาหารต่างๆ ซึ่งในความแตกต่างหลากหลายนั้น ก็จะทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายๆ แบบได้”

Rees Street Park - wHY
THE ART INSTITUTE OF CHICAGO - wHY

“อนาคตของอาชีพสถาปนิก จำเป็นจะต้องคิดและทำเหมือนกับเป็น Thought Leader”

  ประโยคคำพูดที่เขาพูดบ่อยที่สุดทั้งในออฟฟิศและนอกออฟฟิศ รวมถึงในโอกาสครั้งนี้ด้วยที่เขาได้เดินทางจากอเมริกา เพื่อมาร่วมงาน ACT FORUM’19 ในประเทศไทย “อาชีพของเราเหมือนกับเป็นศิลปิน ที่ต้องนำทุนจากคนอื่นมาทำงาน สร้างผลงานสู่สาธารณะ ดังนั้นความจริงแล้วอาชีพสถาปนิกมีโอกาสสำคัญมากกว่านั้นเยอะ แต่เหมือนเราไปยึดติดแค่ว่าอยากจะทำเค้กแบบนี้ แม้ว่าโลกจะพัฒนาไปแค่ไหนก็ตาม มุ่งแต่จะตกแต่งให้สวยงาม และควบคุมเค้กชิ้นนั้นให้ได้ ทั้งที่โลกได้ Move On และชีวิตของคนก็ได้เปลี่ยนไปแล้ว” เขาเปรียบเค้ก กับงานสถาปัตยกรรม และความพยายามของสถาปนิกที่มุ่งจะเน้นแต่การออกแบบรูปลักษณ์ให้สวยงาม ทั้งที่เค้กนั้นอาจไม่สัมพันธ์กับมนุษย์โลกตอนนี้แล้วก็เป็นได้ “จะทำเค้กอย่างไรให้สามารถเชื่อมโยงกับคนได้ เป็นไปได้มั้ยที่ว่าเค้กนั้นไม่ใช่แค่สวย แต่อร่อย และทำให้คนอิ่ม หรือมีวัตถุดิบส่วนผสมที่แปลกแตกต่าง และมีข้อคิดใหม่ๆ กว่าคนอื่น แต่สิ่งที่ผมพูดหวังและพูดเป็นประจำคือ อยากให้อาชีพสถาปนิกมีความสำคัญและมีคุณค่ากับโลกมากขึ้น”

LA RIVER ART BRIDGE - wHY

สถาปนิก กับเมือง

  “อาชีพสถาปนิกถูกฝึกมาเพื่อคอนโทรล คือการออกแบบควบคุมจัดการ เราจึงต้องคอนโทรล Environment คอนโทรล Pollution และหลายๆ อย่าง เพราะฉะนั้นในการออกแบบเราจะอยาก Define โจทย์ให้ชัดเจน เพื่อจะได้คอนโทรลได้ดีหน่อย ถ้ายิ่งเล็ก ก็ยิ่งคอนโทรลง่าย แต่การไปเน้นเรื่องการคอนโทรล จะทำให้ตัวงานแยกกับตัวเมือง เพราะเราคอนโทรลตัวเมืองไม่ได้” คุณกุลภัทรายกตัวอย่างเปรียบเทียบความแตกต่างของเมืองในอดีตกับเมืองสมัยใหม่ ที่เมืองสมัยก่อนมีโครงสร้างชัดเจน มีถนน คลอง ต้นไม้ ที่สถาปัตยกรรมเชื่อมโยงได้ตามระบบโครงสร้างเมือง ตากจากเมืองในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยทางด่วน ทางข้าม มีมลภาวะ และความหนาแน่น (Density) มากขึ้น สถาปัตยกรรมจึงยากที่จะเกี่ยวพันได้ง่าย “เมื่อสถาปนิกไม่มีบทบาทในการพัฒนาเมืองหรือชุมชนมากพอ มันจึงกลายเป็นปัญหาขึ้นมา ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในบ้านเราเฉยๆ ไม่ได้ เราก็ต้องอยู่ในเมืองร่วมกับคนอื่น ถึงบ้านจะสวยงาม มันก็ไม่ใช่โลกทั้งหมดใช่ไหมครับ ดังนั้นสถาปนิกที่ออกแบบงานสถาปัตยกรรมเพื่อลูกค้า จึงจำเป็นต้องพิจารณาหาโอกาสพัฒนาเมืองให้ได้ ภายในบริบทของงานสถาปัตยกรรมของเราด้วย”

  “ถ้าเรามัวแต่คอนโทรลตัวอาคาร ไม่มีใครคอนโทรลเมือง ไม่มีโซนนิ่งที่ใช้ได้ผล ไม่มี Desity ที่จำกัด ก็เป็นปัญหาขึ้นมาว่า ใครอยากทำอะไรก็ทำได้ เหมือนกับว่ามองโลกแค่จุดส่วนตัว ไม่สนโลก โฟกัสแต่เรื่องงานตกแต่งสวยงามตรงนี้ เพราะว่าถูกจ้างมาตรงนี้ ก็ทำแค่ตรงนี้เท่านั้น เพราะเรา Defind ตัวงานแค่เฉพาะความสวยงามและแค่ลูกค้า เหมือนกับว่าเราไม่ได้ภูมิใจในความรับผิดชอบของเราเอง เพราะว่าถ้างานของเราเอง ทำให้ชีวิตคนในโลกดีขึ้น มีคุณภาพชีวิตมากขึ้น อาชีพเราก็จะมีผลดีต่อสังคม ต่อโลกที่เราอยู่ด้วย”

  คุณกุลภัทรทิ้งท้ายว่า “เป็นเรื่องสำคัญของการอยู่ร่วมกันครับ สุดท้ายเรื่องของ Why not ไม่ใช่แค่เรื่องความอิสระในความคิด แต่เป็นเรื่อง Why not for others, Why not for Bangkok ด้วยครับ การออกแบบไม่ใช่เพื่อลูกค้าของเราคนเดียว แค่ควรออกผลให้โดยรวม และโดยความสามารถด้วย”

หลังจากจบปริญญาตรี จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กุลภัทร ยันตรศาสตร์ ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลญี่ปุ่น ให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอก ที่ภาควิชาสถาปัตยกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ก่อนที่ตั้งแต่ปี 1996 จะมีโอกาสได้ทำงานเป็นสถาปนิกผู้ช่วยให้กับ Tadao Ando สถาปนิกระดับโลกชาวญี่ปุ่นอยู่ถึง 8 ปี โดยมีส่วนร่วมในหลายโปรเจทก์ อาทิ Modern Art Museum of Fort Worth รัฐเท็กซัส,  Fondation Francois Pinault pour l’Art Contemporain ปารีส และ Clark Art Institute รัฐแมสซาชูเซตส์ เป็นต้นโดยในปี 2003 กุลภัทรได้เป็นผู้ก่อตั้งบริษัท wHY Architecture ในลอสแอนเจลิส ที่มีผลงานปรากฏอยู่ในทุกทวีป และหลากแขนงภายใต้ Interdisciplinary Design ตั้งแต่สร้างสรรค์กลยุทธิ์ ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ สถาปัตยกรรม จนถึงภูมิสถาปัตย์ โดยกุลภัทรเป็นสถาปนิกคนแรกที่ได้รับรางวัล ศิลปาธร สาขาออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ปี 2009 จากสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมของไทย และยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 100 Most Powerful People ใน Art World โดย Art+Auction magazine ปี 2012 นอกจากจะมีบทบาทเป็นสถาปนิกแล้ว เขายังเป็นคณะกรรมการ Americans for the Arts องค์กรเก่าแก่ที่สุดของอเมริกาในด้านการสนับสนุนศิลปิน รวมทั้งยังเป็นกรรมการบริหาร (Trustee) ของ Pulitzer Arts Foundation และ Noguchi Museum ในเมืองนิวยอร์กด้วย