ในปัจจุบันการอ้างอิงถึง “บริบท” เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอๆในงานออกแบบสถาปัตยกรรม แต่ส่วนบริบทที่ถูกนำมาพิจารณาโดยมากจะเป็น บริบททางด้านกายภาพ อย่างอาคารที่แวดล้อมที่ดิน ทิศทางแดดลมฝน
มากกว่าที่จะเป็นการทำความเข้าใจต่อคำว่า “บริบท” ในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และอีกสิ่งที่มักจะถูกละเลยและมองข้ามเสมอก็คือ “บริบท” ของผู้คนชุมชนที่อาศัยแวดล้อมอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น ดังนั้นผลงานออกแบบที่ปรากฏให้เห็นโดยมากจะเป็นการสร้างความหมายต่างๆให้กับงานออกแบบของสถาปนิกเองเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่พูดถึงการสร้างลักษณะบ้านไทยร่วมสมัย หรือไม่ก็จะเป็นการใช้วัสดุอย่างอิฐที่ทำให้นึกถึงสถาปัตยกรรมในอดีต ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสถาปนิกท่านนั้นจะยกเอาเรื่องราวอะไรมาสร้างความหมายให้กับงานออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวเอง
มากกว่าที่จะเป็นการทำความเข้าใจต่อคำว่า “บริบท” ในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และอีกสิ่งที่มักจะถูกละเลยและมองข้ามเสมอก็คือ “บริบท” ของผู้คนชุมชนที่อาศัยแวดล้อมอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้น ดังนั้นผลงานออกแบบที่ปรากฏให้เห็นโดยมากจะเป็นการสร้างความหมายต่างๆให้กับงานออกแบบของสถาปนิกเองเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างที่พูดถึงการสร้างลักษณะบ้านไทยร่วมสมัย หรือไม่ก็จะเป็นการใช้วัสดุอย่างอิฐที่ทำให้นึกถึงสถาปัตยกรรมในอดีต ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสถาปนิกท่านนั้นจะยกเอาเรื่องราวอะไรมาสร้างความหมายให้กับงานออกแบบสถาปัตยกรรมของตัวเอง
แต่สำหรับกรณีบ้านของทันตแพทย์หนุ่ม อุกฤษ ยี่สารพัฒน์ นั้นอาจเรียกได้ว่า เป็นการทดลองความคิดของสถาปนิกกับบริบทของชุมชนในบริเวณนั้น เนื่องจากที่ตั้งโครงการถูกปล่อยว่างและไม่ได้ใช้งานมานานจนกลายสภาพเป็นดงพงหญ้าคั่นกลางระหว่างถนนในชุมชนป่าห้าทางด้านฝั่งทิศตะวันตกกับซอยทางด้านฝั่งทิศตะวันออก ซึ่งชาวบ้านในละแวกนั้นก็ได้ใช้ที่ดินแปลงนี้เป็นทางลัดในการสัญจร ณรงค์ โอถาวร สถาปนิกผู้ออกแบบได้ตัดสินใจเลือกเอาเส้นทางเดินเล็กๆที่ชาวบ้านใช้เดินผ่านเป็นประจำมาเป็นจุดเริ่มต้นในการวางผังอาคาร ซึ่งการเก็บทางเดินสาธารณะของชาวบ้านไว้ ได้นำไปสู่การสร้างกำแพงบ้านคอนกรีตบล็อกให้เหมือนกับกำแพงคอนกรีตบล็อกของหอพักที่ขนาบอยู่ทั้งสองด้าน เพื่อให้เกิดความรู้สึกว่าตัวอาคารใหม่ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงแนว “กำแพง” รั้วคอนกรีตบล็อกที่ถูกสร้างเพิ่มเติมขึ้นมา อีกทั้งสถาปนิกยังได้ฝังพื้นที่โถงหลักของตัวบ้านลงใต้ดินเพื่อให้ตัวอาคารแลดูไม่สูงเด่นมากจนเกินไป ส่วนพื้นที่ใช้สอยของบ้านหลังนี้ ประกอบไปด้วยโถงหลักอย่างห้องรับแขกที่เป็นตัวเชื่อมพื้นที่ใช้สอยต่างๆเข้าหากัน
ในขณะที่ห้องนอนบริเวณชั้นสองก็สามารถมองลงมายังโถงห้องรับแขกด้านล่างได้เนื่องจากผนังเกือบทั้งหมดเป็นกระจกใสผืนใหญ่ ส่วนพื้นที่ดาดฟ้าคอนกรีตด้านบนถูกออกแบบให้เป็นขั้นบันไดแบบที่นั่งอัฒจันทร์ซึ่งสามารถใช้งานเป็นพื้นที่สังสรรค์ไปในตัวและเมื่อเราเดินขึ้นบันไดส่วนนี้ไปถึงจนถึงส่วนดาดฟ้าด้านบนสุดจะสามามารถมองเห็นวิวดอยสุเทพทางด้านทิศตะวันตกได้อย่างชัดเจน
ซึ่งเมื่อตัวบ้านก่อสร้างแล้วเสร็จ และทางเดินสาธารณะได้ถูกอาคารล้อมรอบกลายเป็นทางเดินขนาดเล็กที่แทรกอยู่ระหว่างตัวบ้าน ชาวบ้านในละแวกนั้นก็ไม่ได้ใช้เส้นทางนี้เป็นทางสัญจรอีกต่อไป อาจเนื่องด้วยเห็นว่ามีอาคารถูกก่อสร้างขึ้นมาและมีการครอบครองพื้นที่อย่างชัดเจน แต่บ้านหลังนี้ก็ได้จุดประกายให้เห็นถึงการนำเอาความคิดจาก“บริบท”ของพื้นที่และพฤติกรรมของผู้คนในละแวกนั้นมาใช้ในการสร้างงานสถาปัตยกรรม และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถาปัตยกรรมเชิงทดลองแบบนี้เกิดขึ้นมาได้ ก็ด้วยการสนับสนุนจากเจ้าของโครงการที่มีวิสัยทัศน์





















