
ช่วงคาบเกี่ยวระหว่างยุค 90 ต่อไปถึงยุคมิลเลียนเนี่ยม ถือเป็นช่วงปีที่หลายคนถวิลหาและจำช่วงเวลาเหล่านั้นได้ดี ความสุดเหวี่ยง จากปลายยุค 80 ที่ค่อยๆเลือนหายไป ขณะที่โลกดิจิตอลยังคงเป็นเพียงแค่คำทำนายและมองไม่เห็น เราถูกหล่อหลอมรสนิยมและการใช้ชีวิตผ่านดนตรีจากสองทวีปที่มีอิทธิพลต่อคนทั่วโลกอย่าง กรันจ์จากฝั่งอเมริกา และบริทพ๊อพของเกาะอังกฤษ มันเป็นทศวรรษที่ไร้กฏเกณฑ์ใดๆ มีพลังและจัดจ้านที่สุดยุคหนึ่ง นั่นนำมาซึ่งจุดเปลี่ยนของวัฒนธรรมต่างๆจนถึงปัจจุบัน และมันยังคงวนเวียนอยู่ในชีวิต อยู่ในเพลย์ลิสต์เก่าเก็บ รอคอยการ กลับมาเป็นเพลงโปรดของเราอีกครั้ง
คอลัมน์ MUSIC ใน EVERYTHING วันนี้ ขอย้อนไป 21 ปีที่แล้ว เราฟังอะไรกันบ้างในปี 1998 แล้วพวกเขาทำอะไรกันอยู่ในปี 2019 นี้ หวังว่าทุกคนจะคิดถึงพวกเขาเหมือนที่เราคิดถึง



วงร็อคมากฝีมือจากหลุยส์เซียน่าวงนี้ แม้จะไม่ได้รู้จักกันในวงกว้างนัก แต่พวกเขาคือหนึ่งในตำนานของวงการเพลงอเมริกันและเป็นแรงบันดาลใจของนักดนตรีรุ่นหลังมากมาย
In The Aeroplane Over The Sea อัลบั้มลำดับที่สองของพวกเขา คือคำสารภาพของความอัดอั้นตันใจที่วงอยากพูดถึงพระเจ้าแต่ไม่ได้เจาะจงเอ่ยถึงพระองค์อย่างชัดเจน เหตุการณ์ต่างๆ ที่ตอกย้ำว่านี่คือเรื่องน่าขันสำหรับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง, การเห็นเพื่อนรักผู้จากไปตลอดกาล, ความรุนแรงในครอบครัว, และการกล่าวอ้างถึงความรักของพระเจ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง
แม้ว่าเนื้อหาจะไม่จรรโลงนัก แต่ดนตรีของพวกเขากลับแฝงความอ่อนโยน ความเรียบง่ายกลายเป็นเสน่ห์ของ Neutral Milk Hotel ที่ยากจะเลียนแบบ กีต้าร์ไฟฟ้าเคล้าเสียงกีต้าร์โปร่ง เบนโจ และ เบสไลน์ ถูกกลั่นออกมาจากไอเดียของ Jeff Mangum หัวหอกของวง แม้ว่างานของพวกเขาจะได้รับคำชมจากกูรูมากมาย แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมและข้อจำกัดของสื่อในยุคนั้น มันง่ายมากที่อัลบั้มดีๆจะถูกลืมออกจากสารบบในปีต่อๆ มา
แต่สำหรับ In The Aeroplane Over the Sea มันคืองานที่สักวันเราจะกลับมาคิดถึง หากครั้งหนึ่งคุณเคยได้ยินงานของพวกเขาที่ไหนก็ตาม
In The Aeroplane Over The Sea อัลบั้มลำดับที่สองของพวกเขา คือคำสารภาพของความอัดอั้นตันใจที่วงอยากพูดถึงพระเจ้าแต่ไม่ได้เจาะจงเอ่ยถึงพระองค์อย่างชัดเจน เหตุการณ์ต่างๆ ที่ตอกย้ำว่านี่คือเรื่องน่าขันสำหรับโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง, การเห็นเพื่อนรักผู้จากไปตลอดกาล, ความรุนแรงในครอบครัว, และการกล่าวอ้างถึงความรักของพระเจ้าที่อาจไม่มีอยู่จริง
แม้ว่าเนื้อหาจะไม่จรรโลงนัก แต่ดนตรีของพวกเขากลับแฝงความอ่อนโยน ความเรียบง่ายกลายเป็นเสน่ห์ของ Neutral Milk Hotel ที่ยากจะเลียนแบบ กีต้าร์ไฟฟ้าเคล้าเสียงกีต้าร์โปร่ง เบนโจ และ เบสไลน์ ถูกกลั่นออกมาจากไอเดียของ Jeff Mangum หัวหอกของวง แม้ว่างานของพวกเขาจะได้รับคำชมจากกูรูมากมาย แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมและข้อจำกัดของสื่อในยุคนั้น มันง่ายมากที่อัลบั้มดีๆจะถูกลืมออกจากสารบบในปีต่อๆ มา
แต่สำหรับ In The Aeroplane Over the Sea มันคืองานที่สักวันเราจะกลับมาคิดถึง หากครั้งหนึ่งคุณเคยได้ยินงานของพวกเขาที่ไหนก็ตาม
Recommend Tracks : In The Aeroplane Over the Sea, Communist Daughter, King of Carrot Flowers Pt. 1
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : Jeff Mangum ช่วยโปรเจ็กท์ของ Astra Taylor ภรรยาของเขาที่เป็นนักเขียนและผู้กำกับหนัง ทำดนตรีประกอบสารคดีชื่อ “What Is Democracy?” และยังออกทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นงานและกิจกรรมเพื่อสังคม
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : Jeff Mangum ช่วยโปรเจ็กท์ของ Astra Taylor ภรรยาของเขาที่เป็นนักเขียนและผู้กำกับหนัง ทำดนตรีประกอบสารคดีชื่อ “What Is Democracy?” และยังออกทัวร์คอนเสิร์ตอยู่ประปราย ส่วนใหญ่เป็นงานและกิจกรรมเพื่อสังคม



“การเติบโตมาในวัฒนธรรมฝรั่งเศส มันไม่เหมาะกับการทำดนตรีร็อคหรอก” Nicolas Godin เคยกล่าวไว้ครั้งหนึ่ง “มันเหมือนคนอังกฤษที่พยายามผลิตไวน์ของตัวเองน่ะ” เมื่อรู้ศักยภาพของตัวเองแบบนั้น กอร์ดินและคู่หูของเขาอย่างJean Benoît Dunckel จึงขอก้าวข้ามผ่านความร็อคดุดันทั้งหลายนี้และมุ่งมั่นทำดนตรีที่พวกเขาถนัดอย่างอิเล็กโทร-พ๊อพตั้งแต่อัลบั้มแรก
แต่สำหรับMoon Safari เราจะได้ยินงานกรั๊นจ์บางๆและนู-เมทัลประปรายควบคู่ไปกับงานพ๊อพจากยุค60, แจ๊สฟังง่ายและเพลงบรรเลงที่เบ่งบานต้อนรับแนวดนตรีเต้นรำ เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับวงการในช่วงปีนั้น มันไม่เหมือนกับการพยายามทำเพลงแด๊นซ์อย่างตรงไปตรงมา แต่ AIR นำเอาความสุนทรีย์แบบคนฝรั่งเศสมายำใส่ในงานของพวกเขาจนเกิดเป็นซิกเนเจอร์ และคำจำกัดความใหม่ของวงการดนตรี ซึ่งมันเป็นคนละอย่างกับที่ Daft Punk ทำ
สรรพเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมือล้ำสมัย แปลกหูในยุคนั้น สะกดเราไว้ให้ตั้งใจฟังเพลงทั้งหมดแบบไม่ต้องคิดอะไร ซึ่งความหวือหวาแปลกใหม่นี้ กลายเป็นวลีที่เราอาจะพูดได้ว่า “นึกถึงวงฝรั่งเศส เราจะนึกถึงใคร ถ้าไม่ใช่ AIR”
Moon Safari สะท้อนถึงการเปิดใจและยอมรับในวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งนั่นปลุกกระแส French House ให้โด่งดังไปทั่วโลกและสร้างพื้นที่ให้กับพวกเขาเองอย่างมั่นคงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
แต่สำหรับMoon Safari เราจะได้ยินงานกรั๊นจ์บางๆและนู-เมทัลประปรายควบคู่ไปกับงานพ๊อพจากยุค60, แจ๊สฟังง่ายและเพลงบรรเลงที่เบ่งบานต้อนรับแนวดนตรีเต้นรำ เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับวงการในช่วงปีนั้น มันไม่เหมือนกับการพยายามทำเพลงแด๊นซ์อย่างตรงไปตรงมา แต่ AIR นำเอาความสุนทรีย์แบบคนฝรั่งเศสมายำใส่ในงานของพวกเขาจนเกิดเป็นซิกเนเจอร์ และคำจำกัดความใหม่ของวงการดนตรี ซึ่งมันเป็นคนละอย่างกับที่ Daft Punk ทำ
สรรพเสียงจากเครื่องไม้เครื่องมือล้ำสมัย แปลกหูในยุคนั้น สะกดเราไว้ให้ตั้งใจฟังเพลงทั้งหมดแบบไม่ต้องคิดอะไร ซึ่งความหวือหวาแปลกใหม่นี้ กลายเป็นวลีที่เราอาจะพูดได้ว่า “นึกถึงวงฝรั่งเศส เราจะนึกถึงใคร ถ้าไม่ใช่ AIR”
Moon Safari สะท้อนถึงการเปิดใจและยอมรับในวัฒนธรรมอื่นๆ ซึ่งนั่นปลุกกระแส French House ให้โด่งดังไปทั่วโลกและสร้างพื้นที่ให้กับพวกเขาเองอย่างมั่นคงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
Recommend Tracks : La Femme d’argent, Sexy Boy, Remember
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : Godin ยังคงง่วนอยู่กับงานในสตูดิโอใหม่ของเขาในปารีส...Dunckel ก็เช่นกัน
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : Godin ยังคงง่วนอยู่กับงานในสตูดิโอใหม่ของเขาในปารีส...Dunckel ก็เช่นกัน



ท่ามกลางวงดนตรีที่เคยเฉิดฉายในยุค 90 หนึ่งในบรรดาตัวท๊อปแห่งวงการที่เรายังกล้าเรียกพวกเขาว่า “ตัวแสบ” อย่าง Shed Seven ก็ถือว่าเป็นวงที่รักษามาตรฐานของตัวเองได้อย่างยาวนานพอสมควร นอกเหนือจาก 4 จตุรเทพอย่าง Oasis, Blur, Suede และ Pulp
อัลบั้มที่สามหลังจาก Change Giver และ A Maximum High ที่สร้างความฮือฮาในปี 1994 และ 1996 ตามลำดับ สองปีผ่านไปพวกเขากลับมาพร้อมอัลบั้มที่ชื่อ Let It Ride ที่มีซิงเกิ้ลอย่าง Chasing Rainbows, Devil In Your Shoes, She Left Me On Friday หรือ The Heroes ที่ทางวงเพิ่งปล่อยคลิปวีดีโอ Anniversary ออกมาอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ทางเฟซบุ๊กของวง
Let It Ride คือพัฒนาการในรูปแบบก้าวกระโดดของพวกเขา หากเทียบกับวงอื่นๆที่ยังง่วนอยู่กับการจัดการตัวเองว่าจะรับมืออย่างไรกับดนตรีอเมริกันที่กำลังจะเข้ามายึดครองวงการดนตรีอังกฤษ รวมทั้งดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แต่พวกเขาปล่อยให้ Let It Ride จัดการตัวของมันเองและมีพื้นที่แบบพอดิบพอดีในแบบที่มันควรจะเป็น การลดความคะนองแบบวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้แฟนๆ ของวงบางส่วนหายไป แต่ขณะเดียวกัน Shed Sevenได้แฟนเพลงกลุ่มใหม่จากซิงเกิ้ลที่กล่าวมาข้างบนเช่นกัน การมีเพลงฮิตสลับกับเพลงที่ฟังกี่ครั้งเราก็ยัง “เฉยๆ” แต่นั่นคือส่วนผสมที่ลงตัวของอัลบั้มนี้และมันยังทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีตลอด 21 ปีที่ผ่านมา
อัลบั้มที่สามหลังจาก Change Giver และ A Maximum High ที่สร้างความฮือฮาในปี 1994 และ 1996 ตามลำดับ สองปีผ่านไปพวกเขากลับมาพร้อมอัลบั้มที่ชื่อ Let It Ride ที่มีซิงเกิ้ลอย่าง Chasing Rainbows, Devil In Your Shoes, She Left Me On Friday หรือ The Heroes ที่ทางวงเพิ่งปล่อยคลิปวีดีโอ Anniversary ออกมาอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ทางเฟซบุ๊กของวง
Let It Ride คือพัฒนาการในรูปแบบก้าวกระโดดของพวกเขา หากเทียบกับวงอื่นๆที่ยังง่วนอยู่กับการจัดการตัวเองว่าจะรับมืออย่างไรกับดนตรีอเมริกันที่กำลังจะเข้ามายึดครองวงการดนตรีอังกฤษ รวมทั้งดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ แต่พวกเขาปล่อยให้ Let It Ride จัดการตัวของมันเองและมีพื้นที่แบบพอดิบพอดีในแบบที่มันควรจะเป็น การลดความคะนองแบบวัยรุ่น ซึ่งอาจทำให้แฟนๆ ของวงบางส่วนหายไป แต่ขณะเดียวกัน Shed Sevenได้แฟนเพลงกลุ่มใหม่จากซิงเกิ้ลที่กล่าวมาข้างบนเช่นกัน การมีเพลงฮิตสลับกับเพลงที่ฟังกี่ครั้งเราก็ยัง “เฉยๆ” แต่นั่นคือส่วนผสมที่ลงตัวของอัลบั้มนี้และมันยังทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีตลอด 21 ปีที่ผ่านมา
Recommend Tracks : The Heroes, Chasing Rainbows, Devil In Your Shoes
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : พวกเขาออกทัวร์อีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า Shedcember 19 โดยมีวงรุ่นน้องอย่าง THE TWANG เล่นเป็นวงเปิด
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : พวกเขาออกทัวร์อีกครั้ง โดยใช้ชื่อว่า Shedcember 19 โดยมีวงรุ่นน้องอย่าง THE TWANG เล่นเป็นวงเปิด



ถึงแม้ว่าวันนี้ Elliott Smith จะจากเราไปแล้ว แต่มีสิ่งเดียวที่เขาสามารถสื่อสารกับเราตลอดเวลา คือส่งต่อความเศร้าและความปวดร้าวนี้ให้ใครก็ได้ที่กดไปฟังเพลงของเขา
XO ไม่ได้เป็นอัลบั้มที่เพราะที่สุดของเอลเลียต แต่มันคือช่วงเวลาที่เขาพยายามก้าวออกมาจากโลกใบเดิมอันแสนทุกข์ระทมสู่โลกแห่งความเป็นจริง เขาทำความเข้าใจอย่างหนักและเรียนรู้ที่จะรับมือกับสภาวะต่างๆ ไปจนถึงความสับสนในตัวเองหลังจากการใช้ยาเสพย์ติดอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน
ดนตรีแบบอเมริกัน-โฟล์กในตำนาน ที่เราสามารถได้ยินไลน์กีต้าร์ไฟฟ้าพร้อมกับอะคูสติกกีต้าร์สวยๆได้จากเพลง Sweet Adeline เพลงแรกของอัลบั้ม หรือ Waltz #1 ที่อบอวลไปด้วยซาวด์เปียโนหวานหยดจนแทบสามารถเป็นสกอร์หนังสักเรื่องได้อย่างสบาย
แต่ชีวิตจริงของเอลเลียตไม่สวยงามอย่างนั้น การต่อสู้กับตัวเองเพื่อลบความคิดบางอย่างเพื่อมากลบเกลื่อนการพูดถึงเรื่องราวของตัวเองมากเกินไป สุดท้ายแล้วเราพบความจริงว่า สิ่งเดียวที่ยังอยู่นอกวงจรของแสงสว่างนั้นก็คือตัวเขาเอง
” Tomorrow and everyday. There’s nothing here that you’ll miss” ในแทรคสุดท้ายอย่าง “ I Didn’t Understand”
หนึ่งในเนื้อเพลงที่ทำให้เราไม่ถือโทษโกรธอะไรกับการตัดสินใจของเขาเมื่อ 16 ปีก่อน ทุกเพลงใน XO หลอกล่อและเล่นตลกกับหัวใจของเราด้วยเมโลดี้สวยงามต่างๆ เพราะสำหรับเขา มันไม่ง่ายเลยที่จะข้ามผ่านความรู้สึกนี้โดยลำพัง ซึ่งเขาได้ยืนยันแล้วว่าความอ้างว้างนี้มันเลวร้ายแค่ไหน
แต่ชีวิตจริงของเอลเลียตไม่สวยงามอย่างนั้น การต่อสู้กับตัวเองเพื่อลบความคิดบางอย่างเพื่อมากลบเกลื่อนการพูดถึงเรื่องราวของตัวเองมากเกินไป สุดท้ายแล้วเราพบความจริงว่า สิ่งเดียวที่ยังอยู่นอกวงจรของแสงสว่างนั้นก็คือตัวเขาเอง
” Tomorrow and everyday. There’s nothing here that you’ll miss” ในแทรคสุดท้ายอย่าง “ I Didn’t Understand”
หนึ่งในเนื้อเพลงที่ทำให้เราไม่ถือโทษโกรธอะไรกับการตัดสินใจของเขาเมื่อ 16 ปีก่อน ทุกเพลงใน XO หลอกล่อและเล่นตลกกับหัวใจของเราด้วยเมโลดี้สวยงามต่างๆ เพราะสำหรับเขา มันไม่ง่ายเลยที่จะข้ามผ่านความรู้สึกนี้โดยลำพัง ซึ่งเขาได้ยืนยันแล้วว่าความอ้างว้างนี้มันเลวร้ายแค่ไหน
Recommend Tracks : Tomorrow Tomorrow, Waltz #2 (XO), Oh Well, OK,
เขาทำอะไรในปี 2019? : Sleep In The Sunshine Since 2003…RIP
เขาทำอะไรในปี 2019? : Sleep In The Sunshine Since 2003…RIP



หากไม่มีงานชุดนี้ของ Mick D, Ad-Rock, และ MCA สามตัวป่วนจากนิวยอร์ก แร็ปเปอร์ผิวขาวที่เปลี่ยนแปลงวงการเพลงไปตลอดกาล เราก็คงพลาดความจัดจ้านที่สุดแห่งปี 1998 ไปอย่างน่าเสียดาย เพราะ “Hello Nasty” ผลงานลำดับที่ 5 ของBeastie Boys คือเป็นตัวแทนของความวุ่นวายในสังคมและวัฒนธรมอเมริกันช่วงนั้น อัลบั้มของพวกเขาไม่เคยถูกตัดออกให้เหลือเพียง 10 เพลงแบบศิลปินทั่วไป ดังนั้นความเออะมะเทิ่งจาก 22 เพลง ความยาวเกือบ 70 นาทีนี้ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์บางอย่างให้กับการเข้าสู่ปี 2000 ได้ดีเหลือเกิน
ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับฮิปฮอปคัลเจอร์ เพราะก่อนหน้าเรามีงานโอล-สคูล (Old-School) Run DMC หรือ A Tribe Called Quest มาปูทางไว้ให้ก่อนแล้ว แต่ Beastie Boys คือความลงตัวของภาพลักษณ์และดนตรี งานที่อัดแน่นไปด้วยเสียงสแครซเอี๊ยดอ๊าดหนวกหูแต่โคตรมัน สำเนียงการแร็ปแบบคนขาวยียวนกวนประสาท ที่แสดงแสนยานุภาพให้กับกลุ่มแฟนเพลงผู้คลั่งไคล้แนวเพลงแร็ป-ฮิปฮอปที่ต้องการหาทางเลือกใหม่ หรือความแตกต่างบางอย่างที่ไม่เคยได้ยินจากศิลปินผิวสีก่อนหน้านี้ Hello Nasty คือการอยู่ด้วยกันอย่างสันติของดนตรีฮาร์ดคอร์, ดิสโก้, อิเล็กโทร, ฟังก์ หรือแม้กระทั่งเซอร์ไพรส์กลางอัลบั้มที่มีกรู๊ฟสวยๆแบบลาตินในเพลง “Song For Junior” และ “ I Don’t Know”
ความหรรษาของอัลบั้มนี้มอบความตื่นเต้นให้เราได้ทุกเมื่อไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแล้ว 21 ปี บางแทร็คที่วงพูดเพื่อสื่อสารกับคนฟังก่อนตัดเข้าเพลงถัดไป เป็นความตื่นตาตื่นใจและชักจูงฟังวนไปเรื่อยๆแบบไม่รู้เบื่อ เพราะบางที 70 นาทีที่เราว่านาน ตอนนี้มันอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ
ไม่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับฮิปฮอปคัลเจอร์ เพราะก่อนหน้าเรามีงานโอล-สคูล (Old-School) Run DMC หรือ A Tribe Called Quest มาปูทางไว้ให้ก่อนแล้ว แต่ Beastie Boys คือความลงตัวของภาพลักษณ์และดนตรี งานที่อัดแน่นไปด้วยเสียงสแครซเอี๊ยดอ๊าดหนวกหูแต่โคตรมัน สำเนียงการแร็ปแบบคนขาวยียวนกวนประสาท ที่แสดงแสนยานุภาพให้กับกลุ่มแฟนเพลงผู้คลั่งไคล้แนวเพลงแร็ป-ฮิปฮอปที่ต้องการหาทางเลือกใหม่ หรือความแตกต่างบางอย่างที่ไม่เคยได้ยินจากศิลปินผิวสีก่อนหน้านี้ Hello Nasty คือการอยู่ด้วยกันอย่างสันติของดนตรีฮาร์ดคอร์, ดิสโก้, อิเล็กโทร, ฟังก์ หรือแม้กระทั่งเซอร์ไพรส์กลางอัลบั้มที่มีกรู๊ฟสวยๆแบบลาตินในเพลง “Song For Junior” และ “ I Don’t Know”
ความหรรษาของอัลบั้มนี้มอบความตื่นเต้นให้เราได้ทุกเมื่อไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแล้ว 21 ปี บางแทร็คที่วงพูดเพื่อสื่อสารกับคนฟังก่อนตัดเข้าเพลงถัดไป เป็นความตื่นตาตื่นใจและชักจูงฟังวนไปเรื่อยๆแบบไม่รู้เบื่อ เพราะบางที 70 นาทีที่เราว่านาน ตอนนี้มันอาจจะน้อยไปด้วยซ้ำ
Recommend Tracks : Intergalactic, Super Disco Breakin’, I Don’t Know
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : หลังการจากไปของ MCA เมื่อปี 2012 ล่าสุดทางวงได้ปล่อย Deluxe Version ของอีกอัลบั้มที่ดีที่สุดของพวกเขาชื่อ ”To the 5 Boroughs” เป็นการฉลองครบรอบ 15 ปีไปเมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อม 15 ซิงเกิ้ลพิเศษอัดแน่นตามสไตล์ Beastie Boys.
พวกเขาทำอะไรในปี 2019? : หลังการจากไปของ MCA เมื่อปี 2012 ล่าสุดทางวงได้ปล่อย Deluxe Version ของอีกอัลบั้มที่ดีที่สุดของพวกเขาชื่อ ”To the 5 Boroughs” เป็นการฉลองครบรอบ 15 ปีไปเมื่อต้นอาทิตย์ที่ผ่านมา พร้อม 15 ซิงเกิ้ลพิเศษอัดแน่นตามสไตล์ Beastie Boys.