THE UNLIMITED CREATIVE HOURS
49 HUB
KODANG 116

IA49
L49
LD49
เพราะไลฟ์สไตล์การทำงานของดีไซเนอร์ไม่เคยอยู่ในกรอบของเวลาออฟฟิศเปิด 9.00 - 17.00 น. ที่แน่นอน แต่เป็นงานที่ต้องใช้พลัง และความคิดสร้างสรรค์ให้ไหลลื่นได้ทุกเวลา ดังนั้นการทำงานที่ “ไม่ค่อยมี Early มีแต่ Late จน Very Late ถึงเช้า” อาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ กับบริษัทออกแบบหลายแห่ง เหมือนอย่างที่คุณธีรานุช กรรณสูต วงศ์ไวศยวรรณ Managing Director แห่งบริษัท IA49 (Interior Architects 49) บอกเล่าถึงวิถีชีวิตของดีไซเนอร์ที่นี่ และยอมรับว่าสเปซมีผลต่อการทำงานโดยเฉพาะอาชีพที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์แบบ Long Hours

จากซ้าย ไปขวา
สมภพ คงฐิติกุล
Deputy Managing Director, Interior Architects 49 (IA49)
กริช มโนพิโมกษ์
Managing Director,
49 Lighting Design Consultants (LD49)
ธีรานุช กรรณสูต วงศ์ไวศยวรรณ
Managing Director, Interior Architects 49 (IA49)
วัลยา ตั้งกิจเวทย์
Deputy Managing Director, Interior Architects 49 (IA49)
ปรีดาพนธ์ บัณฑิติยานนท์
Managing Director, Landscape Architects 49 (L49)
ณ โกดังเลขที่ 116 ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 1,060 ตารางเมตร ในโครงการ Warehouse 26 แห่งนี้ คือที่ตั้งของออฟฟิศในเครือ 49 Group อยู่ 3 บริษัท ได้แก่ IA49 (Interior Architects 49), L49 (Landscape Architects 49) และ LD 49 (49 Lighting Design Consultants) โดยตรงข้ามโกดังเลขที่ 116 คือโกดังเลขที่ 112 ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท G49, GA49 และ A49 (Phuket) ในเครือเดียวกัน รวมถึงบริษัท LI-ZENN ด้วย ดังนั้นเมื่อรวมโกดังเลขที่ 112 และโกดังเลขที่ 116 เข้าด้วยกัน พื้นที่นี้ก็เหมือนเป็น “49 HUB” หรืออาณาจักรแห่งใหม่ของบริษัทออกแบบที่แยกออกมาจากฐานหลักของ A49 ในขณะเดียวกันก็เป็น “Design Community” ที่มีเพื่อนบ้านเป็นบริษัทดีไซน์หลากหลายสำนักอยู่ด้วย




“เดิมที Warehouse 26 ตรงนี้เป็นกลุ่มโกดังของบริษัท อรรถกระวี ให้เช่าเพื่อเก็บของ ซึ่งตอนนี้ถูกพัฒนาทั้งบริเวณขึ้นมาให้มีชีวิตชีวา และมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น เพราะมีบริษัทออกแบบบริษัทอื่น อย่าง DOT LINE PLANE และ Hypothesis เป็นต้น มาอยู่ด้วย ทำให้กลายเป็น Design Community ที่อบอุ่นขึ้น”
จุดเด่นของโกดัง 116 แห่งนี้ คือ เป็นโกดังที่เก่าที่สุดในบรรดาโกดังทั้งหมด และยังเป็นเสาไม้อยู่ เมื่อถูกปรับปรุงให้เป็นออฟฟิศ จึงถูกออกแบบให้คงเอกลักษณ์ความเป็นแวร์เฮ้าส์ไว้ โดยเน้นงานเหล็ก งานไม้ และงานกระจก เหมือนเป็นแวร์เฮ้าส์เก่าๆ ในมหานครนิวยอร์ก
“เหมือนเรานั่งทำงานอยู่ในโรงงานเก่าจริงๆ และที่ดีคือ Volume ของแวร์เฮ้าส์ เพราะเดิมเราทำงานอยู่ในอาคาร แต่แวร์เฮ้าส์จะมีหลังคาสูง ทำให้รู้สึกปลอดโปร่ง และพื้นที่ก็กว้างขวางขึ้น ทำให้รองรับจำนวนพนักงานที่ขยายขึ้นได้ อย่าง IA49 จากเดิมมีจำนวนพนักงานอยู่ 45 คน ตอนนี้ก็สามารถเพิ่มอัตราได้ถึง 65 คน” ด้วยเป็นนักออกแบบอยู่แล้วนั้น การเปลี่ยนจากโกดังเป็นออฟฟิศจึงไม่ได้คำนึงแค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังพิจารณาถึงวิธีการทำงาน ไลฟ์สไตล์การทำงาน และการผนวกเรื่องของ Functional เข้ากับ Economical เพื่อให้เป็นออฟฟิศที่ Sustainable มากที่สุดด้วย ไม่ว่าจะเป็น การเก็บเสาไม้เก่าทุกต้นไว้ แม้ภายหลังจะต้องใส่เฝือกเหล็ก เพื่อเสริมความแข็งแรงในการรับน้ำหนักให้เกือบทุกต้น จนถึงการออกแบบโต๊ะทำงานโดยใช้เหล็กนั่งร้านมาประกอบขึ้นเป็นโครงโต๊ะที่ตอบสนองการใช้งานในราคาประหยัด และสอดคล้องกับความเป็นแวร์เฮ้าส์ การเปิดรับแสงธรรมชาติแบบ Sidelight ทางจั่วทิศเหนือ ที่ให้แสงสว่างเพียงพอในเวลากลางวัน โดยไม่นำพาความร้อนมาโดยตรง และการใช้ระบบแอร์ที่ประหยัดไฟ






ส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับออฟฟิศอินทีเรียอย่าง IA49 ก็คือ “ห้องที่รกที่สุด แต่ก็สำคัญที่สุด” อย่าง “ห้องวัสดุ” ที่เป็นห้องจัดเก็บวัสดุหลากหลายประเภทแยกตามหมวดหมู่ ไม่ว่าจะเป็นหนัง ผ้า ไม้ หิน ฯลฯ เพื่อให้ดีไซเนอร์ได้เข้ามาค้นคว้าเหมือนห้องสมุด ภายในห้องมี Skylight เพื่อเปิดรับแสงธรรมชาติที่เหมาะกับการเลือกวัสดุ สำหรับห้องนี้ ความร้อนจาก Skylight มีประโยชน์ในแง่ช่วยลดโอกาสการเกิดเชื้อรา และความชื้นที่จะเกิดขึ้นในห้องวัสดุได้ส่วนหนึ่ง “เพราะนอกจากเรื่องฟังก์ชั่นการใช้งานแล้ว ก็ห่วงสุขภาพของน้องๆ เราด้วย” คุณหน่อยเสริม


ในเวลากลางคืน ออฟฟิศจะถูกเปลี่ยนบรรยากาศให้เหมาะกับการทำงานที่มักจะลากยาวถึงดึกด้วยแสง Up Light “เพราะว่าดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ทำงานไม่เป็นเวลาอยู่แล้ว เราทำงานอยู่บนเดดไลน์ของโปรเจกท์ เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ก็แทบจะอยู่กันถึงห้าทุ่มเที่ยงคืนตลอด ที่ออฟฟิศยังมีห้องอเนกประสงค์ที่อยู่ติดริมรั้วที่จัดสวนได้ สามารถเป็นทั้งที่กินข้าว ประชุมภายใน บางทีช่วงบอลโลกเราก็เปิดดูบอลโลกไปด้วย แล้วก็มาทำงานต่อ เวลานึกอะไรไม่ออกก็สามารถไปนั่งกินกาแฟในห้องอเนกประสงค์ หรือจะเดินออกไปซื้อกาแฟตรง Hypothesis ก็ได้ คือเราค่อนข้างอิสระ และสบายๆ เพราะวัฒนธรรมองค์กรของเราคืออยู่กันแบบครอบครัว เป็นพี่เป็นน้อง และดูแลซึ่งกันและกัน”





ในขณะที่เราต้องใช้ชีวิตการทำงานแบบ Long Hours แล้วออฟฟิศแบบไหน ที่จะเติมไฟการทำงานให้คืนกลับมาแบบ Long Hours ได้เช่นกัน เราว่าสเปซทำงานแนวแวร์เฮ้าส์ที่โปร่งโล่งแบบนี้ ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสบายเหมือนอยู่บ้าน แถมยังเป็นแหล่งพลังความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างดี
