
Photography courtesy of Luke Duggleby
ในปี 2016 ที่นิทรรศการภาพถ่าย ‘For Those Who Died Trying’ เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เราได้รู้จักการทำงานของช่างภาพชาวอังกฤษผู้อาศัยอยู่ในเมืองไทยมาสิบกว่าปี Luke Duggleby ที่นำเอาข้อมูลเกี่ยวกับ “นักปกป้องสิทธิมนุษยชนระดับชุมชน” (community-based Human Rights Defenders) ในประเทศไทย ที่ถูกสังหาร หรือ “บังคับให้สูญหาย” ในช่วง 30 กว่าปีที่ผ่านมามาศึกษา และเริ่มออกเดินทางไปพบครอบครัวและเพื่อนฝูงของนักปกป้องสิทธิฯ เหล่านั้น (โดยการสนับสนุนทั้งทางข้อมูลและเงินทุนจาก Protection International หรือ PI) จากนั้น Duggleby ได้นำเอาภาพถ่ายของนักปกป้องสิทธิฯ แต่ละคน ไปวาง ณ จุดที่พวกเขาถูกสังหารหรือถูกพบเห็นเป็นครั้งสุดท้าย และบันทึกออกมาเป็นภาพถ่ายที่เห็นแล้วสะเทือนใจได้ไม่ยาก
ในครั้งนั้น จำนวนภาพถ่ายของนักปกป้องสิทธิฯ ใน ‘For Those Who Died Trying’ มีทั้งหมด 37 ราย ทั้งหมดล้วนเป็นคนธรรมดาไร้ชื่อเสียงที่ลุกขึ้นมาเปิดโปงการทุจริตของเจ้าหน้าที่และผู้มีอำนาจ ไม่ก็เป็นแกนนำคัดค้านการรุกรานของกิจการต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบในทางลบต่อชุมชนของพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน การสร้างเขื่อน การปล่อยของเสียจากโรงงาน การทำลายป่าชายเลนเพื่อทำนากุ้ง ฯลฯ สรุปง่ายๆ ก็คือ พวกเขาคือคนที่ลุกขึ้นมาพูดความจริง เรียกร้องความเป็นธรรม และปกป้องชุมชนที่พวกเขาอาศัยอยู่ให้รอดพ้นจากการรุกรานทำลาย แต่ผลลัพธ์ที่พวกเขาได้รับกลับเป็นการถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยมหรือ “อุ้มหาย” คดีความที่ส่วนมากไม่ได้รับการคลี่คลาย และสุดท้ายเพราะเป็นคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มีเส้นสาย ในที่สุดเรื่องราวของพวกเขาก็มักค่อยๆ เลือนหายไปจากการรับรู้ของสังคม
การบันทึกภาพถ่ายและเรื่องราวสั้นๆ ของนักปกป้องสิทธิฯ โดย Duggleby และ PI จึงมีความหมายเท่ากับการบันทึกการกระทำของพวกเขาไว้ไม่ให้สูญสิ้นไปจากความทรงจำของสังคม การเลือกเอาสถานที่ที่พวกเขาถูกบังคับให้สูญหายเป็นโลเคชันในการบันทึกภาพยังบอกเป็นนัยๆ ถึงการที่พวกเขาต้องเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องผืนดินและผู้คนที่พวกเขารัก ไม่ว่าจะเป็น เจริญ วัดอักษร อดีตประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอกที่เป็นแกนนำต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ พีระ ตันติเศรณี อดีตนายกเทศมนตรีนครสงขลาที่คัดค้านการสร้างกระเช้าลอยฟ้าข้ามทะเลสาบสงขลา เพราะต้องการอนุรักษ์ป่านสนผืนสุดท้ายไว้ และสมชาย นีละไพจิตร ทนายและนักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชน เป็นต้น ส่วนอำนาจใดหรือใครก็ตามที่ทำให้พวกเขาต้องสูญหายไปก่อนวัยอันควร จนเหลือแต่เพียงภาพถ่ายให้ครอบครัวเพื่อนฝูงไว้ดูต่างหน้า... ได้ถูกละไว้ในฐานที่ผู้ชมน่าจะพอเข้าใจ




เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา MAIIAM Contemporary Art Museum นำนิทรรศการของ Luke Duggleby มาจัดแสดงอีกครั้ง โดยมีทั้งนิทรรศการที่จัดแสดงที่มิวเซียมและรูปแบบออนไลน์ในชื่อ ‘For Those Who Died Trying (And Those Who Endure)’ และมีผลงานภาพถ่ายเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม รวมทั้งหมดเป็น 56 ภาพ เดาได้ว่าในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา Duggleby คงจะนำเอาข้อมูลเกี่ยวกับนักปกป้องสิทธิฯ ในประเทศไทยจาก PI ไปทำการบ้านและสร้างสรรค์ผลงานขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งจากข้อมูลของ PI แล้ว ตัวเลข 56 ก็ยังถือว่าไม่ครอบคลุมชีวิตของนักปกป้องสิทธิฯ ทั้งหมดที่ต้องถูกบังคับให้สูญหายไป เพราะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา มีนักปกป้องสิทธิฯ กว่า 70 ราย ในประเทศไทยที่ถูกฆ่าอย่างผิดกฏหมายหรือถูกอุ้มหาย ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่เกิดเหตุรุนแรงแก่นักปกป้องสิทธิฯ อย่างเลวร้ายมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก รวมทั้งคดีส่วนมากก็ยังไม่สามารถเอาผิดทางกฎหมายกับผู้บงการได้ ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ จากข้อมูลในนิทรรศการ เกือบ 20 ราย ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของสหพันธ์ชาวนาชาวไร่ ไม่ก็องค์การลูกจ้างสภาแรงงาน ซึ่งถือเป็นชนชั้นรากหญ้าที่มักไม่มีเสียงในสังคม และมักถูกอำนาจมืดเอาเท้ากลบลบให้ชีวิตเลือนหายไปได้ง่ายๆ


นอกจากนั้น เมื่อไล่เรียงดูแล้ว จะเห็นว่าในจำนวนภาพถ่ายที่เพิ่มเข้ามาครั้งนี้ มีนักปกป้องสิทธิฯ อยู่ 3 ราย ที่เป็นคดีใหม่หลังที่จัดแสดงนิทรรศการครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2016 นั่นคือ พะเยาว์ ปานโรจน์ เกษตรกรชาวสวนทุเรียนและนักอนุรักษ์ป่าต้นน้ำเขาตะโก ที่ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตขณะออกไปรดน้ำในสวนทุเรียนกับภรรยาเมื่อต้นพฤษภาคม 2016 เกษตร ยศบุญเรือง อดีตกำนันในจังหวัดน่านที่มีบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์ป่าไม้และสัตว์ป่า รวมทั้งผลักดันให้เกิดบัตรสวัสดิการออมของชาวบ้าน ที่ถูกปลิดชีวิตด้วยอาวุธสงครามเมื่อปี 2018 และรายสุดท้ายที่หลายคนน่าจะรู้จักกันดีคือ ชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมเยาวชนชาติพันธุ์ลาหู่วัย 17 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ทหารวิสามัญเมื่อมีนาคม 2017 และเป็นคดีที่ยังคงมีข้อกังขาหลายประการ รวมทั้งยังไม่มีการเปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดสู่สาธารณะ

ข้อมูลตรงนี้น่าจะพอชี้ให้เราเห็นว่าความรุนแรงและการถูกบังคับให้สูญหายต่อนักปกป้องสิทธิฯ โดยเฉพาะผู้ที่ขัดกับผลประโยชน์ของนายทุนและผู้มีอิทธิพล ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่มีทีท่าว่าจะหมดลง และแม้ไม่มีใครอยากให้เกิด ก็เป็นไปได้ว่าประเทศไทยอาจมีเรื่องราวการตายหรืออุ้มหายของนักปกป้องสิทธิฯ ที่ Duggleby ต้องออกไปบันทึกภาพเก็บไว้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ
แต่แม้ชีวิตจะถูกทำลาย จิตวิญญาณของพวกเขาต้องไม่สูญหาย และนี่เองอาจเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะสังคมคงไม่ได้ต้องการคนที่ยอมทนอยู่ใต้การกำหนดของชนชั้นที่มีอิทธิพลเพียงอย่างเดียว แต่การต่อสู้เพื่อชุมชนและประชาชนตัวเล็กๆ ยังจำเป็นต้องถูกสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป ตราบใดที่ความยุติธรรมยังคงไม่เกิดขึ้นในสังคม



