ศูนย์การเรียนรู้สร้างสรรค์สำหรับเด็ก หรือ KIDative กำเนิดขึ้นโดยสองผู้ก่อตั้ง คือ ตอง-นพปฏล เทือกสุบรรณ ที่มีอาชีพเป็นสถาปนิก มัณฑนากร อาจารย์พิเศษคณะศิลปกรรมศาสตร์ และคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และค้นหาตัวตน และ กอล์ฟ-วรุตม์ เหลืองวัฒนากิจ ผู้ทำงานวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาด และที่ปรึกษาการตลาดดิจิตัลในแวดวงโฆษณา โดยริเริ่มโครงการเล็กๆ นี้ในงานสถาปนิกหรือ ASA เมื่อปี 2558 เพื่อพัฒนาระบบการศึกษาผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย และมุ่งมั่นดึงศักยภาพของเด็กแต่ละคนผ่านทักษะ และแนวคิดจากประสบการณ์จริงมาตลอดระยะเวลา 5 ปี อีกทั้งยังมีหลายโปรเจกท์สร้างสรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

Photographer:
Suppha-riksh Phattrasitthichoke


Writer:
Nattanart Suprapatanant

Facebook:
kidative


Instagram:
kidative.designlab

INNOVATION AND
DESIGN LAB FOR KIDS

KIDative พื้นที่ให้คิดส์ ได้คิด
อย่างสร้างสรรค์

  “วันนี้โรงเรียนปิดครับ ปกติวันธรรมดาเราจะใช้สตูดิโอนี้เป็นพื้นที่ในการเตรียมตัวสอนของพวกผม และทีมงานในช่วงสุดสัปดาห์” คุณกอล์ฟ-วรุตม์ เหลืองวัฒนากิจ และ คุณตอง-นพปฎล เทือกสุบรรณ ออกมาต้อนรับและทักทายพวกเราอย่างตื่นเต้น ทั้งคู่คือ Partnership ทางอุดมการณ์ และธุรกิจ พื้นฐานของความสงสัย และต้องการพัฒนากระบวนการบางอย่างในระบบการศึกษาในประเทศไทย ประสบการณ์ในสายงานครีเอทีฟ และการเป็นสถาปนิก ทำให้ทั้งคู่เข้าใจในวิวัฒนาการรวมไปถึงแนวโน้มของธุรกิจนี้

  ชั้น 3 ของโครงการ The Jas วังหิน ด้านหน้าของ KIDative ไม่สามารถบ่งบอกเราได้ว่าที่นี่คือที่ไหน โรงเรียนสอนศิลปะ หรือที่กวดวิชาออกแบบโครงสร้างกันแน่
  เข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว สำหรับแหล่งเรียนรู้แห่งนี้ เริ่มต้นจากการจัดกิจกรรมให้สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่งาน ASA เป็นปีแรกที่สมาคมอยากสื่อสารกับเยาวชน และ KIDative ได้มีโอกาสเข้าไปจัด Workshop 5 วัน การทดลองถ่ายทอดกระบวนการคิดอีกรูปแบบหนึ่ง ที่พวกเขาว่ามันน่าจะเป็นอะไรแปลกใหม่ กลุ่มเด็กๆ ที่เข้าร่วมในตอนนั้นอายุประมาณ 3-4 ขวบ เลยเป็นครั้งแรกที่ KIDative กับกลุ่มที่เป็นครอบครัว ทำผลงานผ่านกระบวนการคิดในเชิงออกแบบเป็นครั้งแรก
  “จบปีแรกเราได้รับความเมตตาอย่างสูงจาก ผศ. รชต ชมพูนิช ไปจัดเวิร์กช็อปต่อที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ท่านไม่อยากให้มันจบอยู่แค่ในงาน ก็ไปจัดเป็นลักษณะ Event Base ต่อเนื่องหลังจากนั้น” คุณตองกล่าว

  “เราก็เริ่มเห็นโครงสร้างที่ค่อนข้างชัดเจน จากเดิมที่เป็นกลุ่มเล็กๆ ก็จะมีกลุ่มที่แยกออกมา คือมีเด็กเล็กที่อยากสนุกกับพ่อแม่ กับเด็กโตที่เริ่มไม่อยากอยู่กับพ่อแม่แล้ว ก็เริ่มแยกเป็นสองกลุ่มที่ชัดเจน หรือพ่อแม่ที่อยากฝากลูกไว้ก็มี (หัวเราะ)”
  ทั้งคู่เริ่มเล่าถึงการวิธีที่พวกเขานำมาประยุกต์ให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของเด็กแต่ละคน รวมทั้งพื้นฐานที่แตกต่าง ทำให้เกิดความหลากหลายในการถ่ายทอดความรู้ ความเข้าใจสู่เด็กๆ
  “ตอนนั้นเราก็ใช้วิธีการเยอะในการออกแบบกระบวน การเล่นให้กับเด็กสองกลุ่ม แล้วพอผลลัพธ์มันออกมา Output ค่อนข้างดี นั่นก็เป็นเหตุผลให้เรามานั่งคุยกันจนสุดท้ายตกตะกอนว่า เราต้องทำสตูดิโอของตัวเอง”

ข่าววาฬเกยตื้นที่ชายฝั่งฟิลิปปินส์ สู่การเปลี่ยน Mindset ของการแก้ปัญหาที่มีความอิสระในแบบของเด็ก

  “คือบางทีเวลาเราทำงานกับเด็กเนี่ย คนมักจะคิดว่าเด็กฟุ้งเต็มไปหมด จินตนาการเยอะ แต่จริงๆ พอเราเริ่มเชื่อมโยงได้สิ่งที่เราเห็นคือ Solution เพราะฉะนั้นเราเลยค่อยๆ ปรับวิธีในการคุยกับเด็ก เดิมทีเราคุยกันเรื่องว่าชอบอะไร ทีนี้เราก็ขยับมาเป็นการคุยด้วยหัวข้อนั้นๆ เช่นสัปดาห์ที่แล้วมีข่าวปลาวาฬเกยตื้นที่ชายฝั่งฟิลิปปินส์ พอผ่าท้องออกมาดูก็พบว่ามีเศษพลาสติกเต็มไปหมด ถ้าเราจะช่วยเรื่องพลาสติกในทะเลเราจะช่วยได้ยังไง ซึ่งถ้าเป็นการพูดคุยปกติ เด็กๆ ก็จะบอกว่า งั้นเราก็ช่วยกันเก็บขยะสิ คนละชิ้นสองชิ้น แต่เมื่อเราฉายภาพใหญ่ให้เขาเห็นว่าขยะในทะเลมันมีเป็นแสนตัน เก็บคนละชิ้นเมื่อไหร่จะหมด เราคิดว่าเด็ก KIDative สามารถคิดได้ไกลกว่านั้น สิ่งหนึ่งที่ผมพยายามพูดกับเด็กๆ เสมอคือเราทำได้ ถ้าเราเชื่อว่ามันทำได้ เดี๋ยววันนึงเทคโนโลยีจะช่วยให้มันทำได้เอง”
  คุณกอล์ฟอธิบายให้เราเข้าใจว่า การเริ่มต้นความคิดช่วยกันเก็บขยะเป็น Mindset ที่ดี แต่อะไรที่พวกเขาสามารถทำได้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่ากระบวนการทางความคิดเป็นก้าวแรกที่สำคัญมาก หากเขาสนใจมันจริงๆ บนโลกนี้มันมีเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กๆ สนใจแบบไหนบ้าง

หากวัฒนธรรมทางความคิดคือจุดเริ่มต้นของเทคโนโลยี ดังนั้นไม่จำเป็นเลยในการเปลี่ยนกระบวนการหาทางออก

  “ผลงานที่เล่าเรื่องระบบความคิดของเด็กที่ถูกถ่ายทอดหลังจากที่พวกเขาได้รับ ‘การเทรน’ มาอย่างดี ด้วยการรู้จักการแก้ไขปัญหา และเข้าใจเมื่อต้องพบกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจ เด็กๆ จะเข้าใจว่าด้วยเหตุใด เพราะอะไร และทำไม”
  “การคุยถึงประเทศหรือปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้เราพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่เราคิดมันมาถูกทางระดับหนึ่ง และอีกก้าวสำคัญของโปรเจกท์คือการทำให้เขาได้ทำงานกับคนอื่นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาสนใจแบบร่วมกัน ถ้าเขาทำได้เราเชื่อว่าโตขึ้นเขาจะพร้อมทำงานจริงได้”
  เราจะเห็นผลงานที่ไร้การจำกัดความ และไอเดียอันเจิดจรัสของเด็กๆ ว่านี่คือตึก บ้าน หรือสถานที่อะไรกันแน่ รายละเอียดที่มีแปะไว้บนผลงาน บางชิ้นทำให้เราต้องทึ่งเมื่อรู้ว่าอายุของเจ้าของผลงานนั้นบางคนอายุแค่ 6 ขวบเท่านั้น คุณตองยังชี้ให้เราดูโมเดลที่เป็นตึกสูงหน้าตาประหลาด ที่วางเรียงกันอยู่บนโต๊ะ ดูเหมือนนี่จะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์เล็กๆ ในโลกแห่งอนาคต แต่ที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งกับผลงานทุกๆ ชิ้นตรงหน้าเรานี้ก็คือ เราสามารถเห็นจินตนาการของเด็กๆ ที่เริ่มต้นจากการกำหนดโจทย์จากทาง Kidative ที่ทำให้เราต้องคิดย้อนกลับไปว่าตอนที่เราอายุเท่าพวกเขา เราทำอะไรอยู่?
  ในแง่ของความสำเร็จ ถือว่า KIDative เป็นแหล่งความรู้แนวใหม่ของประเทศไทย รวมทั้งระบบการศึกษา เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงจุดที่พวกเขาเริ่มพอใจกับมันแล้ว เราก็ไม่ลืมที่จะถามคำถามที่ว่า แล้วอะไรคือ What’s Next ของพวกเขา

“เราพยายามผลักดันเด็กๆ ให้ไปได้ไกลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

  คุณตองตอบเราอย่างว่องไวเหมือนนี่คือสิ่งที่อยู่ในหัวสมองของเขาตลอดเวลาอยู่แล้ว แววตามุ่งมั่นของเขากำลังบอกว่า สิ่งต่อไปที่เขากำลังจะอธิบายเพิ่มเติมมันจะเป็นจริงในเร็ววันนี้

  “What’s Next” ของผมอันแรกที่ตั้งใจไว้ภายใน 10 ปีนี้ คือการทำ Professional Practice คือเราเชื่อว่าเด็กอาจจะมีศักยภาพเกินกว่าสตูดิโอไปแล้ว เราพยายามหาวิธีเชื่อมเด็กๆ และผู้รู้ตัวจริงในด้านต่างๆ ผมเคยไปคุยกับโรงพยาบาลเด็ก อันนี้เป็นโปรเจกท์ที่น่าจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลาประมาณ 2-3 เดือนนี้ ซึ่งเด็กๆ ที่เข้าไปก็จะได้ใช้ แนวคิดเชิงการออกแบบในแบบที่เขาคิดว่าสามารถนำมาแก้ปัญหาให้โรงพยาบาลแห่งนั้นได้ ซึ่งอาจจะเป็นแค่แผนกเล็กๆ แต่ผลงานของพวกเขามันได้เกิดขึ้นแล้วอยู่ตรงนั้นจริงๆ และสเต็ปต่อไปเราก็จะให้มืออาชีพเข้ามาเพื่อทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นประโยชน์กับทั้งเด็กและโรงพยาบาล”
  ในมุมมองของ KIDative สิ่งสำคัญสำหรับเด็กไม่ใช่เรื่องไกลอื่น แต่คือแรงสนับสนุนจากผู้ปกครอง ส่วนแรงผลักดันที่ทาง KIDative สามารถเติมเต็มให้ได้ พวกเขาหวังว่าระบบหรือกระบวนการคิดทั้งหมดทั้งปวงนี้ จะเพิ่มต้นทุนบางอย่างที่สุดท้ายจะกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่ติดตัวเด็กๆ ไปตลอดชีวิต

อนาคตระบบการศึกษาด้านครีเอทีฟจะถูกบูรณาการให้เข้ากับยุคสมัย
  “สิ่งที่ต้องเติมก็คือองค์ความรู้ใหม่ ประสบการณ์เรามีอยู่แล้ว แต่ในฐานะนักทำงานด้านวิชาชีพ การอ่าน การฟังพ็อดคาสท์ ก็ยังเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่ เราเชื่อว่าองค์ความรู้ที่เรามีมันอาจจะล้าสมัย เราเลยต้องหาข้อมูลใหม่ๆตลอดเวลา”
  สำหรับคุณกอล์ฟ - เขาเริ่มต้นทำงานในการเป็นนักสื่อสารและคนวางกลยุทธ์ทางการตลาด เขาบอกว่าสิ่งที่เขาสนใจมีมากกว่า 1-2 อย่าง ดังนั้นมันจึงกลายเป็นข้อดีของการที่เขายังอยากรู้อะไรใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา และวิธีการถ่ายทอดให้ผู้คนเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังจะทำ คือความท้าทาย
  “สำหรับผมอันนี้มันเป็นปมด้อยมาตั้งแต่เด็ก คือชอบทุกอย่างแต่ไม่ได้รู้ลึกในทุกๆ อย่าง ดังนั้นผมคิดว่าการทำการบ้านให้ตัวเองก่อนที่จะไปคุยกับเด็กๆ ก็เป็นเรื่องสำคัญนะ เหมือนพอเราจูนกันติด เราเข้าใจในความสนใจของเขา มันง่ายที่จะต่อยอดว่าเราจะคุยอะไรกันต่อ”

  ในมุมหนึ่งของคุณกอล์ฟ จะใช้เวลาว่างที่เขาบอกว่า “ถ้ามี” ออกไปเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาเพื่อออกไปหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ
  “ปกติผมจะใช้เวลาประมาณ 10-15 วัน ผมรู้สึกว่าการออกทริป มันทำให้เรารู้สึกว่าจริงๆแล้ว เราพร้อมที่จะเจออะไรที่เราไม่คาดฝัน ผมไม่ค่อยสนใจเรื่องจุดหมายปลายทาง แต่ความสนุกมันเกิดขึ้นจากสิ่งที่ได้เห็นและเกิดขึ้นระหว่างทางมากกว่า ”
  ในขณะที่คุณตองบอกกับเราว่า ชีวิตของเขาขับเคลื่อนด้วยสองอย่าง หนึ่งคือการเป็นสถาปนิก และมุมสนุกเล็กๆ ของเขาคือการสนใจของเล่น หุ่นยนต์ต่างๆ

  “สำหรับงานสถาปนิก ผมบอกตัวเองว่าผมวางมือแล้วที่จะเอาสิ่งนี้มาเป็นอาชีพ ตอนนี้ผมสนใจเรื่องการออกแบบและสร้างตัวละคร เรื่องของเล่นแล้วก็พวกการ์ตูน แต่ผมก็ไม่สามารถทำมันออกมาเป็น Product ของตัวเองได้ ดังนั้นทั้งสองส่วนเป็นสองสิ่งที่ผมนำมันมาขับเคลื่อน KIDative ให้เด็กๆ สร้างผลงานออกมาโดยไม่ยึดติดกับข้อจำกัดหรือสนใจความเป็นไปได้ทางการก่อสร้างมากเท่าวิสัยทัศน์ที่เขาสะท้อนออกมา”
  Kidative ไม่ใช่โรงเรียนศิลปะเหมือนที่หลายคนอาจ มองว่ามันเป็น แม้แต่คอร์สเรียนวิชาครีเอทีฟสำหรับเด็กก็ยังไม่ใช่ แต่ KIDative คือสนามเด็กเล่นในฝันของเด็กๆ ทุกคน รวมทั้งเป็นที่ที่ผู้ใหญ่อย่างเราสามารถเติมเต็มความเป็นเด็กในตัวเรา และยังเป็นโปรเจกท์ที่สามารถมองเห็นอนาคตที่น่าจะเป็นกับลูกหลานของพวกเราได้ หากลองปล่อยให้พวกเขาได้เล่น ให้จินตนาการนำพวกเขาไปสู่ความสนใจที่แท้จริง โดยมีผู้ใหญ่ที่เข้าใจคอยดูแล และให้คำปรึกษาอยู่ห่างๆ เราเชื่อว่าคำตอบของ What’s Next ที่ KIDative อยากให้เป็น อยู่ในคำตอบนี้แล้ว