คราวที่แล้ว IAMEVERYTHING ทิ้งท้ายกันไว้กับ 5 อัลบั้มจากปี 1998
และสัปดาห์นี้ เราขอพาทุกคนย้อนกลับไปในปีนั้นอีกครั้งกับ 5 อัลบั้มแนะนำที่เราอยากให้คุณกลับไปฟังอีกรอบพร้อมๆกัน
  ในปี 1995 หลังที่พวกเขาประสบความสำเร็จสูงสุดกับ “Mellon Collie and The Infinite Sadness” พวกเขาผ่านเรื่องราวมากมายจนกระทั่งพยายามดันอัลบั้มใหม่ "Adore" ในปี 1998 มาจนได้ แต่มันมาในซาวนด์ที่เปลี่ยนไป เมื่อเทียบกับ 3 อัลบั้มก่อนหน้านี้ แม้จะมีซิงเกิ้ลที่ประสบความสำเร็จอย่าง "Ava Adore" และเพลงโปรดของหลายๆคนอย่าง "Perfect" แต่ก็ใช้เวลาพอสมควรกว่าที่แฟนของพวกเขาในยุคแรกจะเปิดใจยอมรับ มันเป็นเรื่องยากที่จะกลับมายิ่งใหญ่แบบที่พวกเขาเคยเป็น แต่ Adore คือสัญลักษณ์และจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ The Smashing Pumpkins ก่อนที่พวกเขาจะยุบวงในต้นปี 2000 บิลลี่ คอร์แกน ฟอร์มวงใหม่ที่ชื่อ Zwan และความวุ่นวายในวงจนต้องเปลี่ยนสมาชิกของวงอยู่หลายรอบ หรือแม้กระทั่งการเสียมือกีต้าร์อย่าง เจมส์ ไอฮาไปหลายปี แต่ในที่สุดพวกเขาก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้งมื่อปีที่ผ่านมานี้สร้างความฮือฮาและปลื้มปริ่มต่อแฟนทั่วโลก
  หากฟังอย่างตั้งใจอีกรอบ เราจะพบว่าความมหัศจรรย์ของ Adore ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เพลงแรกอย่าง To Sheila เราสามารถได้กลิ่นซาวด์แบบ 1979 ซินธ์พ๊อพผสมอิเล็กทรอนิกส์ นุ่มนวลแบบคาดไม่ถึง ความอินโนเซ้นท์แบบที่พวกเขาอยากจะกล่อมเกลาความรู้สึกเกรี้ยวกราดที่พวกเขาเคยส่งต่อมาผ่านบทเพลง
  เวลาผ่านไป เรากลับพบว่า ADORE คือ 1 อัลบั้มที่ย่อยง่ายที่สุดของพวกเขา อะคูสติกกีต้าร์สวยงามจากเจมส์ หรือแม้กระทั่งเบสไลน์สวยๆจาก ดาซีส์ เรตสกี ทุกอย่างมันค่อนข้างสมบูรณ์ ถึงแม้จะไม่ถูกพูดถึงมากนัก แต่ผ่านมา 21 ปีแล้ว หลายๆเพลงในนี้ก็ทำให้เราไม่ลืมชื่อของ The Smashing Pumpkins และไม่มีอะไรจะเซอร์ไพร้ส์เรามากไปกว่านี้อีกแล้ว
Recommend Tracks : Perfect, To Sheila, For Martha

  เป็นเวลา 36 ปีแล้วที่ Madonna หรือ Madonna Louise Ciccone ทำงานอยู่ในวงการมายานี้ เธอเริ่มต้นชีวิตการเป็น Superstar ตั้งแต่ปี 1982 มีการตั้งฉายาให้เธอในหลายชื่อด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียกร้องสิทธิสตรี นักร้องส้มหล่น เจ้าแม่เพลงพ๊อพ เจ้าแม่หนังเกรดบี สตรีผู้สร้างข่าวฉาวได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์คนหนึ่งของวงการ หรืออีกหลายชื่อที่ไม่ได้กล่าวมา ชื่อทุกชื่อล้วนเป็นคำที่คุ้นเคยต่อมาดอนน่าตามสื่อต่างๆ แต่มีอยู่ 1 ชื่อที่ตัวเธอเองไม่เคยได้รับการเรียกจากใครเลย จนกระทั้งเมื่อเธอให้กำเนิดลูกสาว ลอเดส มาเรีย ออง ชิโคเน่ ออกมาลืมตาดูโลก และเธอเองได้รับการถูกเรียกว่า “แม่” ตั้งแต่นั้นมา ซึ่งดูเหมือนเป็นคำที่ตัวเธอเรียกร้องมาตลอดชีวิตของเธอ
  อัลบั้ม Ray of Light ในปี 1998 ไม่ใช่ชื่อแรกที่ถูกตั้งขึ้นเพื่ออัลบั้มนี้ ก่อนหน้านี้มันเคยมีชื่อว่า Mantra, Suta เพื่อให้ผู้คนรับรู้ได้ทันทีว่าการเรียนโยคะมีอิทธิพลกับเธอเพียงไหน เธอเลิกใส่ใจถ้างานชิ้นนี้ของเธอจะล้มเหลวไม่เป็นท่าในตลาดใหญ่ และคนที่จำภาพเธอกับอัลบั้ม Erotica จะไม่ถูกใจสิ่งนี้ ครั้งแรกที่ซิงเกิ้ลอย่าง Frozen ออกอากาศทางช่องดนตรีสมัยนั้น ทำให้หลายคนแปลกใจแต่ไม่ชินกับ Madonna ในลุคนี้ขาว-ดำนี้เท่าไหร่ เครื่องสายบรรเลงขึ้นอย่างช้าๆ เย็นยะเยือกและน่าเกรงขาม ในเนื้อเพลงมีการอุปมาอุปไมยได้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความรัก หรืออีกสองซิงเกิ้ลฮิตอย่าง Ray of Light
  อินโทรของกีต้าร์สวยๆปนซาวด์อิเล็กทรอนิกส์แบบที่เราไม่คุ้นเคยในงานไหนๆของมาดอนน่ามาก่อน หรือ Nothing Really Matters ที่เธอลงทุนทาหน้าขาว ใส่กิโมโนสีแดงสดของเพื่อนรัก ฌอง พอล โกลติเยร์ ที่ออกแบบให้เฉพาะกิจ อัลบั้มนี้เป็นการค้นพบตัวตนที่ลงตัวทางดนตรีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของมาดอนน่าและโปรดิวเซอร์ วิลเลี่ยม ออบิท เป็นชัยชนะที่หาใครเสมอเหมือน และแน่นอนนี่อาจจะเป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเธอ เพราะ Ray of light มีทุกอย่างเท่าที่อัลบั้มดีๆอัลบั้มหนึ่งจะมีได้

Recommend Tracks : Frozen, Ray of Light, Shanti/Ashtangi

  ในปลายยุค 90 ไม่มีใครไม่รักอัลบั้มนี้ หรืออีกความหมายหนึ่ง อาจพูดได้ว่าถึงคุณจะไม่ได้ชอบ Fatboy Slim หรือ Norman Cook เป็นการส่วนตัว แต่เพลงใดเพลงหนึ่งในอัลบั้มนี้ต้องเป็น One Hit Wonder ของทุกคนในช่วงปีนั้นแน่ๆ
  You’ve Come a Long Way, Baby กับหน้าปกเด็กจ้ำม่ำใส่เสื้อรัดติ้วที่เรานึกว่านี่คือ Fatboy Slim ตัวจริงในเวลานั้น ดึงเราให้เข้าสู่โลกแห่งความหฤหรรษ์ของเขาแบบไม่รอช้า เริ่มต้นด้วย Right Here, Right Now อินโทรที่เปรียบได้กับบทสวดภาณยักษ์ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหน กับใคร ความสนุกแบบเกินเลยมักเกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อเพลงนี้เริ่มหน้าที่ของมัน เขาเข้าใจอารมณ์ของที่กำลังปาร์ตี้ บวกพื้นฐานการฟังเพลงที่หลากหลาย ตั้งแต่ New Wave ไปจนถึง Punk ทำให้งานและสไตล์การรีมิกซ์ของเขาโดดเด่นในเรื่องของการผสมผสานเอาความดิบและเนื้อแท้ของดนตรีเต้นรำที่หลากหลายเข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น เบรกบีท ร็อก ทรานซ์ เฮาส์ หรืออาร์แอนด์บี
  ดนตรีของคุกคือตรงกลางที่ใครก็สนุกกับมันได้ มันเป็นสรรพเสียงสุดมหัศจรรย์และพลังของดนตรีเต้นรำในช่วงยุคนั้น ความแพรวพราวในด้านเทคนิคและการนำเสนอที่คุกเคยกล่าวว่า “ผมขอทำเพลงแบบที่คนจะสนุกสุดเหวี่ยงและหัวเราะไปกับมัน ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใดเลย หรือแม้แต่จะโชว์ว่าผมกำลังพยายามเสี้ยมสอนอะไรใคร” ความสนุกและบันเทิงเริ่มต้นขึ้นทันทีเมื่อเรากดปุ่ม Play เพลงแรกยันเพลงสุดท้าย ที่ฟังจบแล้วถึงกับต้องร้องหายาดม ดนตรีของเขาคือสัญลักษณ์แห่งความสุดเหวี่ยงของปลายยุค 90 เป็น Intensive Course ของคนที่ไม่คิดจะฟังดนตรีเต้นรำ เป็นอัลบั้มที่เราสามารถหยิบมาฟังเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อคุณคิดถึงผู้ชายที่ชื่อ Fatboy Slim

Recommend Track : Praise You, Right Here Right Now, Rockafellar Skank
  Brian Hugh Warner นักร้อง ศิลปิน จิตรกร และอื่นๆไปจนถึงการเป็นนักแสดง เขาเป็นที่รู้จักในนาม Marilyn Manson ชื่อบนเวทีที่เกิดจากการผสมผสานของไอคอนทางวัฒนธรรมอเมริกันสองคน นั่นก็คือนักแสดงหญิงแห่งยุค 50 อย่างมาริลีน มอนโร และชาร์ลส์ แมนสัน ศิลปิน ผู้นำลัทธิ และฆาตรกรสุดโหดจากยุค 60 การจำแลงตัวเองให้เป็นเดวิด โบวี่หมายเลขสอง ความพิสดารของงานเสื้อผ้าหน้าผม มาพร้อมงาน Glam Rock อัดแน่นทั้งอัลบั้ม นั่นเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นหลังจากที่เรารู้จักเขาในฐานะศิลปินเฮฟวี่ เมทัลมาโดยตลอด
  ไม่แปลก...หากหลายคนจะรักอัลบั้มนี้มากเป็นพิเศษเพราะมันคือสิ่งที่แมนสันตั้งใจที่จะสร้างสรรค์มันออกมาให้ดีที่สุดโดยการช่วยเหลือจาก Michael Beinhorn และ Sean Beaven ปั้นแต่งให้ Mechanical Animals กลายเป็นยุคทองของเขา ซิงเกิ้ลแรกอย่าง The Dope Show คือการเปิดตัวอย่างหวือหวาและหลายคนทึ่งไปกับความปราณีตในพาร์ทดนตรีของเขาเป็นอย่างมาก แม้แต่ภาพยนตร์ Sci-Fi อย่าง The Matrix ก็ยังนำเอาเพลง Rock Is Dead มาเป็นเพลงประกอบ จนดังเป็นพลุแตกและคนเริ่มคุ้นเคยงานของแมนสันมากขึ้น ความเกรี้ยวกราดและการเป็นตัวแทนของความมืดดำ นำพาไปสู่การมีสาวกแฟนเพลงที่คลั่งในคาแรกเตอร์ของเขามากพอสมควรหลังจากนั้น รวมทั้งเหตุการณ์ความวุ่นวายและคดีสะเทือนขวัญต่างๆที่เกิดขึ้นหลังจากที่อัลบั้มนี้ถูกปล่อยออกมา ทุกคนมองว่าเขาคือตัวการและแรงจูงใจ
  แต่ลึกๆแล้วสิ่งที่บทเพลงสะท้อนออกมาคือความเปราะบางของจิตใจ มันถูกเติมแต่งด้วยซาวด์กีต้าร์ที่งดงาม เช่นเดียวกับภาพลักษณ์ภายนอกของแมนสัน หลายคนเกลียดชังในใบหน้าและความหลุดโลกแบบฉุดไม่อยู่ของเขา แต่หากได้เปิดใจรับฟังงานนี้สักหน่อย เราจะเข้าใจว่าคนอย่างมาริลีน แมนสัน ไม่ใช่ปีศาจร้ายบนโลกมนุษย์แต่งอย่างใด เพราะอย่างน้อยที่สุด สิ่งสวยงามที่เขามอบให้คนฟังอย่างเราก็ยังมีอยู่ เฉกเช่น Mechanical Animals
Recommend Track : The Dope Show, Rock Is Dead, I Don’t Like The Drugs (But The Drugs Like Me)

  ต้องขอบคุณภาพยนตร์เรื่อง Cruel Intentions ที่ทำให้ Every You Every Me ดังเปรี้ยงปร้างไม่แพ้ความแรงของบทภาพยนตร์เรื่องนี้ แน่นอนว่าไม่ใช่เพลงเดียว แต่ Without You I’m Nothing คือความทะเยอทะยานอย่างต่อเนื่องหลังจากที่ Plcebo ทำไว้อย่างน่าทึ่งกับอัลบั้มแรกของพวกเขาในปี 1996
  วง 3 ชิ้นจากเกาะอังกฤษที่สามารถไปโด่งดังในฝั่งอเมริกาได้ และความลึกลับของภาพลักษณ์บางอย่างของวงดันไปต้องตาโดนใจศิลปินระดับ Legend ผู้ล่วงลับอย่าง เดวิด โบวี่ ให้มาร่วมแสดงในเพลง Without You I’m Nothing ได้ จริตของ Placebo คือจุดเด่นที่ทำให้เขาแตกต่างกว่าใครๆ ถึงแม้ว่าพยายามจะสร้างคาแรคเตอร์ให้ตัวเองเป็นเพศที่สาม แต่บุคลิกของไบรอัน โมลโก คือการไว้เนื้อไว้ตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใครง่ายๆ
  Pure Morning คือความเท่ที่เราสัมผัสได้ทันทีเมื่อเริ่มฟังอัลบั้มนี้ “A friend in need’s a friend indeed, A friend with weed is better” ประโยคเด็ดที่กล่าวว่า “เพื่อนยามยากย่อมเป็นเพื่อนแท้ แต่เพื่อนที่มากับ xxx ล่ะ? มันดีกว่าอยู่แล้ว”
  และเพลงอื่นๆ ที่แทรกอารมณ์เกรี้ยวกราดที่เราจะได้ยินตลอดทั้งอัลบั้ม การเป็นตัวแทนความแสบสันแห่งยุค 90 การเขียนขอบตาดำ แฟชั่นไร้เพศเป็นสิ่งที่ทำให้ Without You I’m Nothing เป็นสัญลักษณ์แห่งการหลอกล่อให้เราจมดิ่งไปตามความหมายของชื่อวง ถึงแม้การกลับมาหลายๆครั้งของเขาจะทำให้เรารู้สึกไม่ประทับใจนัก แต่เราคงไม่ใจร้ายจนเกินไปที่จะไม่พูดถึงอัลบั้มนี้ ที่ยังคงความคลาสสิกตลอดกาล

Recommend Tracks : Pure Morning, Every You Every Me, Without You I’m Nothing