Design Team:
Ponwit Rattanatanatevilai
Witthawat Prabhasawat
Yusuma Ponnsmith
Chawin Na Phatthalung

Client:
Suchon Eamsherangkoon

Engineering:
Collage Engineering

Landscape:
Theerapong Sanguansripisut

Consultants:
Kor-It Structural Design and Construction Co., Ltd.

Photos:
PHTAA Living Design

Writer:
Rujira Jaisak

ทางเดินแห่ขันหมากโดดเด่นด้วยซุ้มเพดานโค้งที่ทอดตัวขนานกับระเบียงคด

เราเห็นวัฒนธรรมการกินของคนยุคสมัยใหม่ที่ประยุกต์ปรุงสูตรและส่วนผสมของอาหารใหม่ตามความชอบ เกิดเป็น East meets West บ้าง ไทยฟิวชั่นบ้าง สำหรับเราแล้วนี่เป็นการ Crossover ที่ไม่ต่างกับรูปแบบของงานแต่งในบ้านเรา อย่างที่เราได้เห็นทั้งพิธีแห่ขันหมากแบบไทย ยกน้ำชาแบบจีน และโยนช่อดอกไม้แบบตะวันตกในงานเดียว จริงอยู่ที่ว่าพิธีการงานแต่งเป็นไปตามพิธีกรรมทางศาสนาและประเพณีตามเชื้อชาติของบ่าวสาว แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถสะท้อนรสนิยมของเจ้าของงานได้ด้วย การก่อกำเนิดขึ้นของ Aube สถานที่จัดงานแต่งแห่งใหม่ เนื้อที่ 1,500 ตารางเมตรบนถนนราชพฤกษ์ ผลงานโดย PHTAA Living Design จึงออกแบบให้รองรับความหลากหลายทางวัฒธรรมงานสมรสได้ ในขณะเดียวกันเส้นสายส่วนโค้งที่ร้อยเรียงกันของ Aube ก็ยังสามารถโอบรับช่วงเวลาแห่งความปิติยินดีที่จะตราตรึงอยู่ในความทรงจำได้อีกนาน สมกับชื่อ “โอบ”

   “Sense of Place” คือคีย์สำคัญที่ทำให้สถาปัตยกรรมของ Aube ไม่ใช่เป็นแค่ฉากสวยๆ แต่เป็นดีไซน์ที่มีความหมายในตัวเอง และจะคงอยู่ในความรู้สึกของคนได้ยั่งยืนกว่า อย่างที่ทางสถาปนิกมุ่งหมายไว้ว่า “สถาปัตยกรรมจะเป็นเพียงส่วนประกอบหนึ่งซึ่งสร้างความรู้สึกมั่นใจ และบรรยากาศที่สุขใจให้กับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ความรู้สึกดังกล่าวจะถูกแสดงออกมาอย่างชัดเจนผ่านสีหน้าของทั้งสอง ทำให้การเก็บภาพระหว่างงานแต่ง คือการเก็บภาพความสุขที่แท้จริงได้”

รูปทรงเรขาคณิตของอาคารทำให้ผนังขาวเกิดมิติแสงเงาในเวลากลางวัน
ช่องเจาะเพดานโค้งทำจากโฟม Polystyrene ซึ่งมีน้ำหนักเบา และจัดการรูปฟอร์มได้ง่าย

   จากแนวคิดดังกล่าวจึงนำไปสู่การออกแบบใน 2 ส่วนคือ การวางผังของโครงการ และการออกแบบรูปลักษณ์ของอาคาร โดยเริ่มจากส่วนการวางแปลน ตั้งต้นขบคิดมาจากพิธีการในงานแต่งที่มักมีการตั้งขบวนเดินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นพิธีแต่งงานแบบตะวันตก ที่เปิดตัวเจ้าสาวผ่านทางเดินตรงกลางโบสถ์ หรือในบ้านเราก็คือขบวนแห่ขันหมากในช่วงงานเช้านั่นเอง จากพิธีแห่ขันหมากในประเพณีงานแต่งแบบไทย จึงคลี่คลายมาสู่ดีไซน์ทางเดินทอดยาวเลียบฝั่งตะวันตกของอาคารที่นำไปสู่ห้องสำหรับพิธีการหมั้น มีความเป็นไทยที่สามารถประยุกต์ได้กับทุกวัฒนธรรมการแต่งงาน
   ส่วนของวางผังโครงการโดยรวมนั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาราม Monastery ที่จะมีวิหารคดล้อมรอบลานคอร์ทยาร์ดด้านใน พร้อมด้วยอาคารหลัก และอาคารที่พักสำหรับนักพรต แต่ Aube ปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นใหม่ให้ลงตัวกับพิธีการงานแต่ง กล่าวคือมีทางเดินยาวรองรับการตั้งขบวนเดินที่เปิดมุมมองการมองเห็นได้อย่างทั่วถึงกัน พร้อมระเบียงคดรูปตัว U ที่เชื่อมฟังก์ชั่นระหว่างพื้นที่อินดอร์และเอาท์ดอร์ และเป็นทางเชื่อมนำผู้ร่วมงานไปสู่อาคารแต่ละหลังที่ประกอบด้วย Main Hall ที่สามารถรองรับคนได้ 290 คน และห้องพิธีการหมั้นหรือเลี้ยงพระ ที่สามารถรองรับคนได้ 150 คน โดยตรงกลางระหว่างห้องพิธีหมั้น และ Main Hall ถูกออกแบบเป็นคอร์ทยาร์ดที่มีความสำคัญสำหรับไฮไลท์ช่วงท้ายของงานนั่นคือ การโยนช่อดอกไม้จากเจ้าสาว ที่ออกแบบให้มีบันไดวนสู่พื้นที่ยกสูงสำหรับให้เจ้าสาวยืนอย่างสวยสง่า และโดดเด่นที่สุด
   “ส่วนสำคัญที่สุดของงานแต่งงาน ก็คือลำดับพิธีการ เราจึงออกแบบสถานที่ให้รองรับกับทุกๆ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในงานแต่งงานยุคสมัยปัจจุบัน ที่แตกต่างจากการจัดงานตามโรงแรมทั่วไป” ทาง PHTAA อธิบายเพิ่มเติม

ซุ้มโค้งที่เรียงตัวซ้อนกันสร้างมิติให้กับทางเดินหน้าห้องพิธีการหมั้น

เทคนิคการแบ่งครึ่งสร้าง Arch
ที่ถูกรีฟอร์มใหม่ทำให้ซุ้มโค้งของที่นี่ไม่เหมือนที่ไหน

   ทางด้านการออกแบบรูปลักษณ์นั้น จุดมุ่งหมายของสถาปนิกต้องการให้ดีไซน์เป็นส่วนเสริมให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเด่นชัดที่สุดในภาพถ่ายแห่งความทรงจำ โดยใช้วิธีการลดเหลี่ยมมุมทางสถาปัตยกรรมแล้วสร้างเส้นสายส่วนโค้งแทน คุมโทนสีขาวสะอาดตาที่เสมือนเป็นฉากขาวถ่ายภาพในสตูดิโอ มีช่องเปิดจาก Skylight ที่ช่วยให้มีแสงธรรมชาติส่องเข้ามาได้ด้วย มุมสวยของที่นี่เรียกได้ว่ามีทุกมุม โดยส่วนของผนังภายนอกที่จะเกิดมิติแสงเงาสวยงามเวลาแสงแดดส่องพาดผ่านรูปทรงเรขาคณิตของตัวอาคารในเวลากลางวัน ดังนั้นในความขาวของสเปซจึงไม่น่าเบื่อและดึงดูดสายตาได้

จากที่จอดรถจะมองเห็นทางเดินขันหมากที่ทอดยาว กับดีไซน์รูปทรงเรขาคณิตของอาคาร

   จุดเด่นของสถานที่จัดงานแต่งแห่งนี้จึงเป็นองค์ประกอบของซุ้มโค้ง และผนังโค้งที่จัดเรียงเป็นจังหวะซ้ำๆ ในหลากรูปทรงที่ลื่นไหลไปตามส่วนต่างๆ อย่างเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ภายในอาคาร สู่ผนังภายนอก Main Hall จนถึงระเบียงคด ซึ่งเกิดจากความเฉียบคมของสถาปนิกจากการนำ Arch ในงานสถาปัตยกรรมทั่วไปมาใช้ได้อย่างแตกต่าง “งาน Arch ของเราไม่ซ้ำใคร เพราะเราเริ่มนับหนึ่งใหม่ตั้งแต่ระบบความคิด สมมติว่าคนอื่นนับ Arch จาก 1 - 2 - 3 เราจะนับที่ 0.5 - 1.5 - 2.5 และเราใช้วิธีการแบ่งครึ่ง Arch นำมารีฟอร์มใหม่ผ่านเทคนิคพลิก ตะแคง วางซ้อน หรือจัดเรียงกัน” โดยการสร้างฟอร์มเกิดขึ้นร่วมกับเทคนิคเชิงวิศวกรรม ที่ใช้วัสดุโฟม Polystyrene ซึ่งมีน้ำหนักเบาและง่ายต่อการจัดการฟอร์มในส่วนของเพดานโค้งที่เลื้อยต่อเนื่องกันบริเวณทางเดินแห่ขันหมาก ร่วมกับงานผนังคอนกรีตขัดผิวในส่วนอื่นๆ

โถงหลัก (Main Hall) เปิดรับแสงธรรมชาติผ่าน Skylight
พร้อมองค์ประกอบส่วนโค้งที่ร้อยเรียง จากภายนอกสู่ภายใน

   เมื่อนำงานบัวในงานสถาปัตย์มาจัดเรียงซ้ำจังหวะ (Reappropriate) ก็กลายเป็นงานตกแต่งผนังบนเวทีของ Main Hall ที่น่าสนใจ เมื่อผสานกับผนังโค้งกับผ้าม่านสีขาวพลิ้วไหวที่ห้อยโรยตัวลงมา จากองค์ประกอบที่เรียบง่ายจึงเกิดเป็นเส้นสายที่ทำให้สเปซส่งต่อความรู้สึกประทับใจให้เกิดขึ้นได้ “Aube” จึงเป็นสถาปัตยกรรมที่โอบกอดกับความรู้สึกได้อย่างยอดเยี่ยม