Design:--- Architecture
เลอ คอร์บูซิเอร์ ได้เขียนบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับบ้านของตัวเองไว้ว่า “เมื่อเช้านี้มีเหตุน่าจดจำเกิดขึ้น เราช่วยกันขนย้ายโซฟาใหญ่ตัวหนึ่งขึ้นมาชั้นบนด้วยความยากลำบาก แต่แล้วหลังจากเราจัดวางมันลงก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้ทั้งอพาร์ตเมนต์อบอุ่น เกิดความเป็นบ้านขึ้นมาทันที Yvonne ภรรยาของผมมีความสุขเป็นพิเศษ เพราะนับจากนี้เราก็สามารถพาเพื่อนฝูงมาดื่มกาแฟกันที่นี่ได้เสียที” เวลาแปดสิบกว่าปีได้ผ่านพ้นไปหลังจากที่ เลอ คอร์บูซิเอร์ ได้ยกโซฟาตัวใหม่เข้ามาในบ้าน
Writer:
Tonkao Panin
Photos:
Tonkao Panin
ทุกวันนี้เมื่อ เลอ คอร์บูซิเอร์ และภรรยาไม่ได้อาศัยอยู่ใน “บ้าน” แล้ว การทำงานของวัตถุทุกชิ้นในบ้านก็ย่อมไม่เหมือนเดิม ชั้นหนังสือในห้องทำงานก็ไม่ได้แบกน้ำหนักหนังสือมหาศาลของเขาอย่างที่เราเคยเห็นในรูป แต่ถูกบรรจุไว้ด้วยสิ่งอื่นโซฟาใหญ่ก็มิได้มีเพียงเจ้าของบ้าน และเพื่อนฝูงนั่งสนทนากัน แต่มันได้รองรับการมาเยือนของผู้คนแปลกหน้าจากต่างถิ่นหลากหลายชาติภาษา ที่แม้แต่เจ้าของบ้านอย่าง เลอ คอร์บูซิเอร์ เอง ก็คงไม่คาดคิดว่าวันหนึ่งจะมีผู้คนที่ตนไม่รู้จักเดินย่ำเท้าเข้าออกสถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นโลกส่วนตัวของเค้า

ผู้มาเยือนทุกวันนี้ก็อาจสงสัยว่า แล้วโซฟาที่ เลอ คอร์บูซิเอร์ พูดถึงนั้นอยู่ที่ไหน ใช่โซฟาตัวที่เรากำลังนั่งอยู่หรือเปล่า แล้วเตียงที่เราเห็นนั้นจะใช่เตียงที่เคยเป็นที่พักพิงของเจ้าของบ้านจริงๆ หรือว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงการสร้างฉากเพื่อความเพลิดเพลินของผู้มาเยือนเท่านั้น
บันทึกข้างต้นนั้น เลอ คอร์บูซิเอร์ ได้เขียนไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ.1934 หลังจากที่ย้ายเข้ามาอยู่ ณ ชั้นบนสุดสองชั้น ในตึกอพาร์ตเมนต์ที่ตนเองออกแบบ ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 24 ถนน Nungesser et Coli ในกรุงปารีส ซึ่งปัจจุบันมีมูลนิธิ เลอ คอร์บูซิเอร์ เป็นผู้ดูแลรักษา เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมได้ในช่วงเวลาสั้นๆ อาทิตย์ละครั้ง ซึ่งทุกครั้งที่เปิดก็จะมีสถาปนิก นักเรียน ประชาชนผู้สนใจ ซึ่งส่วนใหญ่เดินทางมาจากทั่วทุกหัวระแหงในโลก ไม่ว่าจะเป็นจากในยุโรปเอง หรือจากที่อื่นๆ พากันมาเข้าชม ไม่ต่างไปจากอาคารหลังอื่นๆ ของ เลอ คอร์บูซิเอร์ ในปารีส

แต่ “บ้าน” ของ เลอ คอร์บูซิเอร์ นี้ไม่เหมือนกับอาคาร อื่นๆ ด้วยเหตุผลง่ายๆ ก็เพราะมันเป็นบ้านของเขาเอง ซึ่งถึงแม้เจ้าของจะจากไปหลายสิบปีแล้ว สถานที่นี้ก็ยังมีชีวิต เพียงแต่เป็นชีวิตที่แตกต่างไป
การเยี่ยมเยือนบ้านหรือที่อยู่อาศัยของใครสักคนถือได้ว่าเป็นปรากฏการณ์ เรามักก้าวเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะบ้านเป็นตัวแทนวิถีชีวิตและความเป็นตัวตนของเจ้าของ ทุกร่องรอยในบ้านบ่งบอกกิจวัตรทุกย่างก้าว ไม่ว่าจะเป็นวิถีที่ผู้อยู่อาศัยเคลื่อนไหวเคลื่อนที่ ทำครัวรับประทานอาหารเช้า มองออกไปยังสวนหลังบ้าน หรือพาเพื่อนมาสังสรรค์ สิ่งที่เราเรียกว่าบ้านนั้นไม่ใช่เพียงกลุ่มของห้องหรือที่ว่าง ไม่ใช่วัตถุทางสถาปัตยกรรมที่มีสถาปนิกเป็นผู้กำหนดชะตา แต่เป็นชีวิตที่เติบโต และเปลี่ยนแปลง เป็นเครื่องมือพิเศษที่ทำงานตามความต้องการและวิถีชีวิตของเจ้าของ แต่ในขณะเดียวกันก็มีส่วนในการกำหนดและเบี่ยงเบนกิจกรรมการกระทำของผู้อาศัยได้เหมือนกัน
แต่คำถามคือ จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากเจ้าของบ้านเดิม มิได้อาศัยอยู่ในบ้านนั้นแล้ว คำตอบง่ายๆ คือบ้านหลังนั้นก็อาจถูกครอบครองโดยผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน เครือญาติ หรือคนแปลกหน้า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง “ใน” บ้านหลังนั้นไม่มากก็น้อย หรืออาคารหลังนั้นอาจถูกรื้อถอนทำลายไปในที่สุด แต่ในบางกรณีที่เจ้าของเดิมของ “บ้าน” หลังนั้น หรือตัวอาคารเองมีความสำคัญไม่ว่าจะทางประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม วัฒนธรรม บ้านก็อาจได้รับการอนุรักษ์เก็บรักษาให้คงสภาพเดิมในลักษณะคล้ายพิพิธภัณฑ์ ซึ่งบ้านพิพิธภัณฑ์เหล่านี้มักถูกนำเสนอในรูปของการจำลองและการจัดแสดงวิถีชีวิตเพื่อสื่อสารถึงสิ่งที่เคยมีและเคยเป็นครั้งหนึ่งในอดีต ร่องรอยของชีวิตมักถูกสร้างขึ้นใหม่เห็นได้ชัดเจนในอาคาร ปราสาท ราชวัง หรือบ้านผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์ ซึ่งเต็มไปด้วยข้าวของเครื่องใช้ของผู้อยู่อาศัยที่ล่วงลับ สถานที่เหล่านี้มักถูกกำหนดให้เล่าเรื่องราว ซึ่งในบางครั้งก็โจ่งแจ้ง ในบางครั้งก็คลุมเครือ ประเด็นที่ว่าสถานที่เหล่านั้นไม่ได้ทำหน้าที่เป็นบ้านเหมือนในอดีตอีกต่อไปแล้วนั้น ดูจะไม่ใช่จุดสำคัญเพียงแต่ขอให้ประพฤติตนเสมือนว่ายังทำหน้าที่เดิม ก็เพียงพอแก่ความต้องการและความคาดหวังของนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน แต่การจำลองชีวิตในบ้านพิพิธภัณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่วิธีเดียวที่ถูกนำมาใช้ ในทางกลับกันก็มีอาคารประเภทบ้านพิพิธภัณฑ์อีกมากมายที่ไม่ได้พยายามทำตนเสมือนว่ายังถูกใช้งานเหมือนเดิม แต่ถูกนำเสนอในลักษณะของวัตถุทางสถาปัตยกรรมว่างเปล่า มีเพียงตัวอาคารให้เราได้สัมผัสชื่นชมกับพื้นที่และรูปทรง
ทั้งสองขั้วของการนำเสนอบ้านพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการเติมงานสถาปัตยกรรมให้ไปเต็มด้วยชีวิตจำลอง หรือการทำอาคารให้ว่างกลายเป็นวัตถุทางสถาปัตยกรรม ล้วนทำให้เกิดคำถามมากมาย เรากำลังค้นหาอะไรจากการไปเยือนสถานที่เหล่านี้? และอาคารสถานที่เหล่านี้กำลังจะบอกอะไรกับเรา?
อพาร์ตเมนต์ของ เลอ คอร์บูซิเอร์ นั้นแตกต่างออกไป ไม่ใช่บ้านพิพิธภัณฑ์ที่ถูกอัดไว้ด้วยวัตถุ และองค์ประกอบมากมายเพื่อนำเสนอเรื่องราวชีวิตเจ้าของ และก็ไม่ใช่อาคารว่างเปล่าให้ชื่นชมเพียงตัวงานสถาปัตยกรรม แต่ยังคงสภาพเป็นเพียงบ้านธรรมดาที่ดูเหมือนเจ้าของอาจจะกลับมาในวันใดวันหนึ่ง ไม่เหมือนกับบ้านพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ซึ่งถึงแม้จะเต็มไปด้วยวัตถุมากมายจัดวางเรียงรายเพื่อจำลอง ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นปราสาทราชวังตั้งแต่ แวร์ซาย เชินบรุนน์หรือบ้านผู้มีชื่อเสียงในด้านต่างๆ แต่ความเต็มล้น และโจ่งแจ้งของกลุ่มวัตถุในสถานที่เหล่านั้นกลับทำให้เราไม่สามารถจินตนาการได้เลยว่า ครั้งหนึ่งบุคคลเช่นพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ จักรพรรดินี มาเรีย เธเรซา หรือนักจิตวิทยา ซิกมันด์ ฟรอยด์ จะสามารถดำรงชีวิตใน “บ้าน” หรือปราสาทราชวังเหล่านั้นได้อย่างไร เนื่องด้วยที่อยู่อาศัยทั้งหลายได้กลายสภาพจากพื้นที่รองรับกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นพื้นที่เพื่อการมอง มิติของเวลาและการเปลี่ยนแปลงได้ถูกหยุดนิ่งไว้ เช่นเดียวกับพิพิธภัณฑ์
สิ่งที่แตกต่างออกไปในบ้าน เลอ คอร์บูซิเอร์ ที่ให้บทเรียนที่สำคัญสำหรับเราคือ ความสมดุลที่อยู่ระหว่างสองขั้วของการนำเสนอบ้านพิพิธภัณฑ์ทั่วไป ทำให้หลังจากที่เราก้าวออกมาจากสถานที่นั้นแล้ว เราไม่สามารถกล่าวได้ว่าเราได้มีโอกาสไปเยือนงานสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลกที่เป็นการสร้างสรรค์อันแปลกใหม่ของสถาปนิก หรือเป็นงานสถาปัตยกรรมที่มีความงามอันลึกล้ำในที่ว่าง และรูปทรง หรือแม้แต่อาคารที่เต็มไปด้วยวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ แต่เรากลับกล่าวได้เพียงง่ายๆ ว่าเราได้ไปเยือน “บ้าน” ของใครคนหนึ่งที่มีความละเอียดอ่อนในการออกแบบจัดวาง คล้ายบทดนตรีที่มีท่วงทำนองเรียบรื่น เอื้ออำนวยต่อกิจกรรมประจำวันธรรมดาๆ ของชีวิต แต่ในขณะเดียวกันก็พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและการเติบโต ด้วยความสามารถในการปรับตัวนี้ทำให้บ้าน เลอ คอร์บูซิเอร์ ยังคงรักษาความมีชีวิตชีวาไว้ได้หลังจากเจ้าของได้จากไปแสนนาน ต่างจากบ้านพิพิธภัณฑ์ทั่วไปที่มักให้ความน่าตื่นตาตื่นใจทีแรก แต่ไม่เคยสามารถทำให้เรารู้สึกถึงความมีชีวิตได้
เหตุผลอาจเป็นเพราะว่า อพาร์ตเมนต์ ณ เลขที่ 24 ถนน Nungesser et Coli นี้ อาคารทั้งหลังยังคงทำงานอย่างเต็มที่ ยังทำหน้าที่เป็นตึกพักอาศัยที่มีเจ้าของบ้านหลากหลายเดินเข้าเดินออกทั้งวัน ภาพและเสียงจากชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นรอบข้าง ได้ทำหน้าที่เป็นปัจจัยอันหนึ่งในการต่อชีวิตของบ้าน เลอ คอร์บูซิเอร์

หรือเหตุผลง่ายๆ ก็อาจจะเป็นเพราะว่าข้าวของเครื่องใช้บางอย่างในอพาร์ตเมนต์ยังคงถูกใช้งาน (แม้จะด้วยความระมัดระวัง) ครัวยังคงทำงาน น้ำยังคงไหล ผู้มาเยือนยังได้รับอนุญาตให้รื้อค้นลิ้นชัก เปิดตู้ นั่งบนเก้าอี้ทุกตัว แม้แต่โชฟา ซึ่งอาจจะเป็นตัวเดียวกับที่ เลอ คอร์บูซิเอร์ เคยใช้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นในบ้านพิพิธภัณฑ์อื่นๆ ในช่วงเวลาสั้นๆ เราจึงรู้สึกคล้ายได้รับอนุญาตให้ “อยู่” ในบ้านหลังนี้ และมันก็ไม่เป็นการยากเลยที่เราจะสามารถจินตนาการให้ตัวเราเป็นเจ้าของสถานที่นี้ได้
วิธีการที่มูลนิธิ เลอ คอร์บูซิเอร์ เลือกใช้ในการเก็บรักษาอพาร์ตเมนต์ โดยยังคงการใช้งานไว้นี้ อาจไม่ใช่วิธีที่เหมาะสมกับการเก็บรักษา และการอนุรักษ์บ้านพิพิธภัณฑ์ในทุกกรณี อาคารเหล่านั้นล้วนมีลักษณะเฉพาะและคุณค่าทางประวัติศาสตร์ต่างกัน จึงต้องการวีธีการในการเก็บรักษาและการนำเสนอสู่สาธารณะต่างกันออกไป แต่สำหรับบ้าน เลอ คอร์บูซิเอร์ผู้รักษาได้เล็งเห็นว่าคุณค่าของสถานที่อยู่ที่ความเป็นบ้านและมิติการใช้งานตลอดจนการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการเสื่อมสภาพของวัตถุอย่างช้าๆ จึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในระดับที่เหมาะสม และเป็นสิ่งที่คุ้มค่าที่จะยอมให้เกิดขึ้น เพื่อแลกกับความมีชีวิตของสถานที่ ทำให้ทุกครั้งที่เราไปเยือนบ้านของ เลอ คอร์บูซิเอร์ มันไม่ยากเลยที่เราจะรู้สึกว่า เราเป็นแขกของเจ้าของบ้านที่ได้รับเชิญให้มาจิบกาแฟยามบ่าย มากกว่าเป็นนักท่องเที่ยวธรรมดาๆ