Story & Photos :
Pahparn Sirima Chaipreechawit

เรากำลังพูดถึงหมุดหมายการเดินทางในครั้งนี้ อินเดียตอนเหนือ เมืองหลวงใหม่ของรัฐปัญจาบ เมืองที่ไม่ติดอันดับยอดฮิตเมื่อพูดถึงการเดินทางท่องเที่ยวอินเดีย แม้แต่กับชาวอินเดียด้วยกันเองก็ยังถือว่าเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร แต่สำหรับนักเดินทางที่สนใจสถาปัตยกรรม ที่นี่คือแรร์ไอเทมที่พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด หนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของสถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโมเดิร์นเวิร์ด Chandigarh - ยูโทเปียซิตี้ ของ เลอ คอร์บูซิเยร์

Story & Photos :
Pahparn Sirima Chaipreechawit

เรากำลังพูดถึงหมุดหมายการเดินทางในครั้งนี้ อินเดียตอนเหนือ เมืองหลวงใหม่ของรัฐปัญจาบ เมืองที่ไม่ติดอันดับยอดฮิตเมื่อพูดถึงการเดินทางท่องเที่ยวอินเดีย แม้แต่กับชาวอินเดียด้วยกันเองก็ยังถือว่าเป็นเมืองที่ไม่มีอะไร แต่สำหรับนักเดินทางที่สนใจสถาปัตยกรรม ที่นี่คือแรร์ไอเทมที่พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด หนึ่งในผลงานมาสเตอร์พีซของสถาปนิกผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในโมเดิร์นเวิร์ด Chandigarh - ยูโทเปียซิตี้ ของ เลอ คอร์บูซิเยร์

เมืองที่ขึ้นชื่อว่าสะอาดที่สุด มีรายได้ของประชากรต่อหัวสูงที่สุด และตัวเมืองได้รับการจัดการที่ดีที่สุด ทั้งถนน เส้นทางเดินเท้า เลนจักรยาน รวบเรื่องการเดินทางที่ออกแบบอย่างลงตัว โดดเด่นในการวางผังเมืองที่ชัดเจนอย่างเป็นระบบระเบียบ นี่คือเมืองในจินตนาการที่เกิดขึ้นจริงของสถาปนิกระดับโลกสัญชาติสวิส-ฝรั่งเศส เลอ คอร์บูซิเยร์

ย้อนกลับไปช่วงปี 1951 เลอ คอร์บูซิเยร์ ได้รับเชิญจากนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นให้เป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลปัญจาบ ในการก่อสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่นี้ ภาพแปลนเมืองอุดมคติของโลกโมเดิร์น Plan Voisin ที่เลอ คอร์บูซิเยร์ เคยออกแบบไว้สำหรับนครปารีส เมืองหลวงของฝรั่งเศส นั้นไม่เคยถูกทำให้เกิดขึ้นจริง แต่ถูกนำเค้าโครงทางความคิดมาปรับเปลี่ยนและสร้างให้เกิดขึ้นจริงที่นี่ ภายใต้คอนเซปต์ของ Urban Design ในรูปแบบหน้าตาที่แตกต่างออกไป เริ่มจากการวางผังเมือง โดยแบ่งพื้นที่เมืองใหม่ออกเป็น Sector กำกับแต่ละเขตด้วยหมายเลข ตามการใช้งานหลัก 4 รูปแบบ ทั้งส่วนของที่อยู่อาศัย / พื้นที่การทำงาน / พื้นที่สีเขียว-สวนสาธารณะ และการเดินทางสัญจร โดยเปรียบเทียบเมืองกับร่างกายของมนุษย์แต่ละส่วน เชื่อมต่อกันด้วยถนนที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดในร่างกายที่คอยหล่อเลี้ยงและเชื่อมโยงทุกการทำงานเข้าด้วยกัน

อยากเห็นว่ากริดเนี้ยบกริ้บขนาดไหน เปิด google map เซิร์ท chandigarh ลงไป คุณก็จะสามารถมองเห็นเส้นตารางที่แบ่งเมืองนี้ออกเป็นบล๊อคสีเหลี่ยม จากมุมมองแบบ god eyes view

He who understands history knows how to find continuity between that which was, that which is, and that which will be.
- Le Corbusier

เมื่อถึงเมือง Chandigarh เตรียมพาสปอร์ตให้พร้อม แล้วมุ่งหน้าขึ้นเหนือสุดที่ Sector 1 กับผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมของ เลอ คอร์บูซิเยร์ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ‘Capitol Complex’ ศูนย์กลางการทำงานบริหารราชการของรัฐ ที่นี่ประกอบด้วยหลายอาคารที่ตั้งอยู่ไกลแบบพอให้มองเห็นกันอยู่ลิบๆ ทั้งอาคารศาลสูงและห้องพิจารณาคดี High Court, อาคารรัฐสภา Palace of Assembly และ อาคารสำนักงานเลขานุการ Secretariat พร้อมสัญลักษณ์ประจำเมือง ประติมากรรม Open Hand ที่ตั้งโดดเด่นอยู่กลางแดด พร้อมๆ กับ Tower of Shadows ที่อยู่ไม่ไกลกันนัก

Early bird catches the worm | นกที่ตื่นเช้าคือนกที่ได้....เข้าชมตึกในรอบแรกกกก

Capitol Complex เปิดทัวร์ให้บริการนักท่องเที่ยวได้จาริกแสวงสถาปัตยกรรมฟรี โดยแบ่งเป็นวันละ 3 รอบ 10:00 / 12:00 / 14:00 ไปก่อนเวลาซักเล็กน้อย ยื่นพาสปอร์ตแล้วเตรียมพร้อมเดินเท้ากลางแจ้ง พร้อมผู้นำชมในเครื่องแบบที่จะคอยเล่าแนวคิดเบื้องหลังสถาปัตยกรรมในแต่ละจุด เปิดตัวด้วยการเล่าถึงประวัติศาสตร์โดยรวมของ Capitol Complex ขอสารภาพด้วยใจสัตย์ซื่อว่าทันทีที่ได้เห็น High Court ตั้งตระหง่านด้วย 3 เสาหลัก เขียว-เหลือง-แดง และอาคารรูปทรงกล่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ทอดยาว ใจก็เตลิดไม่สนข้อมูลอีกต่อไป งานออกแบบด้วยคอนกรีตยักษ์พาย้อนเวลากลับเข้าไปอยู่ในหนังไซไฟยุค 80’s ที่พูดถึงโลกในอนาคต เซอร์เรียลมากขึ้นเมื่อได้เห็นผู้คนที่กำลังทำงานอยู่จริง เดินกันขวักไขว่ภายใต้อาคารใหญ่ยักษ์นี้ ผู้นำชมต้องคอยออกเสียงห้ามดังๆ เมื่อคณะลูกทัวร์ขวางพื้นที่การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือบุคคลในแวดวงกฎหมายด้านการพิจารณาคดี - ไม่มีใครเตือนว่าเวลามีน้อยให้ใช้สอยอย่างประหยัด ผ่านไปประมาณ 15 นาที ยังไม่ทันหายประทับใจปนตกใจในความอลังการ ในขณะที่เราเพิ่งจะได้ยกกล้องขึ้นถ่ายภาพแรก ผู้นำชมก็เชิญให้เราไปต่อกันในจุดที่ 2 ของการทัวร์

Open Hand Monument ถูกสร้างขึ้นหลังจากเลอ คอร์บูซิเยร์เสียชีวิตไปกว่า 20 ปี ในความหมายที่พูดถึงสันติภาพ ‘To Give and To Receive’ ซึ่งกลายมาเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองชาดิการ์ ตัวประติมากรรมมือยักษ์สร้างขึ้นด้วยโลหะบางที่สามารถบิดหมุนได้ 360 องศาตามแรงของลมที่มาปะทะ แต่ส่วนที่ทำให้จุดนี้พิเศษมากขึ้นกว่าเดิมคือฐานที่ตั้ง ลักษณะเป็นแอ่งคอนกรีตสีเหลี่ยมเหมือนสระว่ายน้ำ และมีโพเดียมที่โผล่อยู่ใจกลาง เหมือนห้องประชุมกลางแจ้งขนาดใหญ่ ที่ไม่ธรรมดาด้วยเส้นสายของสโลปทางเดินลงและอัฒธจรรย์ที่นั่ง รวมถึงขั้นบันไดขนาดยาวล้อมรอบ ลองขึ้นไปยืนบนโพเดียมแล้วพูดด้วยเสียงดังฟังชัด จะพบว่าเสียงที่ผ่านออกไปก้องกังวาลด้วยระบบเซอร์ราวด์ตามธรรมชาติอีกด้วย

กว่าจะอิ่มเอมกับ Open Hand คณะทัวร์อีกส่วนก็เกือบจะจบการบรรยายในส่วนของ Tower of Shadows ซึ่งเป็นจุดถัดไปแล้ว เสียดายที่ทั้งเวลาน้อยและไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการดูงานชิ้นนี้ ด้วยแสงอาทิตย์ที่เกือบขนานกับพื้น ทำให้ไม่เกิดเงาตามภาพสวยๆ ที่กูเกิ้ลสปอยล์ตัวเองเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งจุดพักในร่มที่การออกแบบช่วยคลายร้อนในวันที่ร้อนระอุได้เป็นอย่างดี ตรงไปอีกหน่อยเป็น Palace of Assembly ที่ไม่อนุญาตให้เข้าชมด้านใน แต่เฉพาะแค่รูปทรงอาคารจากด้านนอกที่มีสระน้ำขนาดใหญ่สะท้อนตัวตึก พร้อมประตูทางเข้าด้านหน้าก็เรียกร้องความสนใจไว้ได้ ด้วยผลงานภาพวาดศิลปะของเลอ คอร์บูซิเยร์เอง

ตึกสุดท้ายกับ อาคารสำนักงานเลขานุการ Secretariat ซึ่งขอแนะนำว่านี่คือไฮไลต์! หลังจากฝากของทุกชิ้นและรับทราบโดยทั่วกันว่าห้ามถ่ายภาพด้านในโดยเด็ดขาด ผู้นำชมก็พาเราเดินขึ้นทางสโลปด้านในอาคารสู่ชั้น 2 ที่ห้องรัฐสภาทรงกลม ภาพเพ้นท์ติ้งมหาตะมะ คานธี ตั้งตระหง่านอยู่ด้านหลังที่นั่งสูงสุด นอกจากความแปลกตาของผนังโค้งไล่สีแดงเหลือง เฉดเดียวกับตึก High Court พร้อมรูปทรงคล้ายก้อนเมฆสีดำตามผนังที่มีไว้เพื่อระบายอากาศแล้ว เรายังตื่นเต้นไปกับคอกที่นั่งที่กั้นด้วยแผ่นคอนกรีตทรงโค้งภายใน เฟอร์นิเจอร์ไม้ โต๊ะ-เก้าอี้บุหนังสีน้ำตาลสลับเขียวทุกชิ้น ถูกออกแบบให้เข้ากันอย่างลงตัวกับภาพห้องโดยรวม ในหนึ่งปีห้องนี้จะถูกใช้ประมาณ 3 ครั้งสำหรับการประชุมใหญ่เท่านั้น และถ้าใครไปเยี่ยมชมในวันที่มีการประชุมก็จะอดเข้าอาคารด้านในไปตามระเบียบ

จบทัวร์รอบแรกด้วยความประทับใจแต่ไม่สะใจ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นและผ่านไปไวเหมือนทัวร์รถบัสหย่อนขา การชมงานสถาปัตยกรรมนั้นต้องการเวลา เพราะไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้จากการแค่มองดูภายนอก แต่มาจากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อได้ก้าวเท้าเข้าไปรับความรู้สึกจากภายใน พวกเราจึงขอเข้าชมช่วง 14:00 อีกซักครั้งก่อนต้องลา Chandigarh ไป - ได้ความว่า 1 คน | เข้าได้เพียง 1 ครั้ง | ใน 1 วัน - ใจสลาย อ้อนวอนขอความเห็นใจว่าที่เดินทางไกลจากกรุงเทพฯ ก็เพื่อมาเยี่ยมชมที่นี่เท่านั้น หลังจากเจ้าหน้าที่นับจำนวนผู้เข้าชมรอบบ่ายที่มีไม่มากเท่ารอบเช้า ลูกตื้อนี้ก็สำเร็จ อนุญาตให้พวกเราร่วมเดินได้ แต่ผู้นำชมคนเดิมคงจะเอือมระอากับอาการเดินช้าไม่ทันคนอื่น จึงจัดคนดูแลพิเศษ พร้อมแบมือเรียกเงินไป 1,000 รูปี - ถึงรู้ว่าเค้าหลอกแต่เต็มใจให้หลอก

รอบ 2 เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เดจาวู เหมือนสิ่งนี้เพิ่งเกิดขึ้น ขณะที่เจ้าหน้าที่นำชมพูดเปิดในประโยคเดิมและนำเสนอข้อมูลครบถ้วนแบบรอบแรก กลุ่มพิเศษพันรูปีก็เดินนำหน้าลิ่วไปที่ตึก High Court เป็นกลุ่มแรก ฝนเริ่มตกเล็กน้อย กลายเป็นว่ารอบนี้โชคดีกว่าเดิม เพราะเจ้าหน้าที่อนุญาตให้คณะทัวร์เดินขึ้นไปชั้นบนสุดด้วยสโลปทางเดินใหญ่กลางอาคาร ที่รอบแรกเราได้แต่มองตาปริบๆ จากด้านล่าง เมื่อเดินขึ้นไปแต่ละชั้นก็ทำให้ได้เห็นงานออกแบบชิ้นนี้ในมุมที่ต่างออกไป โดยเฉพาะการเข้ามุมของแผ่นคอนกรีต บันไดขนาดเล็กที่แอบอยู่ด้านข้างที่เรามองไม่เห็นจากด้านหน้า หรือช่องสี่เหลี่ยมคล้ายบานหน้าต่าง ที่ถึงจะเห็นได้ชัดจากด้านหน้า แต่เมื่อมองจากด้านในขณะที่มีแสงส่องเข้ามาก็สร้างเงาที่สวยสะกดทุกสายตาคนที่เดินผ่าน รอบนี้คุ้มค่ามากกว่ากว่าเดิม เพราะได้รับอนุญาตพิเศษเข้าชมห้องพิจารณาคดีของตึก ขนาดห้องไม่ใหญ่โอ่อ่าแต่ติดตาด้วยผ้าผืนยาวที่ลากผ่านผนังฝั่งขวาด้วยผลงานภาพวาดของ เลอ คอร์บูซิเยร์ - Open Hand Monument คือจุดที่สองตามเส้นการเดิน ระหว่างทางมีโอกาสได้คุยกับผู้นำชมของกลุ่มย่อยของเรา - คุณคิดยังไงกับที่นี่? คำถามที่เราโต้ตอบกลับทันที “รู้สึกเหมือนไม่ได้อยู่ในอินเดีย ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน เหมือนเป็นทั้งอดีตและอนาคตในเวลาเดียวกัน แต่ที่แน่ๆ คือมันมหัศจรรย์ แต่พวกคุณต้องมาเดินแบบนี้ทุกวัน เห็นตึกพิเศษนี้จนชินตา ความตื่นตาน่าจะหายไป สำหรับคุณที่นี่เป็นยังไง? - เจ้าหน้าที่พิเศษ “รู้สึกว่าระยะทางของแต่ละตึกที่ก็ไม่ได้ไกลกันมาก จริงๆ แล้วมันไกลกันเกินไป” เป็นประโยคบอกเล่าลอยๆ ที่ทำให้ได้ตั้งคำถามกับตัวเองถึงพื้นที่การทำงานของ Capitol Complex ศูนย์กลางหลักการทำงานของเมือง รวมถึงตัวเมือง Chandigarh ส่วนอื่นๆ ที่ถูกออกแบบและจัดสรรทุกส่วนด้วยการคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยอย่างลงตัว เมืองที่น่าจะกลายเป็นเมืองต้นแบบของยุคใหม่ แต่ทำไมที่นี่กลับร้างไร้ชีวิตกว่าเมืองอื่นๆ หรือว่าเมืองในอุดมคติ คนเราต้องลดละความสะดวกสบายส่วนตัวและพยายามมากขึ้นกว่าเดิมเพื่อส่วนรวม เมื่อเปรียบกับยุคนี้ที่ความรวดเร็วและความแตกต่าง ดูเหมือนจะเป็นใจความสำคัญที่ไม่อาจลงรอยกัน