
แอน วรกาญจณ์ ม่วงศิริ
ผู้ถ่ายโอน (ตัวตน) ทอดลงสู่ (เสื้อผ้า)
ช่วงเวลาแบบนี้นอกจากการเป็นสไตลิสต์ทำอะไรอยู่บ้าง
ก็ใช้ชีวิตที่เราไม่ได้ใช้เพราะ 2 ปีที่ผ่านมาก่อนมีโควิดเราทำงานแทบจะ 24 ชม. แต่พอพูดว่าทำงานหลายคนก็จะถามว่าทำอะไร แต่คือมันทำเยอะจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี อีกทั้งเราเป็นคนที่มีไลฟ์สไตล์คนข้างเยอะ เป็นคนหาทำเก่งมาก ถ้าว่างก็คือจะหาอะไรทำ เท่าที่คนคนนึงจะทำได้ ก่อนที่เราจะเป็นสไตลิสต์ไม่เคยรู้ว่าสไตลิสต์ต้องทำอะไรบ้างแต่ เพราะเราเป็นคนมี taste of living มากๆ อาจจะครึ่งๆ กลางคำว่าดัดจริตแต่แค่สมมุติว่า วันนี้เราจะออกไปข้างนอก เราก็ต้องคิดแล้วว่าจะต้องทำยังไงให้มันตอบโจทย์กับกิจกรรม ที่เราจะไปทำ ถ้าให้พูดง่ายๆ ก็คือแต่งตัวแหละ ก็คือภายในหนึ่งวันนั้น ของใช้ทุกชิ้นที่เรา เอาออกไปด้วยก็คือต้องมีฟังก์ชั่นและดูดี แม้กระทั่งสายวัดตัวเราก็มีเป็นกระเป๋าหนัง อันเล็กๆ ใส่คล้องไว้กับกุญแจรถ

การที่เรามีไลฟ์สไตล์แบบนี้จึงทำให้ตอบโจทย์กับการทำงานของเรา
ถูกต้อง มันเหมือนว่าเราแทบไม่ต้องปรับตัวเองเพื่อจะทำงานได้ง่ายขึ้นเลยเพราะส่วนตัวเราเป็นคนที่คิดวางแผนทุกอย่างในทุกๆ วัน


จุดเริ่มต้นของการเป็นสไตลิสต์
จุดเริ่มต้นคือ เราไม่อยากเป็น Designer จริงๆ มันเป็นความฝันของคนเรียนแฟชั่นทุกคนนะแต่ถ้าให้พูดเรียลๆ เลยคือ คนไทยไม่ค่อยให้ค่ากับงานออกแบบ ยกตัวอย่างชุดธีสิสที่เราออกแบบ คนติดต่อขอซื้อต่อเยอะมากๆ ซึ่งพอเราบอกราคาไปเขากลับตั้งคำถามกลับมาว่า “ทำไมแพงจัง” ทั้งๆ ที่เราลงทุนกับมันสูงมาก เราให้คุณค่ามันสูงมาก ทำทุกขั้นตอน เลือกทุกอย่างด้วยตัวเอง ซึ่งพอเราเจอแบบนี้มันเป็นคำว่า “ท้อ” เลย จนปี 4 เราได้รู้จักกับอาชีพ Personal Shopper พอจบมาเราจึงไปทำอาชีพนี้ที่ TOPSHOP อาจจะด้วยเราอยากต่อโทที่ต่างประเทศจึงอยากทำงานกับแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักที่ต่างประเทศด้วยตอนนั้นคิดแค่นี้เลยไม่มีคำว่าสไตลิสต์ในหัวเลยกะแค่ทำงานในบริษัทที่น่าเชื่อถือสัก 2 ปี ละไปเรียนต่อ ต่อมาหลังจากทำงาน 2 ปีก็ลาออกจากงาน เตรียมไปเรียนต่อต่างประเทศซึ่งจ่ายทุกอย่างไปหมดแล้ว ค่าเรียนเอย ค่าที่พักนู่นนี่ แต่ตอนนั้น โดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นเป็นประธานาธิบดี พอดี ทำให้วิซ่าเราไม่ผ่านแผนทุกอย่างก็พังหมด คือทุกอย่างมันมืดแปดด้านไปหมด ตอนนั้นคือมีอาการซึมเศร้าไปเลยจนขั้นต้องพบจิตแพทย์ คือมันเป็นแผนชีวิตเราพอทุกอย่างพัง เมื่อมันไม่ได้ไป เราก็ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ
ซึ่งเราเรียกว่าความโชคดีของโอกาสมากกว่า คือเรานอนเศร้าอยู่สองเดือนไม่ทำอะไร นอกจากขายเสื้อผ้าตัวเองทิ้งหมด แบบว่ามันไม่อยากแต่งตัวแล้ว จากที่เป็นคนชอบแต่งตัวพอ เรามีอาการซึมเศร้ากลายเป็นเราเห็นเสื้อผ้าแล้วหงุดหงิด ซึ่งเหมือนว่าการที่เรานำเสื้อผ้าทั้งหมด มาแมทช์กันแล้วให้เพื่อนเราที่เป็นเน็ตไอดอลใส่โพสต์ขายลงไอจีน่าจะทำให้คนมองเห็นศักยภาพ ในด้านนี้ของเรามั้งจนกระทั่งมีพี่คนนึงติดต่อมา แล้วให้เราลองจับเน็ตไดอลมาเปลี่ยนลุคเป็น โปรเจกท์ Collab กับ Soul4Street งานนี้จึงเป็นงานแรกเลยที่ได้สัมผัสอาชีพ สไตลิสต์ และความโชคดีที่สองก็คือเรามีเพื่อนสนิทเป็นผู้กำกับแล้วเหมือนมีปัญหาในการดีล สไตลิสต์เราจึงได้มีโอกาสเข้าไปทำเพราะเรามองว่าถ้าเรากลัวก็ไม่มีโอกาสได้เข้าไปทำไม่ได้รู้สึกว่าตัวเราเก่งกว่าคนอื่นนะแต่รู้สึกว่าทุกการใช้ชีวิตของเราถ้าเราทำเต็มที่ทุกอย่างมันจะดีเสมอจึง เริ่มกล้าทำทุกอย่างที่เข้ามาให้ถึงคำว่า เต็มที่ ให้ได้
แล้วครั้งไหนที่ทำให้เราตัดสินใจทำอาชีพนี้ต่อจนถึงตอนนี้
คือเราได้มาเป็น สไตลิสต์ หลังจากที่รักษาอาการซึมเศร้าจนดีขึ้น ซึ่งอาการนี้มันทำให้เราเสียความมั่นใจที่เคยมีในอดีตไปเยอะมาก จากที่เคยเป็นคนที่ต้องมีเป้าหมายและต้องไปให้ถึงเท่านั้น กลายเป็นคนที่ไม่ต้องมีเป้าหมายสูงมากก็ได้เอาแค่วันนี้กับพรุ่งนี้ก่อน ซึ่งบอกตรงนี้เลยนะใครที่อยากเป็นสไตลลิสต์แล้วคิดว่าชีวิตสวยหรูรวยแน่นอนเราบอกเลย “พัก” ความเป็นจริง คือบางทีต้องขายเสื้อผ้าเพื่อมาทำอาชีพนี้ด้วยซ้ำในช่วงเริ่มต้น แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราอยากทำสไตลลิสต์ต่อคือเวลางานมันออนแล้วมีชื่อเราอยู่ในนั้นมันรู้สึกแบบเหมือนลูกคลอดอ่ะ (หัวเราะ) มันภูมิใจมากเลยอ่ะ
อยากรู้ว่าเวลามีลูกค้ามาจ้างกว่าจะได้มาเป็นชุดต่างๆ มี Process ในการคิดยังไงบ้าง
ก็ เอาเป็นงานของศิลปินละกันอย่างเช่น โปรเจกท์นึงของค่าย YUPP ซึ่งท้าทายความสามารถมากเพราะว่าศิลปินเยอะและก็เป็นช่วงก่อนที่มิลลิจะเดบิวต์ด้วย ซึ่งส่วนมากศิลปินเขาจะมีสไตล์อยู่แล้วระดับนึงซึ่งเป็นหน้าที่ของเราที่จะทำให้ภาพของสไตล์เขาชัดขึ้นตามสไตล์ที่เขามีอยู่แล้วและแนวเพลงที่เขาถนัดหรือจะสร้างตัวตนเขายังไงให้เขา Outstanding ในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของตัวตนเขา การทำ สไตลลิสต์ให้ศิลปินสิ่งที่สำคัญคือ เราต้องคุยกับเขา ต้องรู้ว่าบุคลิกเขาเป็นแบบไหน ต้องฟังเพลงเขา แล้วตีความว่ามันมีประวัติยังไง มีวัฒนธรรมอะไรซ่อนอยู่ แล้วเราจึงเป็นคนที่ขุดสิ่งเหล่านี้ออกมาสู่สายตาผู้คน ผ่าน “เสื้อผ้า”

และอย่าตีความให้เขาเป็นใครอื่น”
สิ่งที่ท้าทายในการทำงานที่สุดเลยคือ
การทำให้งานเรามันใหม่ตลอดเวลา เพราะว่าพูดตรงๆ เสื้อผ้ามันก็ไม่มีอะไรใหม่ มันก็วนไปวนมาแต่หน้าที่ของเรา คือนำสิ่งเดิมๆ ที่มีอยู่แล้วมาทำให้มันเป็นสิ่งใหม่
เสื้อผ้าสำคัญยังไงในมุมมองของเรา
สำคัญแน่นอน เสื้อผ้ามันส่งเสริม ความมั่นใจและบุคลิกภาพของคนแต่ละคน ในแบบของตัวเองคือเหมือนว่า ถ้าเราเป็น คนยังไงเราอยากให้คนอื่นรู้จักเราแบบไหน เราก็ต้องเลือกเสื้อผ้าที่แสดงออกถึงสิ่งนั้น


มีคำแนะนำให้กับน้องๆ ที่อยากเป็น สไตลิสต์ ไหมครับ
ไปทำอย่างอื่น! (หัวเราะ) ถ้าเอาจริงๆ ต้องถามว่าอยากเป็นเพราะอะไรดีกว่า คืออย่างพี่ทำแล้วมันเติมเต็มชีวิตพี่ ภาพที่คนภายนอกเห็นมันอาจจะเหมือนเราดูมีชีวิตที่ดีแต่ความจริง คือกูเหนื่อยมากนะกว่าจะถึงจุดที่เรามีงานเข้ามาเรื่อยๆ เหมือนหนังเรื่องฟรีแลนซ์ฟีลนั้นเลย แล้วพอยิ่งอยู่ในจุดที่มีคนจับตาดูเราก็ต้องทำงานให้อยู่ในมาตรฐานตัวเองคือมันจะมีความคิดในหัวเลยว่าอย่าหยุดทำ ต้องพัฒนาตัวเอง ทั้งๆ ที่มันเหนื่อยจนแบบกูไม่ไหวแล้ว
เราเป็นคนที่ไม่เคยเกลียดงานตัวเองเลยแม้แต่งานเดียว คือเราคิดแค่ว่าทำให้เต็มที่ก็พอและก็คิดว่าคำว่าเต็มที่ของแต่ละคนมันไม่ต้องเท่ากันก็ได้เอาเท่าที่ไหว เรามองว่าเราไม่เคยเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเพราะถ้าเราเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเราอ่อนอยู่แล้ว (หัวเราะ) เพราะบนโลกเนี่ยมันมีคนที่เก่งกว่าเราแน่นอน

Asap Rocky เขาเป็นคนที่ทำให้พี่ชอบผู้ชายแต่งตัวจัด ไม่รู้เหมือนกันจะแต่งให้เขายังไงแต่อยากแต่งให้เขามองตัวเองในกระจกแล้ว งง อ่ะ(หัวเราะ)





