นั่งคุยกับ 3 หัวเรือใหญ่แห่ง Farmgroup ในวันที่ Hotel Art Fair ได้กลับมาเปิดห้องพัก ให้ทุกคนได้ชมงานศิลปะอีกครั้งเป็นปีที่ 7

   ถ้าอยากจะชมงานศิลปะดี ๆ สักหนึ่งครั้ง ก็ต้องเข้าไปที่แกลเลอรี่หรือพิพิธภัณฑ์เสมอ นั่นจึงทำให้ศิลปะ (ไม่นับรวมงานพุทธศิลป์ที่เราหาชมได้ตามวัด) ดูเป็นสิ่งไกลตัวและหาชมได้ยาก Farmgroup เมื่อสิบปีก่อน จึงอยากล้างภาพจำนี้ออกไป แล้วทำให้ศิลปะเป็นเรื่องง่ายของทุกคน ด้วยการชวนเหล่าอาร์ตเลิฟเวอร์ไปชมงานในสถานที่ที่แตกต่าง เปลี่ยนจากห้องแกลเลอรี่แสนเงียบเหงา มาเป็นการนั่งพูดคุยถึงเรื่องที่เรารักในห้องพักโรงแรมท่ามกลางบรรยากาศแบบเป็นกันเอง
   ด้วยการตอบรับจากทั้งคนในประเทศและนอกประเทศ ที่ผิดจากการคาดการณ์ไปมาก ทำให้ Hotel Art Fair ที่เริ่มต้นด้วยแกลเลอรี่แค่ 12 แห่งในปีแรก ได้เติบโตกลายมาเป็น Community ของนักสะสมและผู้ที่สนใจในงานศิลปะ ที่ครอบคลุมกลุ่มคนในหลากหลายวงการ และสำหรับงานในปีที่ 7 Hotel Art Fair ก็กลับมาอีกครั้งกับงานศิลปะจากแกลเลอรี่มากถึง 28 แห่ง พร้อมที่พาทุกคนไปสัมผัสกับมิติที่แตกต่างของคำว่า “NEW” เพื่อโอบรับสิ่งใหม่ของชีวิตในยุคหลังโรคระบาดที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป แต่ก่อนที่ทุกคนจะรีบไปเช็คอิน เปิดห้องนอนคุยบนเตียง แล้วชมงานศิลป์กันแบบชิล ๆ เราขอแวะพาทุกคนมานั่งคุยกับ ตั๊ก - วรินดา เธียรอัจฉริยะ, ต๊อบ - วรารินทร์ สินไชย และ แต๊บ - วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ 3 หัวเรือใหญ่แห่ง Farmgroup ถึงโอกาสในการได้กลับมาจัด HAF อีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเกือบสามปีเต็ม

ก่อนเข้าเรื่อง HAF เราขอถามก่อนเลยว่าทั้งสามคนมาตกหลุมรักกับสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะ” ได้อย่างไร?

ตั๊ก: น่าจะเป็น HAF ในปีแรก เพราะตั๊กไม่ได้สนใจหรือสะสมศิลปะมาก่อนเลย เรารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไกลตัวมาก ๆ แล้วแกลเลอรี่เป็นสถานที่ที่เราทำตัวไม่ถูก แต่พอได้มาทำ HAF ปีแรก แล้วบรรยากาศงานมันสนุกมาก ๆ ตั๊กเลยรู้ว่างานศิลปะมันก็เป็นเรื่องสนุกได้นะ แล้วมุมมองของเราก็เปลี่ยนไปทำให้ตั๊กเริ่มมองเห็นว่าจริง ๆ แล้วศิลปะอยู่ในทุกช่วงชีวิตของเรา

ต๊อบ: ตกหลุมรักไหม ต๊อบคิดว่าตัวเองเริ่มซึมซับมากกว่า แล้วมันก็ทำให้เรามองโลกในมุมใหม่เหมือนกัน เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ เมื่อก่อนก็แค่จะเดินช้อปปิงเท่านั้น เดี๋ยวนี้มีการแวะเข้าพิพิธภัณฑ์หรืออาร์ตแกลเลอรี่บ้างแล้วงานของ Farmgroup เอง ก็เป็นงานเชิงดีไซน์ เราเลยรู้สึกว่าสองสิ่งมันมีความทับซ้อนใกล้เคียงกัน แต่เราก็ยังไม่ถึงขั้นที่ดูศิลปะแล้วแตกฉานเหมือนคนที่เขาเข้าใจจริง ๆ หรอกนะคะ

แต๊บ: สำหรับผม อาจจะเพราะเรียนด้านดีไซน์ ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะบ้างเลยอาจจะใกล้ชิดกับศิลปะมากกว่าพี่ทั้งสองคน แต่ดีไซน์กับศิลปะในตอนนั้นก็ยังดูเป็นศาสตร์คนละแขนงกัน พอมาถึงยุคนี้เราเห็นดีไซเนอร์หรือนักวาดภาพประกอบ เริ่มหันมาทำงานศิลปะของตัวเอง มันทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ และทำให้ผมคิดว่าศิลปะเองก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมมาโดยตลอดเหมือนกัน

ฟังดูแล้ว HAF ครั้งที่ 1 ส่งผลบางอย่างต่อทั้งสามคนมาก ๆ แล้วภาพรวมของงานในปีนั้นหละ ออกมาประสบความสำเร็จหรือได้รับการตอบรับที่ดีไหม?

เกินคาดและมันทำให้พวกเราเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้นะ เพราะมีชาวต่างประเทศบินมาดูเยอะมาก เขาดีใจกันมากที่ในที่สุดเมืองไทยก็มีงานแบบนี้ แล้วในช่วงปี 2012 มันยังไม่มีงานในรูปแบบนี้ ยังไม่มีการคอลแลปของแบรนด์และศิลปิน สตรีทอาร์ตยังไม่บูม ในตอนนั้นชาวต่างชาติเลยสนใจเป็นพิเศษมากกว่าคนไทย แต่พอมองย้อนกลับไปปีแรกจนถึงปัจจุบันแล้วเราก็เดินทางมาไกลมาก งานในปัจจุบันก็ประสบความสำเร็จ ได้รับการตอบรับจากคนไทยมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกันนะ เพราะมุมมองของคนไทยต่อศิลปะมันเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก ๆ

เดินทางมาสู่งานครั้งที่ 7 แล้ว กับธีมที่ว่า “New” ทำไมการกลับมาของ HAF จึงต้องมาพร้อมกับคำ ๆ นี้?

ชีวิตหลังช่วงโควิดสองสามปีที่ผ่านมา ทุกอย่างในชีวิตของพวกเรามันเปลี่ยนไปหมดเลย มันเหมือนเป็นโลกใหม่จริง ๆ มีวิถีชีวิตใหม่ มีการเกิดขึ้นของศิลปินหน้าใหม่ รวมถึงงานศิลปะ NFT ทุกสิ่งมันเกิดอะไรใหม่ ๆ เยอะแยะไปหมด พวกเราเลยรู้สึกว่าคำนี้แหละใช่ มันอาจจะฟัง Cliché แต่ถ้าเราลองคิดดูดี ๆ แล้วความหมายของ New ในชีวิตของแต่ละคนมันไม่ซ้ำกันเลยนะ สำหรับบางคนมันเหมือนหยุดอยู่กับที่ แต่บางคนอาจกำลังกระโดดไปไกล ดังนั้นทุกคนจึงมีไอเดียคำว่า New เป็นของตัวเอง แต่ในความต่างนั้นมันก็มีอะไรบางอย่างที่สามารถ Connect ทุกคนเข้าหากันได้ด้วย ซึ่งมิติของคำว่า New ของศิลปินแต่ละท่านจะเป็นอย่างไรก็ต้องเข้าไปชมด้วยตัวเองนะ

งั้น “New” ของพวกคุณหละ มีความหมายว่าอย่างไรบ้าง?

ตั๊ก: ของตั๊กคือวิถีชีวิตใหม่ เราออกมาเจอโลกใบใหม่ วิธีการมองโลกแบบใหม่ และเราเองก็ Appreciate คุณค่าของเวลาทุกวินาทีมากขึ้น เพราะในช่วงปีที่ผ่านมาเราก็มีญาติและคนรู้จักที่ไม่อยู่แล้วเพราะโรคนี้ ความหมายของเราเลยเป็น New is Now เพราะมันทำให้เราใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

ต๊อบ: อย่างที่พี่ตั๊กบอกเลย ชีวิตเราเปลี่ยนไปมาก แล้วปัจจุบันเราก็แทบวางแผนล่วงหน้าไม่ได้เลย เพราะมันอาจเกิดอะไรขึ้นได้เสมอ เช่น นั่งทำงานแล้วจู่ ๆ โรคมันกลับมาเราก็ต้องรีบขนของกลับบ้าน ทุกวินาทีเราต้องเตรียมตัวพร้อมรับทุกอย่างอยู่เสมอ New ของต๊อบเลยน่าจะเป็น Challenge ค่ะ

แต๊บ: มันเหมือนเป็น Life Event หนึ่งนะ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วที่พาไปเจอทางเลี้ยวของชีวิต มีข้อแม้ใหม่เข้ามาทำให้ผมต้องกลับมาจัดความคิดและลำดับความสำคัญใหม่หมด รวมถึงช่วงที่หมดการแพร่ระบาดก็นับเป็น Life Event เช่นกัน ที่ต้องคิดว่าชีวิตในรูปแบบเดิมของเราจะกลับมาไหม แล้วเราจะใช้ชีวิตกับมันยังไงดี

งานปีนี้มีแกลเลอรี่มากถึง 28 แห่งจากทั้งไทยและต่างประเทศ พวกคุณมองหาและคัดเลือกลิสต์เหล่านี้อย่างไร?

ตั๊ก: ด้วยความที่งานของเราเป็นงานที่สร้างคอลเลคเตอร์หน้าใหม่เยอะมาก และงานในปีที่ผ่าน ๆ มามีการซื้อขายงานได้ปริมาณที่เยอะ นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ ทันทีที่เราบอกทุกคนว่า HAF กำลังจะกลับมาอีกครั้ง แกลเลอรี่หลายแห่งก็ติดต่อเข้ามาเองเลย บางแห่งเป็นแกลเลอรี่ต่างประเทศด้วย เพราะตลาดศิลปะบ้านเราถือเป็นตลาดที่คนอยากจะเข้ามามาก ๆ พอรวมกับแกลเลอรี่และศิลปินไทยที่เราเลือกกันมาแล้ว ลิสต์ของแกลเลอรี่ที่เข้ามาร่วมงานปีนี้เลยเต็มค่อนข้างเร็วมากค่ะ

ต๊อบ: เราทำงานร่วมกับทีมที่ปรึกษาตลอด เพื่อให้ได้ลิสต์ที่ตรงภาพที่คิดว่าให้ได้มากที่สุดค่ะ เราตั้งใจเลือกให้ผลงานศิลปะในงานมันมีความหลากหลาย ไม่ใช่เป็นแค่งานจิตรกรรมอย่างเดียวเท่านั้น มีการแทรกงานศิลปะในเชิง Furniture หรือ Wearable Art ที่สามารถสวมใส่ได้ เพื่อให้ HAF กลายเป็นงานอาร์ตแฟร์ที่ตอบสนองโจทย์ความสนใจของคนที่จะเข้ามาชมได้หลายรูปแบบ ครอบคลุมทุกกลุ่มคน

แต๊บ: ผมว่าสิ่งที่ยากคือศิลปินหรือแกลเลอรี่ดี ๆ ที่เพิ่งเกิดมาใหม่แล้วเราไม่เคยรู้จักมาก่อน บางทีเราก็ต้องแอบไปเช็คผ่านคนรู้จักก่อนเพื่อแน่ใจว่าคนที่เราอยากจะเลือกเขาตรงกับภาพของ HAF ที่เราวางไว้หรือเปล่า ซึ่งปีนี้ก็มีแกลเลอรี่หน้าใหม่ติดเข้ามาในลิสต์ด้วยเหมือนกัน ต้องรอดูครับ

แอบสปอยให้ฟังหน่อย มีห้องไหนน่าสนใจบ้าง?

ตั๊ก - พูดยากนะ เพราะดีทุกห้องจริง ๆ เราไม่ห่วงเรื่องคุณภาพของงานที่พวกเขาจะเอามาจัดแสดงเลย เรามั่นใจมาก บางคนก็เป็นคนเก่าที่เรารู้จักแต่กลับมาพร้อมแนวการทำงานใหม่ ๆ เช่น โน้ต – กฤษดา ภควัตสุนทร ที่ครั้งนี้ไม่ได้เป็นงานวาดแล้ว แต่เป็นงาน Functional Art ในห้องที่ชื่อว่า Bearwolf ที่โน๊ตทำร่วมกับศิลปินที่สนิทอีกคนหนึ่ง

แต๊บ - ผมอยากจะใช้คำว่ารู้สึกตื้นเต้นมากกว่า ตื่นเต้นว่าแกลเลอรี่จะเอางานแบบไหนมาแสดง อย่าง Bangkok Citycity Gallery เพราะเป็นแกลเลอรี่ที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน หรือ VS Gallery เองก็ได้ยินว่ากลับมาพร้อมคอนเซ็ปต์เดิม ที่เอางานศิลปะมาทำเป็นกีต้าร์ คราวนี้ได้ยินมาว่ามีงาน P7 และงานของ ยุรี เกนสาคู

ต๊อบ - VER Gallery เองก็น่าสนใจน่ะ เพราะเขาไม่ได้มาร่วมงานกับเรานานแล้ว มีปีนึงที่เขามาร่วมงานกับเราแล้วเขาโชว์ Performance Art ที่ค่อนข้างเจ๋งมาก ๆ พอได้กลับมาทำงานร่วมกันแล้วเขาคงจะต้องกลับมาพร้อมอะไรใหม่ ๆ แน่นอนค่ะ

เจ้าของ Celebrity Guest Room ปีนี้เองก็น่าสนใจแพ้กัน เราจะได้เห็นแง่มุมทางศิลปะของพวกเขาทั้งสามคนในรูปแบบไหน?

ตั๊ก: อย่างคุณริก้า ดีล่า ตั๊กเห็นบทสัมภาษณ์ใน Hello Magazine ที่เขาพาเดินชมบ้านใหม่ที่ตกแต่งด้วยงานศิลปะที่สะสมตั้งแต่ยังสาว ๆ แล้วสวยมาก พวกเราเลยรีบทาบทามเขาเลยว่าช่วยยกบ้านมาไว้ในงานเราหน่อยได้ไหม ซึ่งวิธีการสะสมงานของคุณริก้าน่าสนใจตรงที่เราจะได้เห็นชีวิต อารมณ์ และมุมมองของเขาตลอดทุกช่วงชีวิต ที่มันสะท้อนผ่านคอลเลคชั่นผลงานศิลปะที่เขาเลือกสะสม

ต๊อบ: ส่วนคุณแนท - วสุ วิรัชศิลป์ และโบว์ - จุฑาธรรม จิราธิวัฒน์ ทั้งสองเป็นสถาปนิกที่มางานของพวกเราอยู่แล้วทุกปี บางส่วนก็จะมีงานหาชมยากที่ซื้อมาจาก HAF บางส่วนก็จะเป็นงานที่สะท้อนตัวตนของพวกเขาด้วย ทั้งเรื่องศิลปะและเรื่องการออกแบบสถาปัตยกรรม ซึ่งมีความน่าสนใจมันอยู่ตรงที่ของสะสมเหล่านั้นมันจะผสมผสานกันแล้วสามารถบ่งบอกตัวตนของเจ้าของออกมาอย่างชัดเจนในรูปแบบไหนบ้าง

แต๊บ: ผมได้ยินว่าคุณแนทจะเอาคอลเลคชั่นแผ่นเสียงที่เขาสะสมไว้มาเปิดในงานด้วยนะครับ ซึ่งบางคนก็ไม่เคยรู้เลยว่าคุณแนทเขาสะสมแผ่นเสียงด้วยเหมือนกัน

แอบได้ยินมาว่าการได้ทำงานร่วมกับ The Standard Bangkok Mahanakhon เป็นเหมือนการจับคู่แต่งงานที่เพอร์เฟ็คสุด ๆ เพราะอะไรที่ทำให้พวกคุณเปรียบเทียบแบบนี้?

การค้นหาโรงแรมที่จะจัดงานมันเป็นเรื่องที่ยากมากเลยนะ เพราะต้องหาโรงแรมที่ตรงกับ Check List ส่วนตัวของพวกเรา และทางเจ้าของเองก็ต้องมีความสนใจเรื่องศิลปะ ไม่ได้คิดถึงแค่เรื่องผลตอบแทนอย่างเดียว พอได้มาจากกับ The Standard Bangkok Mahanakhon ที่พวกเขาให้ความสำคัญและ Appreciate เรื่องศิลปะ ดนตรี และงานดีไซน์มาก ๆ พวกเราก็เลยสนใจเข้าไปคุยด้วย ในตอนนั้นสาขาที่กรุงเทพยังสร้างไม่เสร็จเลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าสถานที่จะออกมาในรูปแบบไหน แต่เขาก็ให้ความสนใจ สนับสนุนความคิดของเราอย่างเต็มที่ สุดท้ายก็ตกลงจับมือร่วมงานกันอย่างไม่มีลังเล เหมือนตกลงเรื่องหมั้นแล้วไปแต่งงานกันอย่างรวดเร็ว HAF ปีนี้ก็เลยน่าจะเป็นปีที่ได้โลเคชั่นจัดงานเร็วที่สุดแล้ว

การได้กลับมาจัดอีกครั้งหลังจากห่างหายไปเกือบสามปี แสดงว่า HAF ต้องมีความสำคัญกับพวกคุณมาก ๆ เลยใช่ไหม?

HAF เป็นงานที่ทีม Farmgroup ลงมือลงแรงกันทุกคน พวกเรารอคอยทุกปี แม้ปากจะบ่นเหนื่อย ไม่เอาไม่ไหวแล้ว แต่สุดท้ายพองานจบแล้วเราได้ความสุขมาก ๆ ถ้าเปรียบก็คงเป็นเหมือนพระอาทิตย์ อยู่ไกลไปก็หนาว อยู่ใกล้ไปก็ร้อน พวกเราสนุกที่จะได้จัดมันอีกทุกปี และ HAF เป็นสิ่งที่พวกเราร่วมกันสร้างมันมาตั้งแต่ต้น มันเลยเป็นสิ่งที่พวกเราภาคภูมิใจมาก ๆ โดยเฉพาะกับบริษัทด้านออกแบบหรือดีไซน์โดยเฉพาะอย่าง Farmgroup ที่ไม่ได้มีผลิตภัณฑ์หรือสิ่งที่เป็นตัวแทนของบริษัท HAF มันเลยเป็นเหมือนสิ่ง ๆ นั้นที่อยู่ในรูปแบบของงานอาร์ตแฟร์ ค่อนข้าง Closer to the heart

พอได้มามองเห็นศิลปะในมุมมองของผู้จัดงานตลอดระยะเวลา 10 ปี คิดว่ามันยังขาดอะไรอยู่อีกไหม

ตั๊ก: มันขาดการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากภาครัฐนะคะ เพราะเขาพูดตลอดว่าอยากผลักดัน Soft Power แต่เขาให้ความสนใจอยู่แค่กับศิลปิน แต่ไม่ได้มองเห็นเรื่องของศิลปะเลย เราเชื่อว่าถ้าเราจัดงาน Music Festival ก็คงจะได้รับการสนับสนุนมากกว่า Art Fair แน่นอน แม้ว่าในปีนี้ HAF จะได้รับการสนับสนุนจาก สปปน. และ ททท. แต่ตั๊กคิดว่ามันยังไม่พอ ไม่ใช่แค่งานของ Farmgroup แต่ยังรวมไปถึงงานของกลุ่มอื่น ๆ ด้วยเหมือนกันค่ะ อีกเรื่องคือความเข้าใจที่มีต่องานศิลปะ อย่างในตอนที่พวกเราไปคุยเรื่องภาษี บางประเทศส่งออกและนำเข้างานศิลปะโดยไม่เสียภาษีเลยด้วยซ้ำ รายได้ที่ศิลปินได้รับมันจึงไม่ถูกหัก หรือผู้ซื้อก็ไม่ต้องรับภาระเพิ่ม แต่ในขณะที่บ้านเรายังไม่ค่อยความเข้าใจเรื่องพวกนี้เลย มีครั้งหนึ่งที่พวกเราเคยนำเข้าเครื่องเซรามิก Porcelain เขายังตีภาษีเท่ากับจานชาม ที่ต้องเสียถึง 40% อยู่เลยค่ะ ทั้งที่มันเป็นงานศิลปะ

สุดท้าย สมมติว่าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องเงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่มีผลต่อการจัดงานอะไรทั้งนั้น ทั้งสามคนอยากลองไปจัดงาน Art Fair ที่ไหนดูบ้างไหม?

ต๊อบ: ถ้าไม่ต้องกังวลเรื่องงบประมาณ ต๊อบว่าเราคงอยากลองจัดงานในสเกลที่ใหญ่ขึ้นกว่านี้ดูนะคะ

ตั๊ก: เปลี่ยนเมืองให้เป็น Destination ค่ะ แล้วพา Local Artist ที่เก่ง ๆ ของแต่ละย่านมาโชว์ ให้เขาได้มีโอกาส มีเวทีแสดงฝีมือ แต่ละจังหวัดเขาก็มีศิลปินดี ๆ ของตัวเอง แต่ก็ต้องบินขึ้นมาแสดงงานที่กรุงเทพอย่างเดียว ตั๊กคิดว่าถ้าเรามีโอกาสได้ไปจัดที่จังหวัดอื่นบ้าง การท่องเที่ยวก็จะไหลไปอยู่ที่จังหวัดนั้นมากขึ้น

แต๊บ: ผมอยากลองวางโครงสร้างเลย ไม่อยากจัดงานแค่ช่วงเดียวแล้วครับ อยากสร้างพื้นที่ให้ศิลปินสามารถแวะเวียนกันมาโชว์ได้ตลอดทั้งปี คล้ายกับ Road Show คอนเสิร์ตของนักร้องศิลปิน สร้างความ Sustainable ไม่ใช่ว่าบุกป่าฝ่าดงเข้าไปทำลายป่าสร้างผลงานสวย ๆ ถ่ายรูป จบ แล้วสร้างขยะให้ชุมชน แบบนี้มันไม่ใช่

“อยากชวนให้ทุกคนมาที่งานนะ เพราะพวกเราอยากสนับสนุนให้คนที่เป็นศิลปิน สามารถทำงานอาชีพนี้แล้วสามารถอยู่ได้ เพราะมีหลายคนที่ไม่ได้ทำอาชีพศิลปินเป็นอาชีพหลัก เขาทำอาชีพเดียวแล้วอยู่ไม่ได้ พวกเราอยากทำให้เขาสามารถเขียนบอกในใบประวัติได้อย่างภาคภูมิใจว่าเขาทำงานเป็นศิลปิน”

เข้าไปติดตามข่าวสารของ Hotel Art Fair ได้ทาง https://web.facebook.com/HotelArtFair

รวมถึงสามารถเข้าไปลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงาน Hotel Art Fair ครั้งที่ 7 รอบ Public Days ในช่วงวันที่ 4 - 6 พฤศจิกายน ได้ผ่านทาง https://bit.ly/3zg9azV

Writer: Sittichai Srimuang
Photographer: Mc Suppha-riksh Phattrasitthichoke