
Writer & Photographer:
Panu Boonpipattanapong
นับแต่โบราณนานมา งานจิตรกรรมถูกใช้ในการบันทึกสิ่งที่ตามนุษย์มองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถูกใช้แทนเครื่องมือบันทึกภาพของบุคคลก่อนที่กล้องถ่ายภาพจะถูกประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา แต่ในบางครั้งบางครา ศิลปินบางคนก็เล่นแร่แปรธาตุด้วยการใช้สิ่งอื่น ๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์มาประกอบสร้างเป็นใบหน้าหรือร่างกายของมนุษย์ได้อย่างน่าสนเท่ห์
ยกตัวอย่างเช่น จูเซปเป อาร์ชิมโบลโด (Giuseppe Arcimboldo) ศิลปินชาวอิตาเลียนผู้ใช้พืชผักผลไม้, ดอกไม้ใบหญ้า, กุ้งหอยปูปลา มาประกอบกันเป็นใบหน้าและร่างกายของมนุษย์ได้อย่างน่าพิศวง งานศิลปะรูปแบบนี้ถูกเรียกขานว่า งานศิลปะแบบมานุษยรูปนิยม (Anthropomorphism art) หรืองานศิลปะที่หยิบเอาลักษณะของความเป็นมนุษย์ไปใช้กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์อย่าง พืช สัตว์ สิ่งของ หรือแม้แต่วัตถุในธรรมชาติ
ในคราวนี้เราขอนำเสนอเรื่องราวของศิลปินอีกคนที่ทำงานศิลปะในลักษณะนี้ ที่นำเอาสิ่งอื่นที่ไม่ใช่มนุษย์มาประกอบสร้างเป็นภาพของมนุษย์เช่นเดียวกัน แต่ที่น่าสนใจก็คือ สิ่งอื่นที่ว่านั้นไม่ใช่สิ่งมีชีวิตหากแต่เป็นวัตถุไร้ชีวิตที่หยาบกร้าน ดิบกระด้าง อย่าง “ก้อนหิน” นั่นเอง
สตูดิโอของแอนโทนี พิทซอท, ภาพจาก http://www.lazybearco.com/blog/2014/8/27/the-antoni-pitxot-project
เรามีโอกาสพบเจอผลงานของของศิลปินผู้นี้เป็นครั้งแรก ตอนไปเยี่ยมชม Dalí Theatre-Museum พิพิธภัณฑ์ส่วนตัวของศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ตัวพ่อ ซัลบาดอร์ ดาลี (Salvador Dalí) ที่ประเทศสเปน สารภาพว่าตอนที่เห็นผลงานชุดนี้เป็นครั้งแรก เราคิดว่าเป็นผลงานของดาลี เพราะพวกมันเต็มไปด้วยความพิลึกพิลั่นเหนือจริง ตามแบบอย่างของงานศิลปะแบบเซอร์เรียลลิสต์ของดาลีเต็มขั้น แต่พอไปค้นข้อมูลหลังจากนั้น ก็พบว่าเราคิดผิด เพราะผลงานเหล่านี้ไม่ได้เป็นของดาลีแต่อย่างใด หากแต่เป็นผลงานของศิลปินอีกคนผู้มีชื่อว่า
แอนโทนี พิทซอท (Antoni Pitxot)
จิตรกรชาวสเปนผู้เป็นเพื่อนสนิท (ต่างวัย) และเพื่อนร่วมงานของดาลีมาอย่างยาวนาน ถามว่าสนิทขนาดไหน ก็สนิทขนาดที่ดาลีอุทิศพื้นที่ทั้งชั้นภายในพิพิธภัณฑ์ของเขาให้จัดแสดงผลงานของพิทซอทนั่นแหละ
แอนโทนี พิทซอท เกิดในปี 1934 ที่เมืองฟิเกรัส จังหวัดฌิโรนา แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน (บ้านเกิดเดียวกันกับดาลี) เขาเติบโตในครอบครัวที่แวดล้อมด้วยศิลปะและศิลปิน หนึ่งในจำนวนนั้นคือลุงของเขา รามอน พิชอท (Ramon Pichot) จิตรกรอิมเพรสชันนิสต์ผู้มีชื่อเสียง และยังเป็นที่ปรึกษาคนแรก ๆ ที่ทำให้หนุ่มน้อยดาลีหันมาสนใจศิลปะและตัดสินใจเป็นจิตรกรในที่สุด


ผลงานของแอนโทนี พิทซอท ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong

ผลงานของแอนโทนี พิทซอท ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong
ในช่วงปี 1946-1964 พิทซอทอาศัยอยู่กับครอบครัวในเมืองซานเซบัสเตียน และเข้าเรียนศิลปะกับ ฆวน มูเนียส เฟอร์นานเดส (Juan Núñez Fernández) ผู้เคยเป็นอาจารย์สอนศิลปะของดาลีมาก่อน ในช่วงปี 1950 พิทซอทเริ่มทำงานในสไตล์เหมือนจริง (Realism) และเอ็กซเพรสชันนิสม์ (Expressionism) และเริ่มมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากการแสดงนิทรรศการในเมืองซานเซบัสเตียน, บาร์เซโลนา, มาดริด, บิลเบา และ ลิสบอน
ในปี 1964 พิทซอทตัดสินใจไปลงหลักปักฐานบนที่ดินของครอบครัวของเขาในเมืองกาดาเกส (Cadaqués) ที่นั่น เขาเริ่มเตะตากับเหล่าบรรดาก้อนหินในชายทะเลใกล้ ๆ บ้าน และเริ่มเก็บพวกมันมาศึกษาอย่างจริงจัง ในช่วงปี 1966 พิทซอททดลองทำงานแบบเซอร์เรียลลิสม์ ด้วยการวาดภาพร่างกายของมนุษย์ที่ประกอบขึ้นจากก้อนหินที่เขาหลงใหล โดยเขามักจะนำก้อนหินเหล่านั้นมาประกอบขึ้นเป็นประติมากรรมรูปคน แล้วถ่ายทอดเป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผ้าใบอีกที โดยได้แรงสนับสนุนและแรงบันดาลใจจากมิตรสหายศิลปินรุ่นใหญ่อย่างดาลีนั่นเอง

ผลงานของแอนโทนี พิทซอท ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong
ผลงานส่วนใหญ่ของพิทซอทมีความเกี่ยวข้องกับอุปมานิทัศน์ (Allegory - นิทานหรือเรื่องเล่าเชิงเปรียบเทียบ) และตำนานเทพนิยายปรัมปรา (Myth) อย่างตำนานของ นิมอซินี (Mnemosyne) เทพแห่งความทรงจำ ผู้เป็นมารดาของเทพธิดาแห่งแรงบันดาลใจ (Muse) ทั้งเก้า และผลงานในชุดที่ได้แรงบันดาลใจจากบทละคร พายุพิโรธ (The Tempest) บทละครเรื่องสุดท้ายของ วิลเลียม เชคสเปียร์ ด้วยการใช้ก้อนหินหลากสีสัน ขนาด และรูปทรง ประกอบสร้างขึ้นเป็นตัวละครและเรื่องราวจากตำนานปรัมปราและบทละครเหล่านี้ แล้วถ่ายทอดมันลงไปเป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบอีกทีหนึ่ง ซึ่งบางส่วนของผลงานเหล่านี้ก็ถูกจัดแสดงเป็นนิทรรศการถาวรชื่อ Antoni Pitxot: The Allegory of the Memory ในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum ที่เราไปชมมานั่นเอง


ผลงานของแอนโทนี พิทซอท ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong

แอนโทนี พิทซอท และ ซัลบาดอร์ ดาลี, ภาพจาก https://www.thetimes.co.uk/article/antoni-pitxot-p7gxknr9dn2
อันที่จริง พิทซอทมีความสนิทชิดเชื้อกับดาลีตั้งแต่ก่อนที่เขาจะเกิดเสียอีก เพราะพวกเขาเกิดในเมืองเดียวกัน ครอบครัวของพวกเขาสนิทสนมกันมาก แถมทั้งคู่ยังเป็นศิษย์ของอาจารย์คนเดียวกันอีก อีกทั้งดาลียังเป็นผู้สนับสนุนผลงานของพิทซอทเป็นคนแรก ๆ อีกด้วย
ศิลปินเซอร์เรียลลิสต์ตัวพ่ออย่างดาลี ไม่เพียงเป็นแรงบันดาลใจตลอดชีวิตของพิทซอทเท่านั้น หากแต่ยังส่งต่อความกระหายอยากทางศิลปะอันไม่มีที่สิ้นสุด และจุดไฟในการทำงานให้แก่เขาอย่างมากอีกด้วย พิทซอทและดาลีมีความเชื่อมโยงและผูกพันซึ่งกันและกันทางศิลปะอย่างมาก พวกเขามักแลกเปลี่ยนและส่งต่อแนวคิดในการทำงานให้แก่กันเสมอ ๆ
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1958 พิทซอททำงานนิทรรศการแสดงเดี่ยวของเขาในบาร์เซโลนาในชื่อ The Battle of Constantine โดยเนื้อหาและแนวคิดเบื้องหลังผลงานในนิทรรศการนี้เองก็ได้แรงบันดาลใจจากบทสนทนาของเขากับดาลี เกี่ยวกับฉากการต่อสู้ของเหล่าบรรดาก้อนหินบนชายหาดซากอนกา ในเมืองกาดาเกส ซึ่งดาลีเป็นคนแต่งบทแนะนำนิทรรศการในสูจิบัตรให้ โดยมีใจความว่า
“เมื่อเหล่าบรรดาก้อนหินตื่นจากการหลับใหลอันยาวนานถึงสี่พันปี หูของพวกมันก็อื้ออึงจากเสียงโห่ร้องของการต่อสู้จากกองทัพของก้อนหินทั้งสองฝั่ง”

ซัลบาดอร์ ดาลี และ แอนโทนี พิทซอท, ภาพจาก https://www.salvador-dali.org/en/museums/dali-theatre-museum-in-figueres/antoni-pitxot/
ในช่วงบั้นปลายชีวิตของดาลี พิทซอทแทบจะไม่ห่างจากดาลีเลย พวกเขามักใช้เวลาอันยาวนานพูดคุยทุกเรื่องราว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของโลกศิลปะและงานจิตรกรรม ทั้งเรื่องราวของศิลปินชั้นครูในอดีต หรือศิลปินร่วมสมัย (ของพวกเขา) ดาลียังชักชวนให้พิทซอทร่วมกันออกแบบพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum และสร้างสรรค์ผลงานในพิพิธภัณฑ์ร่วมกันหลายต่อหลายชิ้น
ภายหลังจากที่ดาลีเสียชีวิต พิทซอทเป็นผู้ดูแลรักษามรดกทั้งหมดของดาลี โดยร่วมเป็นหนึ่งในคณะผู้บริหารมูลนิธิ Gala Salvador Dalí Foundation และยังรับบทเป็นผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum (ซึ่งเป็นที่ฝังศพของดาลี) จวบจนวันสุดท้ายของชีวิตของเขา
ในปี 2004 พิทซอทได้รับรางวัลเหรียญทองสาขาศิลปกรรมจากกษัตริย์สเปน จากผลงานศิลปะที่เขาทำในนามของตัวเอง แต่ก็มีทฤษฏีสมคบคิดกันว่า หลังจากที่พิทซอทย้ายมาอาศัยในคฤหาสน์ของดาลีเต็มเวลาเพื่อดูแลมิตรสหายศิลปินชราไม้ใกล้ฝั่ง ด้วยความสัมพันธ์อันใกล้ชิด, แนวทางการทำงานศิลปะ และแนวความคิดที่คล้ายคลึงกัน ทำให้หลายคนแอบร่ำลือกันให้แซดว่า พิทซอทคอยเป็นศิลปินผี (Ghost Artist) ผู้วาดภาพแทนดาลีในยามที่พลังสร้างสรรค์และเรี่ยวแรงของดาลีเริ่มถดถอยลงอย่างมาก โดยดาลีเป็นผู้เซ็นชื่อลงบนภาพให้ทีหลัง นักวิจารณ์บางคนคาดเดากันว่าพิทซอทเป็นผู้ทำผลงานอย่างน้อยหนึ่งชิ้นที่จัดแสดงในคอลเล็คชัน The LOST Salvador Dali อันโด่งดัง แต่นักประวัติศาสตร์ศิลปะบางคนก็ปัดตกข้อกล่าวหานี้ว่าไม่สมเหตุสมผลในเรื่องของช่วงเวลา ส่วนความจริงจะเป็นอย่างไรนั้น ก็มีแต่ตัวพิทซอทกับดาลีเท่านั้นที่ล่วงรู้ และทั้งคู่ก็ลาจากโลกนี้ไปเรียบร้อย ปล่อยให้เหล่าบรรดาคนช่างสงสัยได้แต่สงสัยกันต่อไป...

ภาพวาดตัวเองของแอนโทนี พิทซอท ที่ประกอบขึ้นจากก้อนหิน ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre and Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong



ผลงานของแอนโทนี พิทซอท ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong

ภาพวาดตัวเองของแอนโทนี พิทซอท ที่ประกอบขึ้นจากก้อนหิน ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre and Museum, ภาพโดย Panu Boonpipattanapong
แอนโทนี พิทซอท เสียชีวิตในวันที่ 12 มิถุนายน 2015 ในวัย 81 ปี เหลือทิ้งไว้แต่ผลงานและแรงบันดาลใจที่ส่งผ่านมายังคนทำงานสร้างสรรค์รุ่นหลัง
นิทรรศการถาวร Antoni Pitxot: The Allegory of the Memory โดย แอนโทนี พิทซอท จัดแสดงที่ ชั้น 2 ของพิพิธภัณฑ์ Dalí Theatre-Museum เมืองฟิเกรัส จังหวัดฌิโรนา แคว้นกาตาลุญญา, ประเทศสเปน, เปิดทำการวันอังคาร - อาทิตย์ เวลา 10:30 - 18:00 น. ปิดทำการวันจันทร์ (ยกเว้นในเดือนกรกฎาคม, สิงหาคม และกันยายน) และปิดทำการในวันที่ 25 ธันวาคม และ 1 มกราคม, เปิดทำการรอบกลางคืนระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม - 31 สิงหาคม ตั้งแต่เวลา 20:00 - 1:00 น. (จองล่วงหน้า), สนนราคาค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 19 ยูโร (เด็กอายุต่ำกว่า 9 ปี เข้าชมฟรี), ดูรายละเอียดและจองตั๋วเข้าชมได้ที่ https://www.salvador-dali.org/