I’m here สํารวจการทับซ้อนของอดีตและปัจจุบันในพื้นที่ส่วนตัว ด้วยงานศิลปะสุดอลังการของ ปรีชา รักซ้อน

เรื่อง: ภาณุบุญ พิพัฒนาพงศ์

โดยปกติ มิตรรักแฟนศิลปะอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มักจะไปชมนิทรรศการศิลปะกันในพื้นที่ทางศิลปะอย่างหอศิลป์หรือพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่าง ๆ แต่ในบางครั้ง เราก็อาจได้ชมนิทรรศการนอกพื้นที่ทางศิลปะอย่าง ห้างสรรพสินค้า ร้านกาแฟ, ร้านอาหาร หรือในพื้นที่สาธารณะอย่าง ตามท้อง ถนน, บนผนังกําแพงข้างทาง, ในสวนสาธารณะ หรือในอาคารเก่าทิ้งร้างที่ไหนสักแห่ง แต่ในคราวนี้ เราได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการศิลปะในพื้นที่ที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นั่นคือใน โกดังข้าวสารของโรงสีดี ๆ นี่เอง!

  นิทรรศการที่ว่านี้มีชื่อว่า I’m here โดยศิลปินหนุ่มชาวสุพรรณบุรี "ปรีชา รักซ้อน" ที่เปลี่ยนโกดังข้าวสารของโรงสีบูรณะกิจ โรงสีของครอบครัวของเขาใน จ.สุพรรณบุรี ให้กลายเป็นพื้นที่แสดงนิทรรศการศิลปะขนาดยักษ์อันอลังการตระการตา

  ภายในโกดังข้าวสารขนาด 4,329 ตารางเมตร มีผลงานภาพจิตรกรรมขนาดน้อยและใหญ่ (มาก ๆ ) วาดบนผนังคอนกรีตทุกด้านของอาคารโกดัง รวมถึงผลงานศิลปะจัดวางหลากชิ้น จัด แสดงภายในพื้นที่ใหญ่โตมโหฬารราวกับเป็นน้อง ๆ สถานีรถไฟหัวลําโพงก็ไม่ปาน

  ปรีชา รักซ้อน ศิลปินเจ้าของนิทรรศการ เล่าให้เราฟังถึงจุดเริ่มต้นของโครงการศิลปะอันสุดแสนทะเยอทะยานของเขาครั้งนี้ว่า
  “นิทรรศการครั้งนี้เกิดจากการที่ผมแสดงนิทรรศการ Comics, a boy and a man. ที่โกดังข้าวสารของโรงสีแห่งนี้เป็นครั้งแรก พอนิทรรศการจบไปแล้ว ผมก็ได้คุยกับพี่อังกฤษ (อัจฉริยโส ภณ) ว่าคราวที่แล้วผมใช้พื้นที่ของโกดังเพียงครึ่งเดียว เขาบอกว่าทําไมไม่ใช้ให้เต็มพื้นที่ไปเลย ไม่ต้องสนใจว่าใครจะว่ายังไง ผมเลยรู้สึกว่า ผมอยากทํางานเกี่ยวกับพื้นที่ที่เราอาศัยอยู่ ก็เลยเกิดเป็นนิทรรศการชุดนี้ขึ้นมา
  งานชุดนี้พูดถึงเรื่องราวจากสองสถานที่ส่วนตัวของผม คือที่บ้านกับที่โรงเรียน ในสองช่วงเวลา คืออดีตกับปัจจุบัน อดีตคือช่วงเวลาสมัยที่ผมเรียนอยู่ในโรงเรียนประจําคาทอลิก ชื่อ โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ อ.สามพราน จ.นครปฐม ที่ผมเรียนอยู่ 12 ปี ตั้งแต่ชั้น ป.1 - ม.6 สภาพแวดล้อมที่นั่นมีรูปปั้นทางศาสนาคริสต์ต่าง ๆ เป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากวาดรูป จนทําให้ผมเข้าไปเรียนที่คณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรในเวลาต่อมา ตอนเรียนก็ไม่ได้นึกถึงความทรงจําในอดีตเลย แต่พอผมกลับมาทํางานที่บ้านเกิด ที่หมู่บ้านกุฎีทอง จ.สุพรรณบุรี ก่อนหน้านี้ผมรู้สึกว่าบ้านไม่ใช่ที่ของเรา เพราะผมไปใช้ชีวิตเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนประจําอยู่เป็นเดือน ๆ สองเดือน สามเดือน หรือหกเดือนค่อยกลับบ้านที โรงเรียนก็เลยเป็นเหมือนบ้านของเรา ทั้งสภาพแวดล้อม บรรยากาศทางศาสนาก็อยู่แวดล้อมเรา พอผมกลับมาอยู่ที่บ้าน ผมก็ลองสํารวจรวจสภาพแวดล้อมรอบ ๆ หมู่บ้าน เหมือนเป็นนิสัยว่า พอเราอยู่ตรงไหน เราก็ชอบเดินสํารวจโน่นนี่ ขี่จักรยานวนดูรอบ ๆ หมู่บ้าน จนทําให้ผมรู้สึกว่าสิ่งเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่ผมเคยเห็นในความทรงจํา ทั้งภูมิทัศน์ ทิวทัศน์ต่าง ๆ แถวบ้านที่ผมเคยเห็นในอดีตเหล่านี้ติดตาผมมาถึงปัจจุบัน”

  “ภาพวาดในนิทรรศการชุดนี้เป็นภาพภูมิทัศน์ของหมู่บ้านกุฎีทอง ทั้งวัด บ้าน โรงเรียน เหมือนโครงสร้างชุมชนทั่ว ๆ ไปตามต่างจังหวัด อย่างภาพวาดภาพหนึ่งเป็นภาพของโบสถ์คริสต์ในวัดกุฏีทอง หรืออีกภาพที่เป็นภาพของแม่น้ําท่าจีน ที่อยู่ข้าง ๆ บ้านผม อีกภาพเป็นบริเวณที่เลยออกมาจากบ้านผมหน่อย เป็นบ้านร้างที่เมื่อก่อนญาติของผมเคยอาศัยอยู่ แต่พออยู่ ๆ ไป คนในพื้นที่เริ่มย้ายออก เขาก็เลยย้ายไปอยู่ที่อื่น”

  หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นเป็นสง่าในนิทรรศการครั้งนี้คือภาพวาดทิวทัศน์เมืองขนาดใหญ่ มหึมาเต็มผนังช่วงหนึ่งของโกดัง เบื้องหน้าทิวทัศน์ปรากฏภาพมือปริศนาจรดนิ้วกลางอากาศ ราวกับกําลังให้พรแด่สรรพชีวิตที่อยู่เบื้องล่าง
   “ภาพนี้เป็นมุมมองจากชั้นบนสุดของหออบข้าวที่สูงที่สุดของโรงสีของบ้านผม ที่เพิ่งรื้อทิ้งไป เพราะว่าอันตราย ไม่ได้ใช้งานแล้ว ถ้าอยู่ไปนาน ๆ อาจจะถล่มลงมาได้ (ภาพยอดของหออบข้าวที่ว่านี้ถูกวาดอยู่บนผนังอีกฝั่ง) ส่วนมือในภาพเป็นของพระเยซูที่ชูนิ้วเป็นสัญลักษณ์ไม้กางเขนเพื่อ อํานวยพระพร โดยผมได้แรงบันดาลใจมาจากภาพวาดพระเยซู (Salvator Mundi, 1500) ของ เลโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) เรื่องราวของคริสต์ศาสนาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ติดตัวเรามา ตั้งแต่สมัยเรียนที่โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ เหมือนเป็นอดีตที่ติดตามเรามา โดยที่บางครั้งเราก็ไม่รู้ตัว แต่พอหันกลับมามอง เราก็จะเห็นว่ามันยังคงอยู่กับเราไม่ไปไหน เหมือนกับถ้อยคําในบทความของ อ. ธนาวิ โชติประดิษฐ ที่ผมชอบมาก ๆ ที่ว่า “อดีตที่ปรากฏในปัจจุบัน”
  ด้วยเหตุนี้ ผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ของปรีชาส่วนใหญ่จึงไม่ใช่แค่ภาพภูมิทัศน์ของหมู่บ้านกุฎีทอง บ้านเกิดของเขาแต่เพียงเท่านั้น หากแต่เป็นการถ่ายทอดความภาพทรงจําในวัยเด็กของเขาที่ซ้อนทับกับภาพในปัจจุบัน ด้วยการหยิบเอาภาพภูมิทัศน์ของโรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ ในอดีตมาซ้อนทับกับภาพภูมิทัศน์ของหมู่บ้านกุฎีทองในปัจจุบันนั่นเอง
  “สําหรับผม โกดังข้าวสารของโรงสีแห่งนี้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของผม มันเปรียบเสมือนโบสถ์ของผม นี่เป็นเหตุผลว่าทําไมผมต้องวาดภาพลงบนผนังอาคารแห่งนี้โดยตรง เหมือนงานจิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์คริสต์หรือโบสถ์ของไทย แทนที่จะวาดลงบนผ้าใบ เรื่องราวที่ปรากฏในภาพก็เป็นเรื่องราวส่วนตัวของผมที่เป็นคนของที่นี่ ในช่วงเวลาหนึ่งที่มีโอกาสมากกว่าคนอื่น เพราะพอมีฐานะอยู่บ้าง ก็เลยใช้พื้นที่ของโรงสีทําเป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะของผม”

  กลางพื้นที่แสดงงาน มีผลงานอีกชิ้นที่ดูแปลกตาน่าพิศวง คือศิลปะจัดวางจากเครื่องจักร หน้าตาคล้ายบันไดเลื่อนไร้ขั้นบันได ที่กําลังเดินเครื่องทํางานไม่หยุดหย่อน ที่เตะตาน่าสนใจก็คือ บนทางเลื่อนมีภาพวาดเคลื่อนไหว เลื่อนไหลวนเวียนไปมาอย่างไม่รู้จบอีกด้วย
  “ผลงานศิลปะจัดวางชิ้นนี้ทําจากสายพานส่งข้าว บนสายพานจะมีภาพวาดเกี่ยวกับเรื่องที่ ถ้าคุณเป็นคนคริสต์ก็จะรู้จักดี คือ Station Of The Cross หรือ การเดินรูป 14 ภาค คือการติดตามพระเยซูบนเส้นทางที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน ที่พูดถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูถูกตัดสินประหารชีวิต, ทรงแบกไม้กางเขนแล้วหกล้มสามครั้ง, ถูกตรึงกางเขนจนสิ้นพระชนม์, และนําพระศพไปฝัง ซึ่งเป็นพิธีที่ชาวคริสต์เดินรอบเสา 14 เสาในโบสถ์ที่มีภาพเหตุการณ์ตรึงกางเขน 14 ภาค เพื่อรําลึกถึงความทุกข์ทรมานที่พระเยซูได้รับเพื่อไถ่บาปให้มวลมนุษย์ ศิลปินใหญ่ ๆ ในยุโรปมักจะวาดภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่ผมทํางานชุดนี้เป็นศิลปะจัดวาง ก็เพราะงานชุดก่อนหน้านี้ผมทําเกี่ยวกับการ์ตูน ผมสนใจว่าทําไมภาพนิ่งในเชิงของงานจิตรกรรม ถึงสามารถตรึงคนให้หยุดนิ่งเพื่อดูชมมันได้ด้วยสภาวะอะไรบางอย่าง ผมเลยอยากลองทํางานจิตรกรรมให้เป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนแอนิเมชั่น โดยใช้สายพานส่งข้าวทําให้ภาพจิตรกรรมเลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ จะว่าไป การไหลเวียนไปเรื่อย ๆ ของสายพานนี้ก็เป็นเหมือนความเชื่อในทางศาสนาพุทธเกี่ยวกับการไต่บันไดสวรรค์หรือวัฏสงสาร ในขณะเดียวกัน ผมก็นึกไปถึงผลงานของศิลปินจีน ไช่กั๋วเฉียง (Cai Guo-Qiang) ที่ทําบันไดจากดอกไม้ไฟสูงขึ้นไปบนฟ้า อีกอย่าง ปติสร เพ็ญสุด เพื่อนของผมที่เขียนบทความประกอบนิทรรศการครั้งนี้ยังตั้งข้อสังเกตว่า แทนที่งานของผมจะพาผู้ชมเดินตามเหตุการณ์เวียนรอบภาพเหตุการณ์ทั้ง 14 ภาค ตามพิธีกรรมทางศาสนาแต่เดิม กลายเป็นว่าภาพเหตุการณ์ทั้ง 14 ภาคของผมกลับเลื่อนไหลหมุนเวียนต่อหน้าสายตาผู้ชมที่หยุดนิ่งแทน”

  เบื้องหน้าผลงานจิตรกรรมบนฝาผนังแต่ละด้าน ยังมีศิลปะจัดวางจากวัตถุเก็บตกเหลือใช้นานาชนิดจัดแสดงอยู่ ทั้งตู้, โต๊ะ, ม้านั่ง, ชิ้นส่วนเครื่องจักร ไปจนถึงรถกระบะเก่าคร่ําคร่าก็ยังมี
  “วัตถุเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับผมในเชิงความทรงจํา อย่างเช่น โต๊ะไม้ ก็เป็นโต๊ะที่พ่อของผมทําขึ้นมา หรือตู้เสื้อผ้ารูดซิป ก็เป็นตู้เสื้อผ้าที่ผมใช้สมัยตอนอยู่โรงเรียนประจํา และยังเก็บเอาไว้อยู่พร้อมกับเสื้อผ้าที่เคยใส่ หรือที่ลากข้าวที่ใช้ในโรงสี และรถกะบะที่พ่อใช้ขับไปส่งผมที่โรงเรียนเป็นประจํา แล้วก็เอามาใช้เป็นรถลากข้าวแทนเพราะมันเก่าแล้ว หรือตู้ไม้เก่าที่เป็นของสะสมของที่ปู่ผมชอบ ส่วนม้านั่งผมก็ไปขอซื้อต่อจากโรงเรียนที่ผมเคยเรียน วัตถุข้าวของเหล่านี้เป็นเหมือนที่เก็บสะสมความทรงจําของผม ผมคิดว่าของพวกนี้เหมือนมีจิตวิญญาณของมันอยู่ ผมอาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่ผมเชื่อของผมแบบนี้”

  ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เราจึงถามไปว่า เขาทํางานศิลปะขนาดน้อยใหญ่ (ยักษ์) จํานวนมากมายทั้งหมดด้วยตัวเองคนเดียวหรือมีใครช่วยเหลือบ้างหรือเปล่า ปรีชาเผยกับเราว่า
  “งานในนิทรรศการครั้งนี้ทั้งหมดผมทําด้วยตัวเองคนเดียว ทั้งต่อนั่งร้าน ฉายสไลด์ วาดภาพ วาด ๆ ไป รถขนข้าวเปลือกวิ่งเอาข้าวมาลง ลงเสร็จ ผมก็ขึ้นนั่งร้านไปวาดต่อ ทําทั้งวัน ตอนกลางคืนก็วาดสักสามชั่วโมง เราเป็นคนทําศิลปะก็ต้องทําให้เต็มที่ ไปให้สุดทาง”

  เมื่อเดินชมงานไปรอบ ๆ พื้นที่ และสัมผัสกับบรรยากาศอันขรึมขลังอลังการ ก็ทําให้เราอดรู้สึกไม่ได้ว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ต่างอะไรกับโบสถ์หรือวิหารส่วนตัวของเขาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งปรีชาก็ตอกย้ําความคิดนี้ของเราด้วยว่า
  “ภาพวาดที่เฟรมเป็นทรงโค้ง ผมได้แรงบันดาลใจมาจากหน้าต่างกระจกสีในโบสถ์คริสต์ หรือแม้แต่ความเป็นอาคารเปิดโล่งขนาดใหญ่ที่มีช่องเปิดให้แสงส่องเข้ามาได้ สําหรับผม มันเป็นเหมือนช่องแสงของหน้าต่างยาวในโบสถ์คริสต์เช่นเดียวกัน ผมเลยใช้แสงธรรมชาติภายในโกดัง โดยไม่ติดไฟส่องงานข้างใน ถ้าข้างนอกมืด ในนี้ก็มืด ถ้าข้างนอกสว่าง ในนี้ก็สว่าง เพราะผมอยากให้เป็นไปตามสภาพแวดล้อมรอบข้าง เช่นเดียวกับโบสถ์คริสต์โบราณ”

  ท้ายสุด เขายังเฉลยถึงที่มาของชื่อนิทรรศการครั้งนี้ให้เราฟังว่า
  “ที่ผมตั้งชื่อนิทรรศการนี้ว่า I’m here ก็เพราะผมอยากให้คนรู้ว่าผมอยู่ที่นี่ ในพื้นที่ส่วนตัว ของผม และเชิญชวนให้พวกเขาเข้ามาชมกัน หลังจากจบนิทรรศการครั้งนี้ผมก็อาจจะคุยกับคนใน ชุมชนนี้ หรือเพื่อนศิลปินว่าจะเปิดให้ที่นี่เป็นพื้นที่แสดงงานศิลปะ เผื่อใครสนใจจะมาแสดงงานใน อนาคต อ้อ พื้นที่แสดงงานแห่งนี้มีชื่อว่า 1984+1 Gallery ผมได้แรงบันดาลใจมาจากนวนิยายเสียดสีการเมืองเรื่อง 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์ แล้วพอดี 1984 ก็เป็นปีที่ภรรยาผมเกิดด้วย พอ บวก 1 เข้าไป ก็เป็น 1985 ตรงกับปีที่ผมเกิดพอดี” (ยิ้ม).

  นิทรรศการ I’m here โดย ปรีชา รักซ้อน จัดแสดง ระหว่างวันที่ 16 ตุลาคม 2565 - 22 มกราคม 2566 ที่ 1984+1 Gallery (โรงสีบูรณะกิจ สุพรรณบุรี) เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 10.00 - 17.30 น หรือตามนัดหมาย ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ โทร 0871566965 อีเมล [email protected]