B-Floor กลุ่ม Performance Art ที่ใช้การแสดงพูดแทนการชุมนุม

หลายคนยังไม่รู้ว่าพวกคุณ รวมตัวกันมาแล้วจนก้าวสู่ปีที่ 21
เรา เริ่มจากการเป็นรวมตัวกันของคนที่สนใจการละคร โดยปัจจุบัน B-floor จะมีสมาชิกทั้งหมด 11 คน ที่จะเวียนกันเป็นผู้กำกับ ซึ่งแต่ละคนก็สนใจทำงานในแต่ละประเด็น แต่ส่วนใหญ่จะสะท้อนกับประเด็นสังคม และการเมือง รูปแบบการแสดงของ B-floor จะไม่ใช้วิธีการนำบทละครมาเป็นตัวตั้ง จะเน้นการใช้ร่างกายในการสื่อสาร หรือเรียกว่า Physical Movement ประกอบร่วมกับเสียงร้อง เสียงเพลง ภาษาคำพูดที่รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง งานมัลติมีเดีย จนถึงงานศิลปะต่างๆ ในแต่ละซีน โดยการแสดงของเราจะไม่เหมือนกับละครทั่วไปที่ดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรง ตอนจบคือบทสรุป แต่ละครของเราจะเป็นเหมือนกับจิ๊กซอว์ หรือเหมือนศิลปะงานคอลลาจ ซึ่งก็ไม่ได้เข้าใจยากเสียทีเดียว เพราะเรามีตัวช่วยเยอะมาก อย่างที่บอกไปทั้งวิดีโอ Documentary ที่เป็นภาพข่าว และยังมีมัลติมีเดียต่างๆ ที่ทำให้เกิดความรู้สึก หรือเกิดความเข้าใจบางอย่างมากขึ้น

อยากให้พูดถึง การแสดงครั้งล่าสุดพวกคุณที่ชื่อ Flu-Fool หน่อยว่ามันสะท้อนอะไร
Flu-Fool เป็นการแสดงสองเรื่องควบก่อนหน้าของเรา คือเรื่อง ‘Flu O Less Sense ว่าด้วยเหตุการณ์สลายม็อบเสื้อแดงปี 53 ที่สะท้อนถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น นำมาสู่การตั้งคำถามถึงความ Make sense ของสังคมไทย และ FULL ALRIGHT ขุดลึกลงไปถึงรากเหง้าของปัญหา เหตุต้นตอของความรุนแรงที่ซ่อนอยู่ในสังคม และบทใหม่ของสังคมกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของราษฎร ปี 63 โดยเราได้นำเอาสองเรื่องนี้กลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง ในยุคที่การชุมนุมของทั้งนักเรียน นักศึกษา และประชาชน อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการปฏิรูปจริงอย่างจังขึ้นมา จึงนำละครเรื่องนี้กลับมาเพื่อทำให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว และ 10 ปี ผ่าน มันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง หรือไม่เปลี่ยนเลย

ทำไมถึงกล้าออกมาแสดงจุดยืนทางการเมืองผ่านงานแสดง
ถ้าให้เราไปปราศรัย เราก็สู้นักปราศรัยไม่ได้ ดังนั้นเราจึงแสดงออกด้วยวิธีการที่เราทำได้ดี คือการแสดง และในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เราเชื่อว่าการเมืองมันอยู่ในทุกๆ ที่ ไม่ใช่ว่าคุณอยู่ตรงไหนของสังคมแล้วคุณจะอยู่เหนือ หรือคุณจะไม่เกี่ยวข้องกับวงการการเมือง เหตุผลที่เราออกมา Call out ก็เพราะว่ามันส่งผลกับเราในทุกระดับการใช้ชีวิต ยกตัวอย่าง เราในฐานะคนทำงานละคร ที่แสดงมาเยอะมาก แต่ทำไมมันไม่สามารถเป็นอาชีพที่ตั้งตัวได้ เป็นเพราะอะไร? เพราะค่าครองชีพสูง แล้วค่าครองชีพสูงเพราะอะไร? สุดท้ายถ้าลองไล่หาเหตุ ปัจจัยสุด มันก็เกี่ยวกับการเมืองอยู่ดี ทำไมเราถึงไม่มีชีวิตอย่างที่อยากมีได้ ก็เป็นเพราะเรื่องการเมือง ดังนั้นเราไม่กล้าเรียกตัวเองว่าเป็นศิลปิน เพราะศิลปินแปลว่าคุณได้เงินเป็นกอบเป็นกำ และคุณสามารถยึดมันเป็นสัมมาอาชีพของคุณได้ใช่ไหม

หมายความว่าถ้าการเมืองดีขึ้น วงการสร้างสรรค์จะต้องถูกพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างนั้นเหรอ
เริ่มจากว่ามันไม่ควรจะมีหอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ โรงหนัง โรงละคร ห้องสมุดดีๆ ฯลฯ ที่กระจุกอยู่แค่ในกรุงเทพฯ มันควรจะอยู่ในทุกหัวเมือง และจังหวัดเล็กๆ ถ้าการเมืองดีและเศรษฐกิจดี งบประมาณควรจะถูกจัดสรรดีขึ้น วันว่าง เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปสวนสาธารณะ ไปใช้ชีวิตเอาท์ดอร์ ฟังเพลง ดื่มเบียร์คราฟท์ที่มีให้เลือกหลากหลาย หรือไปนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ในห้องสมุดดีๆ ได้ เราคิดว่าศิลปะวัฒนธรรม การเมือง มันเกี่ยวข้องกัน และทุกคนสามารถมีทางเลือกมากขึ้น อย่าง B-Floor ก็เป็นคณะทางเลือก คุณจะดูเราหรือไม่ดูเราก็ได้ แต่อย่างน้อยเราหนึ่งทางเลือกให้คุณ

พวกคุณสื่อสารไปยังกลุ่มคนที่กว้างขึ้นอย่างไร
ตอน B-floor ประกาศออกมาว่า เราจะ support กลุ่มผู้ชุมนุม เราก็ต้องคิดแล้วว่าจะเอาอะไรออกไปแสดงข้างนอก ที่มันจะทัชความรู้สึกแบบต้องไม่ยาว เพราะมันไม่ใช่การแสดงในโรงละคร เพราะฉะนั้นเราต้องย่อยประเด็น โดยดูว่าข้อเรียกร้องแต่ละข้อกำลังโฟกัสเรื่องอะไร มันมีวาระเร่งด่วนเรื่องอะไรบ้าง เราตีจากเนื้อหาในความตรงนั้นออกมาทำเป็นการแสดงที่ย่อยง่ายกว่า และเดินทางควบคู่กับการชุมชนที่เกิดขึ้น เมื่อเราเปลี่ยนรูปแบบ เราก็เลยคิดว่าจะทำยังไงให้คนที่มาชุมนุมเกิดความสนุกสนาน มีกำลังใจ เกิดความฮึกเหิม เราก็เริ่มแต่งเพลง มีจังหวะ จนถึงจัดเวิร์กช็อปให้คนที่มาชุมนุมด้วย เป็นงานศิลปะที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับคนที่มาชุมนุม ซึ่งเราก็มองว่านี่แหละคือรูปแบบศิลปะของการต่อต้าน (Resistance Art) โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาพะวงเลยว่าอันนี้จะเป็นอาร์ตหรือเปล่า แบบนี้อาร์ตพอมั้ย เพราะนี่คือการสื่อสาร คือการอยู่ร่วมกัน เราต้องฟังเสียงคนอื่นมากขึ้น และเราต้องแชร์พื้นที่ทำให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม นี่คือรูปแบบของเราในการนำศิลปะออกไปข้างนอกโรงละคร

โดยส่วนตัวแล้วเราก็ไปร่วมชุมนุมโดยตลอด และมองว่ากิจกรรม Art&Culture ในการชุมนุมนั้นสำคัญมาก และนอกเหนือจากการแสดงงานของเราแล้ว เรายัง Call out สำหรับศิลปินที่สนใจในแนวทางของการสนับสนุนประชาธิปไตยและเสรีภาพแล้ว เพราะศิลปินเองก็ถูกคุกคามเช่นเดียวกัน และศิลปินก็เป็นประชาชน เราก็ต้องส่งเสียงออกไปว่า หยุดคุกคามประชาชน ดังนั้นจึงไม่ได้มีเฉพาะแค่เรา แต่ยังมีกลุ่มนักดนตรี คนทำหนัง คนอ่านบทกวี คนที่ทำกิจกรรมต่างๆ จนกลายเป็นความเคลื่อนไหวของศิลปะปลดแอกที่พยายามทำกิจกรรมคู่ขนานกับการชุมนุมของน้องๆ

คิดว่าเรามีเสรีภาพในการแสดงออกทางการเมืองมากน้อยอย่างไร
เราเคยประกาศรับอาสาสมัครจากภายนอก ที่ไม่ใช่แค่สมาชิกของกลุ่ม B-Floor เพื่อทำการแสดงในพื้นที่ชุมนุม ก็มีคนมาสมัครเยอะเลย โดยรูปแบบเป็นการแสดงหน้ากากที่ทุกคนต้องปิดบังใบหน้าและตัวตนที่แท้จริง ก็เป็นเทคนิคหนึ่งสำหรับบางคนที่กังวลว่าจะกระทบต่อหน้าที่การงาน แต่เอาไปเอาเรื่อยๆ ทุกคนก็เปิดหน้ากันเลย เพราะทุกคนก็เปิด เพดานก็ไม่มีแล้ว เราก็รู้ว่าหมายศาลก็มีทุกวัน พอทุกกล้าและไม่กลัว ก็จะทำให้คนอื่นไม่กลัวไปด้วย เพราะทำไมจะต้องกลัว ในเมื่อเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรจะพูดได้ เป็นเรื่องของมนุษย์ เป็นเรื่องของวิถีชีวิต เรื่องสิทธิ์ เรื่องที่เราควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างโปร่งใส ในเมื่อความยุติธรรมไม่เกิดขึ้นในสภาวะปัจจุบัน จึงเกิดคำถาม ทุกวันนี้ทุกคนมีคำถามในหัวเต็มไปหมดว่าทำไมชีวิตฉันเป็นแบบนี้ ทำไมเศรษฐกิจมันไม่ดี เพราะอะไร แล้วแล้วเขาก็เห็นจิ๊กซอว์ ถ้าเรามองให้เห็นโครงสร้างแล้วจะรู้เลยว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องของบุคคล แต่เป็นระบบ ดังนั้นถ้าจะปฏิรูปจริงๆ ต้องปฏิรูปทั้งระบบ ตอนนี้ขออย่างน้อยที่สุดคือการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชน ไม่ใช่ใครจะเอามาให้ ไม่เอา เพราะเราเสียเวลากับเรื่องแบบนี้มามากพอแล้ว ควรจะหยุดมัน