Photographer:
Kamthorn Paowattanasuk

Writer:
Tunyaporn Hongtong
ในขณะที่ค่าฝุ่นละออง PM2.5 กลางฤดูร้อนในภาคเหนือหลายจุด ยังคงอยู่ในเกณฑ์สีแดงและเหลือง อากาศทางภาคใต้ทั้งฝั่งตะวันออกและอันดามันกลับใสบริสุทธิ์ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ตัวเมืองมีขนาดเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับพื้นที่ สีเขียวรอบข้าง อย่างพัทลุง คุณภาพอากาศของที่นี่อยู่ในโซนสีเขียวเสมอ คลิกเข้าไปดูเมื่อไรก็อยู่ที่ 20 หรือ 30 ต้นๆ เท่านั้น
   ใครที่เคยมาพัทลุงคงรู้ดีว่าเพราะอะไร ถ้าขับรถล่องใต้ลงมาเรื่อยๆ คุณจะผ่านป่าเขาเขียวชอุ่ม สวนยางร่มครึ้ม และสวนปาล์ม ที่ช่วยทำให้บรรยากาศการขับรถรื่นรมย์มากเข้าไปอีก ถ้าบินมาลงตรัง คุณจะเห็นผืนป่าสีเขียวสุดลูกหูลูกตา ส่วนหนึ่งเป็นของเทือกเขาบรรทัด ทัศนียภาพที่หาได้ยากเต็มทนแล้วทางภาคเหนือ ต้องขอบคุณสภาพอากาศร้อนชื้นฝนชุกที่ทำให้ป่าเขียวขนาดนี้ และที่ลืมไปไม่ได้อีกอย่างนั่นคือ ขอบคุณชาวใต้ พระเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออะไรก็ตามที่ช่วยให้พื้นที่แห่งนี้รอดพ้นจากโครงการพัฒนาชาติหลากหลายที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจ แต่กัดกร่อนธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและวิถีชาวบ้านไม่หลงเหลือ... อย่างน้อยๆ ก็รอดพ้นมาจนถึงวันนี้
   แต่ก็ใช่ว่าป่าเขาเขียวเหล่านี้จะเป็นปอดแห่งเดียวของพัทลุงเสียเมื่อไร เพราะจังหวัดที่จัดเป็นเมืองท่องเที่ยวรองแห่งนี้ยังมีนาข้าว ป่าพรุ และทะเลสาบน้ำจืดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืชและสัตว์ อย่างหลังนี้เองที่เป็นจุด ท่องเที่ยวทางนิเวศวิทยาแห่งสำคัญของพัทลุงที่ดึงดูดคนรักธรรมชาติให้มาเยือน
ทะเลน้อย
ชื่อทะเลน้อย แต่ไม่ได้น้อยสมชื่อ เพราะมีผืนน้ำกว้างถึง 17,500 ไร่ และหากรวมพื้นที่ชุ่มน้ำโดยรอบก็มีขนาดถึง 285,625 ไร่ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ในจังหวัดพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช การล่องเรือหางยาวชมทะเลน้อยยามเช้าถือเป็น a must เมื่อมาพัทลุง หากนั่งเรือเข้ามาทางปากประ คุณจะรู้สึกถึง landscape ที่ค่อยๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนเกือบทุกสิบนาทีที่เรือหางยาวแล่นไปด้วย จากดงกระจูด กง ทะเลบัวแดงที่โทนสีแดงกระจายอยู่บนผืนน้ำไกลสุดลูกหูลูกตา มาจนถึงลำคลองสายเล็กที่สองข้างทางเป็นพงหญ้า ที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึง ป่าพรุ และสองข้างทางที่ครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ราวกับอยู่ในป่าอะเมซอน
   ทะเลน้อยที่น้ำนิ่งสงบต่างจากทะเลสาบสงขลา ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง มันคือ wonderland ที่มนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวกว้างไกล และเงียบสงบ นกน้ำนานาพันธุ์กว่าแสนตัวอาศัยอยู่บนต้นไม้ พงไม้ ควายลงมาว่ายน้ำกินบัว กินสาหร่าย ทดแทนหญ้าที่ไม่เพียงพอ ยังไม่นับพรรณพืชอีกหลากหลายในพรุควนขี้เสี้ยนที่ทำให้ทะเลน้อยเป็น พื้นที่ชุ่มน้ำโลก (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย
   ส่วนมากแล้ว นักท่องเที่ยวมักเลือกล่องเรือในทะเลน้อยเฉพาะในช่วงเช้า แต่หากใครมีเวลา แนะนำให้ลองล่องเรือในช่วงเย็นด้วย เพราะบรรยากาศที่ได้จะแตกต่างจากตอนเช้าอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญ บนพื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่ คุณจะพบเรือเพียงไม่กี่ลำ และบ่อยครั้งอาจผ่านเข้าไปยังร่องน้ำที่มีควายนอนแช่น้ำกันอยู่เป็นฝูง
คลองปากประ
   ที่พักส่วนมากที่บรรยากาศดีมักตั้งอยู่ในบ้านปากประ ติดกับทะเลสาบสงขลาหรือไม่ก็ริมคลองปากประ โลเกชันตรงนี้นับว่าสะดวกต่อการล่องเรือตั้งแต่เช้ามืด เพราะออกจากที่พักก็ไปท่าเรือได้ใกล้ๆ คลองปากประยังเงียบสงบ และความที่มีลำน้ำสายต่างๆ ไหลมาบรรจบกันก่อนจะออกสู่ทะเลสาบสงขลา ที่นี่จึงเต็มไปด้วยปลานานาชนิด และที่ตามมาก็คือ “ยอยักษ์” ที่ชาวบ้านตั้งไว้เพื่อจับปลา
   บนผืนน้ำเรียบนิ่งกว้างไกล “ยอยักษ์” ให้ความรู้สึกเหมือน art installation ขนาดใหญ่ ถ้านั่งเรือออกไปทางปากอ่าว เข้าสู่ทะเลสาบสงขลา คุณจะพบยอยักษ์มากมายเต็มผืนน้ำไปหมด นักถ่ายภาพหลายคนมักมายืนรอเก็บภาพ “ยอยักษ์ตักดวงอาทิตย์” อยู่บนสะพานข้ามคลอง แต่เราว่าความงามแบบนั้นมันแมสไป สู้ไม่ได้กับวันที่ท้องฟ้าเป็นสีน้ำเงินอึมครึม มีแสงอาทิตย์ค่อยๆ ลอดผ่านเมฆ และมียอยักษ์ตั้งตระหง่านอยู่ตามจุดต่างๆ จนดู surreal - เหนือจริงแบบที่ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ
   ล่องเรือคลองปากประยามเย็นเป็นอีกกิจกรรมที่ไม่ควรพลาด เพราะบรรยากาศเงียบสงบ ยอยักษ์ยังคงปรากฏให้เห็น แต่ตั้งอยู่ริมสองฝั่งคลอง ตามบ้านของชาวบ้าน โดยมีนกน้ำหลายตัวเกาะอยู่บนยอ

หลาดใต้โหลด / ตลาดป่าไผ่
   เอาใจ “สายกรีน” ด้วยตลาดสองแห่งในพัทลุง นั่นคือ หลาดใต้โหนด และ ตลาดป่าไผ่สร้างสุข ตลาดแห่งแรกเปิดเฉพาะวันอาทิตย์ตั้งแต่เช้าไปจนถึงบ่ายต้นๆ ตลาดที่สองเปิดเฉพาะวันเสาร์ สินค้าที่วางขายไม่แตกต่างกันมาก มีทั้งอาหารใต้ อาหารพื้นบ้าน ขนมหวาน (อร่อยและราคาย่อมเยามากทุกอย่าง) ผักผลไม้จากชุมชน และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุธรรมชาติของทางใต้ สำหรับคนที่อยากได้ของฝากจากพัทลุง แนะนำเลยว่าต้อง “ปลาลูกเบร่” ปลาทอดตัวเล็กๆ ที่เพิ่งเก็บสดๆ มาจากยอ ตลาดทั้งสองแห่งยังเหมือนกันอีกอย่าง นั่นคือ หลาดใต้โหนดตั้งอยู่ในร่มเงาครึ้มของต้นไม้และต้นตาล (“หลาด”​มาจากคำว่าตลาด ส่วน “โหนด” คือต้นตาลโตนด)​ ส่วนตลาดป่าไผ่แน่นอนว่ามีต้นไผ่สูงชลูดคอยให้ร่มเงา บรรยากาศทั้งสองแห่งร่มรื่นเขียวขจีมาก ที่สำคัญ ชาวตลาดเขาพยายามรณรงค์ลดการใช้พลาสติก หันมาใช้แพ็กเกจจิ้งธรรมชาติ เพราะฉะนั้นที่นี่คุณจะได้รับไก่ย่างกอแระที่ห่อมาในใบตองเขียว

ขนมเปียกปูนในกระทงและไม้กลัด ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนในถ้วยแก้ว (สำหรับนั่งกินบนแคร่) และหากสายกรีนลืมเอาแก้วน้ำมาเอง ก็ไม่ต้องห่วง เพราะที่นี่เขาเสิร์ฟน้ำทั้งในกระบอกไม้ไผ่และ “หมาน้ำ” (ย่อมาจาก “หมาตักน้ำ” เป็นภาชนะใส่น้ำที่ทำมาจากกาบหรือใบปาล์ม) ส่วนหลอดพลาสติกน่ะเหรอ ลืมไปได้เลย แม่ค้าไม่มีให้หรอก เพราะใช้ทำไม ยกซดสิคะ
   จริงๆ แล้ว หลาดใต้โหนดเริ่มต้นมาจากการเป็น “บ้านนักเขียนกนกพงศ์” สถานที่ที่ นิยุติ สงสมพันธุ์ - พี่ชายของ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ - นักเขียนซีไรต์ผู้จากไปก่อนวัยอันควร ตั้งใจสร้างให้เป็นสถานที่ที่ช่วยเผยแพร่ผลงานเขียนของกนกพงศ์ รวมทั้งเป็นที่รวมตัวของคอวรรณกรรมและศิลปินการแสดงพื้นบ้าน จนต่อมาค่อยๆ กลายเป็นตลาดที่มีคนในชุมชนเอาของมาขายกัน ดังนั้นใครมาแวะมาเที่ยวแบบกรีนๆ ที่ตลาดแห่งนี้แล้ว ไม่ควรพลาดทำความรู้จัก “นักเขียนเพื่อชีวิตคนสุดท้าย” คนนี้กันด้วย