วงสามัญชน วงดนตรีที่สร้างบทเพลงของ
สามัญชนเพื่อเรียกร้องชีวิตที่ดีกว่านี้


จุดเริ่มต้นของวงสามัญชนมีความเป็นมายังไง
แก้วใส: เดิมทีเราเป็นกลุ่มกิจกรรมแล้วก็เล่นดนตรีในค่ายอาสาอย่างนี้ครับ เราก็รวมตัวกันเล่นดนตรีกัน มีผม ชูเวช เวลามีงานอะไรที่มหาวิทยาลัยไหนเราก็ไปช่วยกันเล่นอะไรอย่างนี้ครับ ก็ทำกิจกรรมกันมาเรื่อยๆ ครับ แต่หลังรัฐประหารปี 2557 มันเกิดความอึดอัด มีความเหนื่อยล้าเกิดขึ้นในสังคม เพื่อนเราโดนจับไปปรับทัศนคติเยอะมากเลยครับ เราก็เลยคุยๆ กันว่าอยากทำเพลงให้กำลังใจมวลชน เลยเขียนเพลงออกมาเพลงหนึ่งชื่อว่า “บทเพลงของสามัญชน” ก็เริ่มต้นตรงนั้น ตอนแรกก็มีแค่ชูเวชกับแก้วใส แล้วก็มีไผ่ที่เคยไปเล่นตามต่างจังหวัดด้วยกันบ่อยๆ หลังๆ ก็มีเพื่อนๆ มาเพิ่มขึ้น ตอนนี้วงเรามีแปดคนครับ
เพลงของสามัญชนเป็นเพลงแบบไหน เป็นเพลงเพื่อชีวิตแบบสมัยที่เพลงแนวนี้เคยรุ่งเรืองหรือเปล่า
อาร์ม: ขอเรียกว่าเป็นเพลงเพื่อชีวิตในศตวรรษที่ 21 ดีกว่าครับ โดยเนื้อหามันจะสะท้อนสังคม การเมือง เศรษฐกิจ แล้วก็เรื่องประชาธิปไตย ในช่วงเวลานี้ เรามีอุดมการณ์ทางการเมืองตรงกันว่าเราไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ไม่เห็นด้วยกับการเรียกเพื่อนเราไปปรับทัศนคติ เราก็สื่อสารเรื่องพวกนี้ผ่านบทเพลง บทเพลงแห่งการต่อต้านอำนาจที่ไม่เป็นธรรมของรัฐ ส่วนภาคดนตรีก็อาจจะเป็นร็อค หรือว่า Progressive Rock อะไรก็ได้ที่มันเข้ากับเนื้อหา บางเพลงก็เป็นโฟลค์ ไม่ได้ไปชัดเจนเรื่องแนวดนตรี แต่ว่าเนื้อหาเนี่ย ชัดเจนว่าเป็นเพลงฝ่ายประชาชน
แก้วใส: เพลงเรามันยืนอยู่บนหลักการสิทธิเสรีภาพ ความเท่าเทียม สิทธิมนุษยชน เรื่องประชาธิปไตย จากฐานราก
อยากให้พูดถึง “เราคือเพื่อนกัน” หน่อยว่าทั้งที่เพลงนี้ออกมาตั้งแต่ปี 57 แล้ว แต่กลับได้รับความนิยมอีกครั้งตอนที่มีการชุมนุมกลางปีที่ผ่านมา
แก้วใส: เพลงนี้เราแต่งมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ด้วยซ้ำ เรื่องเขื่อนแม่วงศ์ ตอนนั้นเขาจะสร้าง Floodway ลงที่แม่กลอง เราก็ไปช่วยพี่น้องที่นั่น เพราะว่าถ้าทำแล้วน้ำมันจะท่วมแม่กลอง ก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมา ตอนแรกมันเป็นเพลงช้า แล้วช่วงประมาณปี 58 ช่วงที่มีการจับตัว 14 นักศึกษาขอนแก่น เพื่อนๆ น้องๆ เราถูกจับแล้วก็จะขึ้นศาลทหาร เราก็เอาเพลงนี้มาเปลี่ยนเนื้อ เปลี่ยนจังหวะเร็วๆ ขึ้น เพลงนี้ก็ถูกใช้ยาวมาตั้งแต่ตอนนั้น แล้วก็อีกทีคือช่วงรณรงค์ประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (NDM) ก็เอาไปทำเป็นเวอร์ชั่นช้า ก็ขึ้นเวทีใช้ร้องให้กำลังใจกัน มันก็เป็นที่รู้จักมาตั้งแต่นั้น จนน้องๆ เอาไปใช้ในม็อบเมื่อปีที่แล้ว เพลงก็เลยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
เป็นเพลงที่ฟังแล้วฮึกเหิมมาก
แก้วใส: คือตอนที่เขียนเราก็ถึงถึงภาพเวลาม็อบเคลื่อนไปสู่แนวปะทะไรงี้ครับ เอ...จะทำยังไง ให้คนฟังรู้สึกว่าฮึกเหิม แล้วไปด้วยกัน กอดคอกัน เราเป็นเพื่อนกัน จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง บุกก็บุกด้วยกัน อะไรแบบนี้ แต่ในเนื้อเพลงเองมันก็ไม่ได้บอกว่าต้องใช้ความรุนแรง หรือให้จับไม้จับปืนไปตีกันไปยิงกันนะครับ แค่จะบอกว่าเราต้องสู้ไปด้วยกัน ถ้าเรายังเชื่อมั่นและศรัทธามันอยู่

มีความคิดที่จะรวมเป็นอัลบั้มเหมือนศิลปินคนอื่นๆ บ้างไหม
อาร์ม: เรามีอัลบั้มเก่าครับ เป็น EP ออกมาหลังรัฐประหาร มี 5 เพลง เพลงก็จะเกี่ยวกับเรื่องราวตั้งแต่ไผ่โดนจับด้วย แล้วก็ปัจจุบันทำเพลงในประเด็นต่างๆ ก็อาจจะรวมเป็นอัลบั้ม
แก้วใส: ตอนนี้เราเพิ่งมีเพลง “อยากจะมีชีวิตที่ดีกว่านี้” ที่มันพูดเรื่องรัฐสวัสดิการ ถ้าพอเอาที่ฟังแล้วมันรื่นหูหน่อยประมาณ 8 เพลง ก็พยายามจะทยอยทำเรื่อยๆ ครับ
อย่างที่ทราบกันว่าสถานการณ์มันก็พัฒนาไปทุกวัน ในฐานะที่เป็นวงดนตรีฝั่งประชาธิปไตยคิดว่าสถานการณ์ต่อไปมันจะเป็นยังไง
แก้วใส: โดยส่วนตัว ผมว่ามันจะรุนแรงขึ้น เพราะว่าฝั่งผู้มีอำนาจก็ไม่ยอมลดท่าทีต้องควบคุมคนในรัฐให้อยู่ภายใต้อำนาจเขา ก็คงคิดว่าสถานการณ์การเมืองในไทยคงรุนแรงขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มมีการดำเนินคดี เยอะขึ้น ชัดขึ้น ซ้ำๆ เดิมๆ มีคดีใหม่ๆ เพิ่มขึ้น คดีประหลาดๆ มากขึ้น เป็นสัญญาณว่ามันคงหนักขึ้น ในเชิงของฝ่ายรัฐที่จะข่มขู่คุกคามทางกฎหมายหรือแม้กระทั่งใช้มากกว่ากฎหมายมากระทำกับคนที่เคลื่อนไหวเรื่องประชาธิปไตย แต่ถ้าในมุมของพี่น้องมวลชนเอง อันนี้ผมก็ยังไม่กล้าเดาเหมือนกันว่าจะไปในทิศทางไหน ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่ทำกันมาจะดำเนินไปถึงเป้าหมายที่เขาคาดหวังแค่ไหน ยังมีความหวังและเชื่อมั่นศรัทธาเสมอว่ามันจะเติบโตและขยับได้มากกว่านี้ในเชิงของผู้คน อะไรที่มันควรจะเป็นในประเทศนี้ก็คงขยายและก็กระจายข่าวกันออกไป แล้วก็ช่วยกันผลักดันต่อ

นั่นแปลว่าวงสามัญชนยังต้องขับเคลื่อนด้วยบทเพลงต่อไป
อาร์ม: ถ้าประชาธิปไตยยังคงเบ่งบานก็ยังแต่งเพลงต่อต้าน นำเสนอประเด็นแบบนี้ต่อไปแหละครับ แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือประเด็นในการสื่อสาร เรื่องที่มันเคยอยู่ใต้พรมมันเอามาพูดได้ ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่เรื่องใหม่ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์ แต่ว่าพอถึงยุคหนึ่งมันห้ามพูดขึ้นมา แต่ตอนนี้คนคิดต่างเขาพูดกันในที่แจ้งแบบนี้ แล้วมันมีเหตุมีผลในการโต้เถียง รายการโทรทัศน์ก็เอาไปพูดแล้ว ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีครับ แล้วส่วนตัวผมมองนะ ทำให้โต้เถียงอย่างมีเหตุผลมากขึ้นแบบนี้ครับ เพื่อพัฒนาสังคมให้ไม่ใช้ความรุนแรงกับคนที่คิดต่างทางการเมือง
แก้วใส: ผมว่าสถานการณ์ทางการเมืองมันน่าจะแรงกว่านี้ สิ่งที่กลัวอีกรอบหนึ่งคือมันจะรัฐประหารกันใหม่ในเร็ววัน ก็ถ้าถึงช็อตนั้นคงต้องประเมินกันใหม่ (หัวเราะ)
อาร์ม: แต่คงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปครับ รัฐประหารรอบนี้ กระแสต่อต้านน่าจะเยอะขึ้นผมมองว่าอย่างนั้น