BLU395
PHTAA กับงานออกแบบอาคารซึ่งคืนพื้นที่สีเขียวให้คนเดินถนน
และเพิ่มพลังงานให้กับย่านสะพานควาย

จากย่านการค้าที่เคยคึกคักในอดีต เมื่อเวลาผ่านไป สะพานควายกลายเป็นเพียงทางผ่านซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องสภาพการจราจรที่หนาแน่น เมื่อได้รับโจทย์ให้ออกแบบอาคารใหม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ ทีมสถาปนิก PHTAA Living Design ตั้งใจที่จะใช้งานออกแบบเป็นพลังผลักดันในการเปลี่ยนภาพจำของสะพานควายให้กลับมามีความน่าสนใจอีกครั้ง "สะพานควายกลายเป็นย่านการค้าขนาดรอง จะเห็นว่าที่นี่มีแต่ร้านซ่อมรองเท้า ซ่อมนาฬิกา และร้านขายของเบ็ดเตล็ด เป็นที่ซึ่งคนไม่ได้ตั้งใจมาเหมือนแต่ก่อน เป็นแค่ย่านทางผ่าน" พลวิทย์ รัตนธเนศวิไล สถาปนิกผู้ร่วมก่อตั้ง PHTAA กล่าว "เราเลยอยากทำให้แถวนี้เป็นย่านทางผ่านที่มีประสิทธิภาพ แค่เราสร้างความน่าสนใจให้กับทางผ่านได้มากขึ้น มันก็ถือว่าเปลี่ยนแล้ว"

ความตั้งใจที่จะสร้างความน่าสนใจให้กับชุมชนและเปลี่ยนสะพานควายให้กลายเป็นทางผ่านที่มีประสิทธิภาพ นำไปสู่แนวคิดในการออกแบบBLU395 อาคารที่เปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยเป็นตึกแถวให้เป็น Service Apartment ที่จะส่งต่อพลังงานไปยังเพื่อนบ้านและชุมชนรอบๆ ตัว “การที่เราสร้างตึกขึ้นมาตรงนี้ เราก็อยากให้ตึกนี้เติม Energy ของถนนให้มันมีมากขึ้น เราต้องทำให้ตัวอาคารมี Energy พอที่จะเผื่อแผ่ให้คนรอบข้างและถนนสายนี้ ทำให้มัน Active มากกว่าเดิม” พลวิทย์อธิบาย “ถ้า Energy ของคนมาที่นี่แล้วมันไปต่อได้ เช่น คนมากินกาแฟใต้ตึกเรา แล้วไปซื้อขนมไทยที่ตึกแถวข้างๆ แล้วไปซ่อมนาฬิกา แล้วจบด้วยการไปซื้อของก่อนกลับบ้าน พอมี Destination ให้คนไปต่อปุ๊บ อาคารเราจะสามารถแผ่พลังงานให้กับตึกข้างๆ ได้ เราคิดว่าถ้าเราทำอะไรสักอย่างเราควรที่จะทำอย่างนั้น”

คลื่นพลังงานระลอกแรกส่งออกมาในรูปแบบความปลอดโปร่งและบรรยากาศโล่งสบายสำหรับคนเดินถนน เมื่อทีมสถาปนิกเลือกที่จะถอยร่นตัวอาคารห่างออกไปจากแนวเดิมของตึกแถวที่ตั้งชิดติดขอบทางเท้า เว้นระยะห่างให้มีที่ว่างสำหรับธรรมชาติริมทางเดิน เกิดเป็นจุดพักหายใจให้คนเดินถนนได้ผ่อนคลายกับสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรและเอื้ออำนวยต่อการเดินทอดน่องช้าๆ มากขึ้น “ความหนาแน่นของตึกแถวมันทำให้ฟุตบาทไม่น่าเดิน อย่างน้อยการ Setback เข้าไป ทำให้เราได้คืนพื้นที่ส่วนหนึ่งให้เมือง” พลวิทย์กล่าว “ตึก Set เข้าไปเพื่อให้ข้างหน้าเป็นพื้นที่การใช้สอยของคนได้มากขึ้น เพื่อที่จะคืนพื้นที่บางส่วน แล้วเอาสีเขียวเข้ามาทำให้คนที่ผ่านไปผ่านมาเขาได้มองเห็นสีเขียวขึ้นมาบ้าง”

ในขณะที่ตัวอาคารถอยห่างออกมาจากถนน พื้นที่สีเขียวบนที่ว่างภายนอกได้รับการออกแบบให้ขยับเข้าไปใกล้ชิดกับตัวอาคารอย่างแนบแน่น ที่ผนังด้านหน้าอาคารมีส่วนเว้ารูปทรงกรวยที่คว้านลึกเข้าไปและเว้นที่ไว้สำหรับการปลูกต้นไม้ ทำให้เกิดความต่อเนื่องของพื้นที่สีเขียวที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของอาคาร

ผนังส่วนเว้ารูปทรงกรวยถูกขึงด้วยผ้าใบสีขาว ทำให้พื้นที่ภายในอาคารซึ่งเป็นโถงทางเดินได้รับแสงสว่างจากธรรมชาติตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังเกิดเป็นช่องลมที่ช่วยระบายความร้อนภายในอาคาร “กรวยตรงนี้ช่วยเรื่อง Ventilation ด้วย เวลาลมพัดมาก็จะผ่านขึ้นข้างบน ทำให้ผ้าใบตรงนั้นไม่ร้อนจนเกินไป” พลวิทย์อธิบาย “เราเลือกใช้ผ้าใบเพราะมันยอมให้แสงผ่านเข้ามาได้แต่ไม่นำพาความร้อน ตอนกลางวันก็ไม่ต้องเปิดไฟให้กับตึก เป็นการ Save Energy ด้วยวิธีง่ายๆ”

ที่ BLU395 รูปทรงภายนอกได้รับการออกแบบให้กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญในการตกแต่งพื้นที่ภายใน รูปทรงเว้าที่คว้านเข้าไปในอาคารไม่เพียงให้แสงสว่างกับโถงทางเดินในแต่ละชั้น หากยังทำหน้าที่เป็นโถงบันไดรูปทรงโค้งซึ่งกลายเป็นเสมือนงานประติมากรรมที่สร้างความน่าสนใจให้กับอาคารโดยไม่จำเป็นต้องมีส่วนตกแต่งเพิ่มเติม “เราพยายามจะใช้องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมเป็นการ Decoration การทำรูปทรงโค้งเข้าไปทำให้ Space ข้างในน่าสนใจขึ้นโดยไม่ต้องไปแต่ง บันไดโค้งทำให้เกิด Dynamic บางอย่างขึ้นใน Space ทำให้ Space มันน่าสนใจขึ้นโดยปริยาย” พลวิทย์กล่าว “แล้วบันไดวนนี้มันก็ Remind ถึงความเป็น Shophouse ด้วย ตรงนั้นมันก็เป็นตึกแถวมาก่อน เราคิดว่าบันไดเป็นเสน่ห์ของตึกแถว เราเลยเก็บอัตลักษณ์ของตัวตึกแถวไว้แบบนี้ มันคือสิ่งที่พูดถึงตึกแถวในอดีตโดยการถ่ายทอดในรูปแบบที่ใหม่ขึ้น”

อีกหนึ่งคลื่นพลังงานที่ส่งออกมาจากอาคารนี้เกิดจากการออกแบบผนังที่มีลวดลายปรากฏขึ้นตามแต่มุมมองของผู้ที่ผ่านไปมา ด้วยการใช้ตะแกรงเหล็กทาสีในแต่ละช่อง ภาพที่เกิดขึ้นจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามแต่องศาของการมอง จากภาพตึกรามบ้านช่องเมื่อมองจากทิศทางเข้าเมือง ภาพจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นภูมิทัศน์บ้านเรือนในชนบทเวลาที่มองจากทิศทางออกนอกเมือง เกิดมิติของอาคารที่สัมพันธ์กับเส้นทางการเคลื่อนที่ของผู้คนอย่างมีนัยยะ "เราพยายามทำ Facade ให้มีมุมมองที่น่าสนใจ เลยสร้างผนังอาคารนี้ขึ้นมาให้คนจดจำย่านนี้ได้มากขึ้น" พลวิทย์เล่า "Angle ของคนที่อยู่บนถนนจะเห็นรูปไม่เหมือนกันในแต่ละฝั่ง แต่ละครั้งที่คนผ่านตึกเรา เขาจะจอดตรง Angle ไหนก็ตาม เขาจะเห็นรูปต่างๆ กัน"

รูปภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามมุมมองของอาคารเกิดจากการนำตะแกรงเหล็กฝาท่อน้ำซึ่งพบในที่ตั้งดั้งเดิมของอาคารมาดัดแปลงผ่านกระบวนการคิดแบบ Re-Appropriate ที่ทีมสถาปนิกจาก PHTAA มักจะใช้ในงานออกแบบของพวกเขา “Re-Appropriate คือการปรับการใช้งานจากเดิม คือการหยิบจับวัสดุเดิมมาใช้ในวิธีการใหม่ สร้าง Iconic ได้ Effect ใหม่ขึ้นมาโดยไม่ต้องเสียพลังงานในการผลิตวัสดุใหม่ขึ้นมา” พลวิทย์อธิบาย “การทำภาพแบบนี้ขึ้นมาเราต้องไปแตกภาพเป็น Pixel และให้ Code การทาในแต่ละช่องขึ้นมา ใหญ่กลางเล็ก ทำแบบมาแล้วแจกจ่ายให้ช่างทาสีที่หน้างาน มันมีความ Handcraft อยู่ในตัว”

ด้วยการเว้นที่ว่างในอาคารเพื่อคืนพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน และสร้างจุดสนใจให้งานสถาปัตยกรรมด้วยการดัดแปลงวัสดุตามแนวคิด Re-Appropriate ทีมสถาปนิก PHTAA ได้สร้างสรรค์อาคารซึ่งมีพลังงานมากพอที่จะส่งต่อไปยังบริเวณรอบข้าง เพื่อขับเคลื่อนให้ย่านสะพานควายกลายเป็นทางผ่านที่มีประสิทธิภาพและกลับมาเป็นชุมชนที่น่าสนใจอีกครั้งหนึ่ง