ร้าน 24 KILATES ร้านที่เป็นเหมือนจุดนัดพบของคอสนีกเกอร์ หรือผู้ที่ชื่นชอบในแฟชั่นสตรีทแวร์มารวมตัวกัน ซึ่งหลังจากได้เห็นความอลังการในแต่ละสาขาของที่นี่แล้ว วันนี้เราก็ได้เห็นความคูลครั้งใหม่ของ 24 KILATES ในสาขาทองหล่อ จน EVERYTHING ต้องขอเข้าไปพูดคุยกับ คุณตี้ - จิรพงศ์ สภาคกุล หนึ่งในผู้ก่อตั้งร้าน 24 KILATES ผู้เป็นเสาหลักของ Retail Business แห่งนี้ให้ก้าวมาสู่ปีที่ 5
ชื่อ 24 KILATES สู่คอนเซ็ปต์ของร้าน
   “มีคนเรียกชื่อร้านเราผิดไปประมาณ 20 เวอร์ชั่นได้ บางทีอาจจะคิดว่าเป็นชื่อ ทเวนตี้โฟร์กิเลส กิลาส กิโลมิเตอร์ยังมีเลย (ฮา) หลายอย่างมากครับ จริงๆ ชื่อร้านของเราอ่านว่า “ทเวนตี้โฟร์ กิลาเต้” มันเป็นภาษาสเปนครับ มาจากคำว่า กะรัต มันก็คือทอง 24 กะรัต ฉะนั้น ร้าน 24 KILATES ทุกสาขาจะมีการดีไซน์ร้านที่มีสีทองเป็นหลัก อย่างร้านแรกที่เราทำที่หัวหมาก เราใช้ชื่อว่า Vault เป็นห้องนิรภัย ลักษณะก็เป็นเหมือนตู้เซฟที่ปิดไว้ ให้คนค่อยๆ มาเปิดมัน ใช้เวลาอยู่กับสินค้า ไม่ใช่มาปุ๊บมองๆ แล้วก็ไป เราอยากให้คนรู้สึกมี Experience ส่วนร้านที่สอง เราทำที่ Central World ก็ชื่อว่า The Mine มาจากคำว่า Gold Mining เหมืองทอง ลักษณะร้านก็จะเป็นคล้ายๆ กับถ้ำ มีหินสีทอง มีการตกแต่งด้วยไม้ ทำให้มันเหมือนเหมืองทอง คอนเซ็ปต์ก็คือ เราขายรองเท้าที่มัน Limited Edition ใช่มั้ยครับ อยากให้รู้สึกว่า เข้าร้านมาแล้วได้ Experience ว่าเจอแต่สินค้าดีๆ คล้ายกับการเจอขุมทรัพย์”
24 KILATES สาขา ทองหล่อ
   “สาขานี้มาในคอนเซ็ปต์ The Clockwork เป็นการคิดต่อจากคอนเซ็ปต์ของร้านแรกที่เป็นแบงค์ เป็นนาฬิกา เป็นตู้เซฟ มาทำให้มันเป็นฟิวชั่น ในแบบ Futuristic เราได้นำพาร์ทของนาฬิกามาอินสปาย ก็จะมีพวกเฟือง พวกองค์ประกอบต่างๆ ในนาฬิกาเอามาดีไซน์ร้านสาขานี้ครับ เราตั้งใจให้ทุกสาขามีความแตกต่างกัน แต่ก็ยังคงอยู่ในคอนเซ็ปต์ของสีทอง ให้คนรับรู้ว่า ร้านนี้ไม่ใช่แค่ขายรองเท้า เราทำ Retail Business ที่คนภายนอกจะมองว่า เออ มันคูลนะ เหมาะสมที่จะเป็น Destination ที่ควรมา”
SNEAKER BOUTIQUE
   “นอกจากสนีกเกอร์ก็จะมีเสื้อผ้า ที่เป็น Streetwear แต่ว่าในแต่ละสาขามันจะเป็น Brands - Mixed ที่ไม่เหมือนกัน อย่างร้านนี้เราก็จะจับกลุ่มชาวต่างชาติที่เป็น Expat ส่วนคนไทยก็จะอยู่ในกลุ่มที่ชื่นชอบ กิน ดื่ม เที่ยว แถวทองหล่อ ลูกค้าที่เข้ามาในร้านนี้ก็เป็นคนที่ตั้งใจจะมาที่นี่จริงๆ ฉะนั้นสินค้าที่มีก็จะ Exclusive หน่อย อย่างเช่น ในชั้นสองของเราก็จะเป็นสินค้าพวก Y-3 สินค้าที่ราคามันสูงๆ หน่อย แบรนด์ที่มีก็จะ Medium to High ครับ ส่วนสาขาอื่นก็จะเป็นลูกค้าอีกกลุ่มนึง สินค้าก็จะเป็นอีกแบบนึง คือมันจะต่างกันด้วย Consumer Base สังเกตได้จาก สีของรองเท้า โมเดล ฯลฯ”
FLAGSHIP STORE ที่เน้นการ DESIGN
   “ดีไซเนอร์ของร้านเราทุกสาขาเป็นคนเดียวกัน เป็นชาวสเปนที่เก่งมาก ชื่อว่า Chu Uroz ศิลปินและสถาปนิกจาก External Reference Architects บริษัทออกแบบชื่อดังจากเมืองบาเซโลนา ประเทศสเปน เค้าจะเชี่ยวชาญเรื่อง Mapping, Visual และงานเกี่ยวกับอาร์ต ซึ่งเรามองว่าไลฟ์สไตล์เค้าโคตรเฟี้ยวเลย วันแรกที่เราไปปรึกษาเค้าว่า เราจะเปิดร้าน จะต้องดีไซน์ยังไงดี จากนั้นเค้าก็วาดอะไรต่างๆ ในหัวเค้าออกมาภายในห้านาทีเท่านั้น แล้วก็ให้เราไปต่อยอดเอาอีกที ในสาขาทองหล่อ The Clockwork นี้ ถ้าเข้ามาดูจริงๆ จะเห็นได้ว่า มันมีจะค่อนข้าง Complex มาก จริงๆ สำหรับสาขานี้ใช้เวลานานมาก ถ้านับตอนนี้ก็ประมาณสองปีแล้ว เพราะความยากของมันอยู่ที่ Construction Drawing มันมีดีเทลเยอะมาก แมททีเรียลแต่ละอย่างก็ต้องเลือกอย่างละเอียด มันเลยช้าที่เราต้องมา Adapt ให้มันลงตัว อย่างเช่น น็อตยึดก็มีความจำเป็นต้องหาน็อตเบอร์ M 22 ตัวนึงก็หนักมาก บางทีเราก็มาปรับให้มันบาลานซ์กันระหว่างฟังก์ชั่นกับแฟชั่นครับ”
ชั้น 1 จะเป็นสินค้าประเภท SNEAKER โดยเฉพาะ
ชั้น 2 จะเป็นสินค้าประเภท เสื้อผ้า และ Accesories
ชั้น 3 สำหรับ Brand Activation
ชั้นดาดฟ้า สำหรับจัดปาร์ตี้เล็กๆ ตามโอกาสต่างๆ ของทางร้าน
  “ที่ต้องดีไซน์กันขนาดนี้ เพราะเราอยากให้ลูกค้าของเราได้รับ Experience อื่นๆ ด้วย ที่มันมากกว่าการเดินดูรองเท้าแล้วก็จบ ขายรองเท้าใครๆ ก็ขายได้ เพียงแต่ว่าโจทย์ของเราคือทำยังไงให้ร้านมันดูมีอะไรให้ค้นหา”
แพสชั่น / แรงบันดาลใจ / เป้าหมาย
   “ถ้าพูดถึงเรื่อง Passion และ Inspiration เนี่ย คือมันเป็นสิ่งที่เราคลุกคลีกับมันมาอยู่ตลอด เหมือนเป็น Hobby เราไม่ได้รู้สึกว่าเห็นอันนี้แล้วอยากเปิด แต่มันเป็นเรื่องของจังหวะที่มันเข้ามามากกว่า เราเปิดที่นี่นับเป็นปีที่ 5 แล้วครับ เราไม่ได้เริ่มจากการมีทุน เราเริ่มจากศูนย์เลย ณ DAY1 ผมก็ถือเป็นพนักงานคนเดียวในร้าน ดูแลทุกอย่างแล้วก็ขยับขยายมาเรื่อยๆ จนทุกวันนี้มันก็ถือว่ามันอยู่ในจุดที่เราตั้งเป้าไว้ โปรเจกท์ต่อไปก็จะเป็นเรื่องของการ Maintain Business ให้มันไปต่อ เป้าหมายต่อไปก็คือการทำแบรนด์ให้แข็งในเมืองไทย คือเราแข็งในอินเตอร์เนชั่นแนลแล้ว แต่สำหรับในประเทศไทยเองเรายังถือว่า Weak อยู่ อาจจะมีโปรเจกท์สนุกๆ ให้เห็นหลังจากนี้ พวก Collaboration ต่างๆ ที่จริงก็ชื่นชอบรูปแบบของร้านที่เป็น Hybrid กับ Business อื่นด้วยครับ”
ติดตามข่าวสาร และตามอัพเดตเทรนด์ Streetwear ของ 24 KILATES ได้ที่ www.24-kts-bkk.com