อยู่กับความไว เร็วได้แต่ช้าให้เป็น คุยกับ
“โอเล่” ณัฐวุฒิ สิทธิวรพันธ์ุ
Co-Founder แห่ง Youngster Agency
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของกระแสเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตในทศวรรษที่ผ่านมา แน่นอนว่า ‘ความช้า’ เริ่มกลายเป็นส่วนเกินของชีวิตประจำวันโดยหลายคนอาจไม่รู้ตัว ถึงกระนั้นในช่วงหลายปีมานี้กระแสของความช้ากลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งผ่านวัฒนธรรมร่วมสมัยต่างๆ โดยเฉพาะกับคนในวงการสร้างสรรค์ ‘โอเล่’-ณัฐวุฒิ สิทธิวรพันธ์ุ Creative Director และ Co-Founder แห่ง Youngster บริษัทโฆษณาไฟแรงที่มีผลงานน่าจับตามองมากมาย หนึ่งในครีเอทีฟผู้หลงใหลความช้า จะมาพูดคุยถึงการออกแบบชีวิตที่ ‘เร็วได้แต่ช้าให้เป็น’ ในวันที่งานโฆษณามี ‘ความเร็ว’ เป็นโชคชะตาที่มิอาจเลี่ยง
ก้าวแรกสู่วงการโฆษณา
ตอนเราวัยรุ่นนิเทศศาสตร์มันกำลังมา เราไม่ได้เรียนเก่ง เป้าหมายแรกคือเรียนให้จบก่อน ตอนแรกเรียนคณะ BBA ปีนึงแล้วรู้สึกว่ามันไม่ใช่ เรานึกภาพตัวเองเป็นพนักงานออฟฟิศไม่ออก คิดว่าตัวเองคงไม่จบแน่เลยออกมาเรียนนิเทศ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้คิดจะทำโฆษณาแต่เห็นว่าโฆษณามันสนุก เราก็คุยกับเพื่อนว่าอยากทำงานด้านนี้ พอปี 3 เราเลยไปฝึกงาน เราก็อินมากขึ้นไปอีกจนตัดสินใจว่าจะทำโฆษณานี่แหละ ก็ตัดชอยส์อื่นๆ ไปหมดเลยตอนเรียนจบเราทำงานในวงการโฆษณาน่าจะประมาณ 14 ปีแล้ว เริ่มทำจากบริษัทเล็กๆ ก่อนแล้วค่อยๆ ย้ายมาเรื่อยๆ จนปี 2018 ก็มีพี่มาชวนเปิดบริษัททำด้วยกัน
เบื้องหลังนักสะสม MUJI
ส่วนตัวเราชอบมูจิเพราะรู้สึกว่าถูกจริตเรา เคยไปญี่ปุ่นเห็นว่ามูจิมีเฟอร์นิเจอร์ขายแล้วมันสวย คิดในใจมาตลอดว่าถ้าเรามีบ้านเราต้องอยากซื้อแน่ๆ แล้วจังหวะที่เราซื้อบ้านก็ตรงกับที่มูจิในไทยหลายสาขาเริ่มมีเฟอร์นิเจอร์วางขายพอดี แรกๆ ก็ไปดูตามแค็ตตาล็อกก่อนเพราะของโชว์ยังไม่ค่อยมี เราก็เริ่มจากราคาที่เราโอเค พอเจอชั้นวางทีวีเราก็เอาเลย ไม่ดูยี่ห้ออื่น เพราะความตั้งใจเราอยากได้มูจิอยู่แล้ว ตอนนั้นชั้นวางทีวีมูจิยังไม่มีของในไทยด้วยนะ เราต้องสั่งแล้วรอ 3-4 เดือน ช่วงนั้นเราก็วางทีวีกับพื้น ซึ่งเป็นเฟอร์นิเจอร์มูจิชิ้นแรกที่ซื้อ
พอได้ใช้ก็ชอบเลย ความเจ๋งของมันคือพวกของต่างๆในบ้านไม่ได้ซื้อมาพร้อมกัน ไม่ได้มาจากสาขาเดียวกัน ของแต่ละชิ้นที่สั่งมาไม้มันสีไม่ต่างกันเลย ถึงจะซื้อต่างที่ต่างเวลาการผลิตกัน รู้สึกว่าการคุมคุณภาพของเค้ามันสุดยอด พอมันมาอยู่ในบ้านเรามันคุมโทนโดยที่เราแทบไม่ต้องวางเลย เราก็ทำบ้านง่าย ตอนนี้ก็เลยมีของมูจิเต็มไปหมด ถ้ามองในความเป็นจริงแล้วก็ต้องยอมรับว่าราคามันสูง แต่สำหรับเราที่ชอบมันมีคุณค่าทางจิตใจ
เรารู้สึกว่ามูจิเวลาออกแบบอะไรเค้าสามารถถ่ายทอดมันมาได้ตามฟังก์ชันจริงๆ เช่นที่ญี่ปุ่นเนี่ย บ้านเค้าจะเล็ก การที่มีเฟอร์นิเจอร์เข้าไปอยู่ในบ้านมันก็ต้องเตี้ยหน่อย อย่างยี่ห้ออื่นเนี่ยถ้าเราสังเกตเฟอร์นิเจอร์เค้าจะทำสูง พอเวลาไปอยู่บ้านที่มันเล็กก็จะรู้สึกว่ามันใหญ่ มูจิเค้าก็เลยทำทุกอย่างให้มันเตี้ยกว่าปกติหน่อย ถ้าพื้นที่เราเล็กเราก็จะรู้สึกว่ามันพอดี บ้านจะดูโล่งขึ้น เรารู้สึกว่าเค้าคิดมาได้พอดี ไม่น้อยไม่มากเกินไป สมกับความเป็นมินิมอลของเค้า
แต่งบ้านให้ตอบชีวิต
สำหรับเรา เราเลือกของจากดีไซน์ก่อนแล้วเราค่อยได้ฟังก์ชันที่มากับมัน ส่วนในแง่ที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตจริงๆ คือ เรารู้สึกว่าโลกข้างนอกตอนนี้มันเร็วมาก คนเร็ว ทุกอย่างเร็ว แล้วชีวิตมันก็จะเกิดความซับซ้อนจนถึงขั้นวุ่นวาย พอข้างนอกมันเร็ว กลับมาบ้านเราก็อยากให้บ้านเราช้า แค่นี้เลย เราไม่อยากเอาความเร็วกลับมาที่บ้าน นี่เป็นโจทย์ที่เราตัดสินใจในการแต่งบ้านตั้งแต่แรกๆ ตอนแรกเพื่อนมาก็งงว่าทำไมบ้านเราไม่มีของเลยแล้วอยู่ได้ไง อย่างวันแรกๆ ที่ซื้อเรานอนพื้นเลยนะ ม่านก็ยังไม่มี มีแอร์ติดมากับโครงการ เรานอนพื้นเลย บางคนเวลาซื้อบ้านอาจจะชอบตกแต่งจัดเต็มเลยแล้วค่อยมาอยู่ แต่เราอยากให้ในบ้านเราช้า ช้าสำหรับเราคือเราก็ต้องรู้ว่าเราจะใช้อะไรก่อนถึงจะเดินไปซื้อ และความมินิมอลมันตอบโจทย์ความช้าของเราได้ พอเราออกไปข้างนอกไปทำงานเราก็กลับไปเร็ว เราทำเอเจนซี เป็นลูกจ้างเค้า พอเรากลับบ้านเราก็กลับสู่ความเป็นส่วนตัวของเรา ‘เร็วได้แต่ช้าให้เป็น’ เป็นสิ่งที่เราได้จากความชอบในการทำบ้านแบบนี้
ความหลงใหลในศาสตร์กาแฟ
เรื่องกาแฟไม่ถึงขนาดเชี่ยวชาญ แต่เราหมกมุ่นกับมันจนเราทำได้ประมาณนึง ในแง่นึงก็สะท้อนบุคลิกของความช้าของเรา จริงๆ กาแฟเป็นเรื่องปกติของคนวัยทำงาน พอเราทำงานเจ้านายหรือลูกค้าก็นัดเราประชุมที่ร้านกาแฟบ้าง เราก็ดื่มกาแฟปกติ จนมาอยู่วันนึงมีรุ่นพี่เค้าสนใจการทำกาแฟดริปที่ทำด้วยมือไม่ได้ทำด้วยเครื่อง แล้วเค้าก็ชวนเราไปกิน เค้าบอกเราประโยคนึงว่า ถ้าเรากินกาแฟดริปแล้วจะไปกินอย่างอื่นไม่เหมือนเดิมแล้วนะ เราคิดว่าคำพูดเค้ามันดูเชิญชวนดี วันนึงเราก็เลยลองไปกินกาแฟที่พี่เค้าทำในออฟฟิศ พอเรากินไปคำแรกก็รู้สึกถึงความต่างเลย
เรารู้สึกว่ามันแปลก มันมีคาแรคเตอร์ของกาแฟอะไรบางอย่างที่เราสัมผัสได้ ยิ่งได้เห็นกรรมวิธีของมันที่ต้องมีการบดมือ วัดอุณหภูมิน้ำ การค่อยๆ ดริป มันมีความปราณีตที่เราเห็นแล้วเราอิน มันตอบกับความรู้สึกของเรา แล้วเราไม่เคยรู้สึกเลยว่าการทำกาแฟมันช้ามาก่อน ตอนเราอยู่คอนโดเราก็ชอบไปเดินดูเครื่องทำกาแฟเราก็จะเห็นแบบที่เป็นเครื่องหมด
พอเรารู้จักกาแฟดริปเราก็หมกมุ่นเลย อยากทำเป็น อยากกินอีก เราเลยศึกษาหาร้านที่เค้าทำแล้วเราก็ตามกินไปทั่วเลย ตอนนั้นที่เชียงใหม่กำลังดังเราก็ขึ้นไปกินเลย ไปนั่งคุยกับเค้า จนในที่สุดเราก็ซื้อมาทำ ตอนนี้ก็เลยพอมีความรู้ แต่ก็ยังไม่เคยขนาดขึ้นเขาไปปลูก แต่ถ้าถามก็สามารถอธิบายความพิเศษ ความแตกต่างของกาแฟแต่ละชนิดได้
แผ่นเสียงที่ (ไม่ได้)สะสม
จริงๆ คือเราไม่ได้ซื้อแผ่นเสียงมาสะสม เราซื้อแผ่นเสียงมาฟังแล้วมันงอกมาเรื่อยๆ มันไม่ได้เป็นปัจจัยในการแต่งบ้านด้วยนะ เราแค่ซื้อฟังเฉยๆ ไม่ได้เป็นสายดนตรีมากอยากฟังอะไรเปิดเลย เราก็ฟังอะไรที่มันตามกระแสหรือตอนเด็กๆ เราเคยฟังอะไรผ่านเทปผ่านซีดี พอเราโตขึ้นพอจะเก็บเองได้เราก็ตามไปซื้อมา ส่วนตัวเราก็ไม่ได้ฟังเครื่องเสียงระดับ high-end เราฟังแค่กลางๆ ถึงเริ่มต้น ไม่ได้เอาจริงเอาจังด้านนี้มาก แต่สำหรับเราเสียงที่ได้มันก็ดีกว่าดิจิตอล เพราะมันมีความไม่สมบูรณ์ มันจะมีเสียงฝุ่นหรืออะไรแบบนี้ เราฟังแล้วรู้สึกมันย้อนเวลาดี คือตอนแรกๆ เราหงุดหงิดนะเพราะเวลาเราฟังเสียงเราต้องการความชัดไง
คือเราโตมาเราต้องติดอะไรที่เป็นไฟล์ดิจิตอลอยู่แล้ว ช่วงแรกๆ เราหงุดหงิดที่แผ่นเสียงหน้านึงมีสี่เพลง พอหมดสี่เพลงเราก็ต้องเดินไปเปลี่ยน บางทีเรากำลังทำอย่างอื่นอยู่ ทำความสะอาดบ้านอยู่แปบเดียวเพลงหยุดแล้ว เราวางมันทิ้งเลยแล้วไปฟังผ่านพวก bluetooth แทน เพราะเราชินให้เพลงมันเล่นไปเรื่อยๆ จนถึงจุดนึงรู้สึกว่าการเดินมาเปลี่ยนหน้านี่แหละทำให้เราตั้งใจฟังเพลงมากขึ้น รู้ว่าเพลงที่หนึ่งจบแล้ว เพลงที่สองจบแล้ว เริ่มรู้ว่าตอนไหนต้องเดินมาเปลี่ยน เหมือนกับว่าเราพยายามตั้งใจฟังเพลงจริงๆ กว่าเมื่อก่อน

เมื่อก่อนบางทีฟังเพลงเรารู้จักแค่ชื่อวงนะ ไม่รู้จักชื่อเพลงเลยปล่อยให้มันสุ่มเล่นไปเรื่อยๆ ฟังเอาเพราะอย่างเดียว แต่พอเป็นแผ่นเสียงเราเริ่มมีแบบ เออวงนี้มันเพราะนะ เราจะเดินไปหยิบดูว่าเพลงมันชื่ออะไร เหมือนกับว่าข้อจำกัดในการที่เราเปลี่ยนแผ่นเนี่ยทำให้ต้องมีเวลามานั่งฟังมัน ไม่เหมือนตอนที่เราเปิดเป็นแบ็คกราวน์แล้วเราก็ทำอย่างอื่นไปด้วย มันก็ช้าดีแต่อาจจะไม่ได้เหมาะทุกโอกาส อย่างถ้าเรานั่งทำงานเราก็ไม่ได้อยากจะเดินมาเปลี่ยนหน้ามันได้ตลอดเวลา เวลาที่เราจะฟังแผ่นเสียงเราก็ต้องใช้เวลากับมันจริงๆ

เสน่ห์อีกอย่างของแผ่นเสียงคืออาร์ทเวิร์คที่นอกจากมีความย้อนยุคแล้ว เรารู้สึกว่ามันจับต้องได้ ไม่เหมือนกับดิจิตอลที่เราทำได้แค่ดูอย่างเดียว เป็นไฟล์ภาพ เหมือนสมัยก่อนที่เราฟังซีดีหรือเทปเวลาเราเอาเข้าเครื่องแล้วเราจะกางหน้าปกของมันมาดู ไม่เหมือนสมัยนี้ที่อย่างมากเราแค่เลือกรูปมาแปะเป็นหน้าปกอัลบั้มแล้วก็จบ
เครื่องมือชื่อความคิดสร้างสรรค์
ไม่ใช่ว่าเราเป็นครีเอทีฟแล้วเราเลยต้องมีแค่ความคิดสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์เป็นแค่ปัจจัยนึงที่เราใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดผลตามเป้าหมายตามที่เราต้องการ เช่นยกตัวอย่างการทำกาแฟ คนที่กินกาแฟก็มีหลายประเภท สมมติบางคนต้องการกินกาแฟเพื่อให้ตื่น เค้าอาจจะไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการกินกาแฟให้ตื่นก็ได้ ไปเลือกกาแฟที่มันแรงๆ กินแล้วรู้สึกตื่นก็ตามเป้าหมายแล้ว แต่สำหรับเราจุดประสงค์ในการกินกาแฟคือเพื่อชิมรสชาติ อยากมีความรู้ที่ลึกขึ้น อยากลองอะไรใหม่ๆ มากขึ้น เราก็อาจจะต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ทำตามเป้าหมายของเราบรรลุผล

การทำงานก็เหมือนกัน เราก็มีปลายทางที่เราจะไป ถ้าปลายทางนั้นทุกคนสามารถไปได้ด้วยวิธีการเหมือนๆ กัน เราก็อาจจะไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราก็ใช้วิธีการทำงานปกติ แต่ด้วยอาชีพโฆษณาเนี่ย โจทย์มันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราก็เลยจำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นตัวขับเคลื่อนให้ถึงจุดหมายที่เราอยากจะไป

งานโฆษณาที่ชื่นชอบ
งานที่ผมชื่นชอบที่สุดชื่อ Fearless Girl ของ McCann เป็นรูปปั้นเด็กผู้หญิงเผชิญหน้ากับวัวกระทิงที่ Wall Street เท่าที่ผมไปศึกษามาผมเชื่อว่าโจทย์เค้าคือ Women Empowerment เป็นการสร้างความรู้สึกเท่าเทียมกันระหว่างเพศ ที่ผมชอบผมว่าเค้าคิดมาเยอะมาก จนมันมีเพียงเด็กผู้หญิงคนเดียว ภาษาโฆษณาเรียกว่า "คิดเยอะแล้วทำน้อย" ผมเชื่อว่าเค้าให้เวลากับการคิดเยอะมากจนสามารถทำให้ผลลัพธ์เป็นรูปปั้นเด็กผู้หญิงไปเผชิญหน้ากับวัว งานชิ้นเดียวแล้วมันสื่อได้หมด มันกลายเป็นงานประเภทที่จะดูเอาท์ดอร์ก็ได้ จะเป็นไวรัลไปดังในออนไลน์ก็ได้ จนสุดท้ายมันกลายเป็นแลนด์มาร์ค ผมคิดว่ามันไกลไปกว่าการเป็นโฆษณาเยอะมาก แล้วสัญญะของมันคือเด็กผู้หญิงยืนอย่างไร้ความกลัวต่อหน้าวัวกระทิง ผมว่าไม่มีใครต้องไปอธิบาย เมื่อทุกคนได้เห็นจะรู้สึกตรงกันหมดว่าเป็นเรื่องของความเท่าเทียม มันเป็นสัญญะที่ทรงพลังมาก จนทุกวันนี้ทุกคนที่ผ่านไป Wall Street ต้องไปถ่ายรูปกับ Fearless Girl
วิธีการทำงานแบบ Youngster
วิธีการทำงานของผมมันไม่ได้พิเศษกว่าคนอื่น ส่วนตัวผมเป็นคนเกาะเป้าหมายของงานชิ้นนั้นตลอดเวลา สิ่งเดียวที่ผมจะถามอันดับแรกในการทำงานคือเป้าหมายของงานนี้คืออะไร แล้วพอเรารู้เราก็จะเกาะเป้าหมายนี้ไว้แล้วจึงใช้วิธีความคิดสร้างสรรค์หลายๆ รูปแบบที่ถูกคิดมาจาก Insight ถูกคิดมาจาก Fact ถูกคิดมาจากองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เพื่อเป็นพาหนะไปสู่จุดหมายที่เราตั้งไว้ ความคิดสร้างสรรค์หรือวิธีคิดพาหนะที่ไม่ตายตัว การทำงานไม่สามารถทำได้ด้วยคนคนเดียว แต่เป็นทุกคนในทีมช่วยกันเพื่อเติมเต็มความคิดของกันและกันมากกว่า คาแรคเตอร์ของเอเจนซีเราไม่ได้สร้างให้พิเศษอะไร เราพยายามให้งานของเรา PR ให้เรามากกว่า แต่ว่าข้างในเราพยายามเซ็ตไว้ไม่ให้มันใหญ่มาก อยากให้ทุกคนรู้สึกบรรยากาศเหมือนเป็นพี่น้องทำงานกันมากกว่า Youngster ก็ฟังดูเป็นเด็กวัยรุ่นๆ มีความสดใหม่ ประมาณนี้
ผลงานล่าสุดกับความภูมิใจของ "ทีม"
ถ้าออนแอร์ในปีนี้มี Nivea Men โจทย์คือลูกค้าอยากได้คัลเจอร์ของดนตรีฮิปฮอปเข้ามาเป็นตัวช่วยเล่าสินค้าของเค้า เป็นโจทย์ Global ของครีมล้างหน้าตัวนี้ ด้วยดีไซน์หรือองค์ประกอบต่างๆ ที่มีความเป็นผู้ชายมากๆ แต่เข้าก็เปิดกว้างนะ ทีนี้น้องๆ ในทีมอินกับฮิปฮอปอยู่แล้ว เราก็เลยตื่นเต้นกัน เราเลือกพี่ขันมาแรปให้เรา แล้วให้น้องๆ ในทีมช่วยกันเขียนเนื้อ ที่เซอร์ไพรส์์คือพอวันที่เราส่งไปให้พี่ขันเราก็คิดว่าพี่ขันอาจจะแต่งใหม่หรือแก้บ้าง สรุปคือเค้าไม่เปลี่ยนเนื้อเลย เค้าแค่ทำดนตรีให้เราแล้วก็ปรับวิธีร้องให้เค้ากับเค้าเฉยๆ พาร์ทเนื้อร้องเป็นที่เราแต่งไว้หมด เราไม่รู้ว่าคนอื่นชอบรึเปล่าแต่เป็นงานที่เราภูมิใจมาก น้องในทีมก็ภูมิใจเพราะเหมือนได้แต่งเพลงให้พี่ขัน แล้วลูกค้าก็ชอบเพราะทำได้ตามโจทย์แถมได้ขยายฐานลูกค้าที่เป็นฮิปฮอปเพิ่มขึ้นอีก อย่างที่รู้ว่าคัลเจอร์ของฮิปฮอปก็กำลังมีกระแสที่ดีมาก จริงๆ ตอนเราเจอพี่ขันเรายังบอกเค้าเลยว่าพี่แก้บ้างก็ได้นะครับ พี่ขันตอบว่า “คุณไม่ต้องห่วงหรอก ถ้าผมกล้าร้องแสดงว่ามันดีแล้ว”
เลือกเมืองมากกว่าภูเขาหรือทะเล
จริงๆ ผมไม่ฝักใฝ่ภูเขาหรือทะเล นิสัยเสียของผมเวลาไปเที่ยวคือเราไม่ได้อยากไปลำบาก เหมือนชีวิตเราทุกวันนี้ลำบากพอแล้ว เราก็อยากทำอะไรสบายๆ ซึ่งความสบายมันก็คือความเป็นเมือง อาจจะดูขัดกับที่บอกว่าชอบอะไรช้าๆ แต่มันก็มีปัจจัยของการไปเที่ยวว่าเราชอบไปดูความเจริญ อย่างถ้าเราขึ้นเชียงใหม่เราก็ไม่ได้ไปขึ้นดอย เราก็อยู่ในเมืองเราไปตามหาร้านกาแฟอะไรของเราไป เราชอบพักผ่อนกับเมืองมากกว่าภูเขาหรือทะเล เมืองจะเป็นที่ไหนก็ได้ เราชอบยุโรปเพราะมีความแปลกใหม่สำหรับเราเยอะกว่า เอเชียเราก็ชอบ แต่เราชอบสตอรีของยุโรปที่มีเยอะทุกที่ อย่างเราเคยเห็นมุมนี้ในหนังฉากนี้ แล้วพอเราไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ เรารู้สึกว่าฟีลมันได้
ไม่เจอตัวเองไม่แปลก
เรารู้สึกว่าการไม่เจอตัวเองไม่ใช่เรื่องแปลก มันเป็นเรื่องปกติมากที่เราไม่เจอว่าเราชอบอะไร ไม่รู้ว่าเคยมีคนถามไหมว่าทำไมเราต้องเจอ การไม่เจอตัวเองไม่แปลก เพียงแต่ว่าสำคัญคือคุณต้องตั้งใจในสิ่งที่คุณทำ ณ ตอนนั้นมากกว่า สมัยก่อนถ้าเราเรียนนิเทศฯ ก็มีใครไม่รู้มาบอกว่าคุณต้องมาทำโฆษณา เป็นครีเอทีฟ เด็กที่จบมาสองสามพันคนก็จะมาทำแต่โฆษณา มันก็จะไม่คิดหรอกว่าจริงๆ มันก็มาทำเหมือนเรา แล้วก็คิดว่านี่แหละ กูเจอแล้ว ซึ่งจริงๆ เค้าอาจจะไม่ได้เจอ แต่ถูกอะไรบางอย่างชักจูง เหมือนกัน ใครที่มีพ่อแม่รับราชการ ก็จะถูกปลูกฝังให้รับราชการ เค้าก็อาจจะไม่เจอตัวเองแต่ก็อยู่ได้

ยุคนี้มันมีทั้งอาชีพที่เราทำเป็นอาชีพ กับงานตามความสนใจที่จับมาเป็นอาชีพได้เยอะขึ้น คนก็เลยคงจะไม่เจอกันได้ง่ายๆ หรอก เราเลยคิดว่าสิ่งสำคัญคือการโฟกัสกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ สมมติคุณทำ 10 อย่าง คุณก็ต้องโฟกัส 10 อย่าง ตั้งใจให้รู้กับมันจริงๆ ผมเชื่อว่าเราจะเจอตัวเองด้วยกรณีอย่างนี้ พอคุณเหนื่อยแล้ว คุณไม่สามารถโฟกัสได้ทุกอย่างแล้ว คุณอาจจะตัดความสนใจออกไปเหลือสิ่งที่คุณอยากทำมันที่สุด อาจมี 2-3 อย่างก็ได้ ผมไม่แน่ใจว่านี่คือการเจอตัวเองรึเปล่า
อยู่กับความไว จะมีอะไรในอนาคต
ระยะสั้นผมว่าจะมีแต่พัฒนาขึ้น คนก็พยายามพัฒนา AI เพื่อมาแทน Human Error ของมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ เราที่ไหลไปตามสังคมก็มีหน้าที่ที่ต้องรับรู้และปรับตัวไปตามยุคสมัย แต่ในระยะยาวเนี่ยผมเชื่อว่าเราจะกลับมาสู่ยุคที่มี Human Error ผมเชื่อว่าถ้าคนเราอิ่มตัวกับความเร็วของทุนนิยมแล้วเราก็จะถอยกลับมาอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติ มันจะวิ่งคู่ขนานกันไป แล้วเราจะได้เลือกว่าจะไปลงที่จุดไหน เชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องตื่นตัวกับเทคโนโลยีไปตลอด

"วงการโฆษณามันเร็ว การแข่งขันมันก็สูงขึ้น จากที่เราเคยผลิตของชิ้นนึงให้มันมีคุณภาพที่ดี มันกลายเป็นว่าความสำคัญของทุกวันนี้คือเราต้องผลิตของชิ้นนึงให้เร็วพอกับความต้องการมากขึ้น มันก็ได้อย่างเสียอย่าง เพราะฉะนั้น ความเปลี่ยนแปลงในวงการโฆษณาคือมีการแข่งขันเชิงความเร็วมากขึ้น คนที่จะเจ๋งจริงๆ ก็คือคนที่สามารถทำงานได้เร็วขึ้นในขณะเดียวกันก็สามารถรักษาคุณภาพไว้ได้เช่นกัน"