2. ได้ทำบุญไหว้หระกับพระองค์ใหญ่ๆ ทำให้เด็กตื่นเต้นและไม่งอแง
3. ได้เรียนรู้ประวัตืศาสตร์ของไทยจากการเที่ยว
4. เดินทางง่าย ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร
5. อาหารและขนมอร่อยทั้งนั้น
6. มีโรงแรมให้เลือกมากมาย สะดวกสบายสำหรับการมาพักผ่อนแบบครอบครัว
7. เมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ เดินทางง่าย ดังนั้นการไหว้พระหลายๆวัดจึงทำได้ ไม่ยากจนเกินไป
สิ่งสำคัญคือต้องวางแผนให้ดี

เราขับรถมาถึงอยุธยาก็มาแวะทานข้าวกลางวันที่นี่ก่อนเลยร้านอาหาร The Wine Ayutthaya ที่ได้รับการออกแบบโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์บุญเสริม เปรมธาดา สถาปนิกที่ได้รับรางวัลมากมายจากการออกแบบอาคารเรียนก่ออิฐของสถาบันกันตนา The Wine Ayutthaya คือการสร้างแรงดึงดูดให้กับเมืองอยุธยาเอง โดยใช้งานสถาปัตยกรรมแบบโมเดริ์นในบริบทของเมืองเก่า สร้างการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนเองกับผู้มาเยือน ส่วนด้านในคือพื้นที่ๆเราเห็นคนมักจะไปถ่ายรูปเก๋ๆกัน การตกแต่งภายในจะเป็นไม้อัดยางที่กลายเป็นวัสดุหลักของอาคาร แสดงความสวยงามของวัสดุเองและความแข็งแรงทนทานที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป อีกวัสดุหนึ่งที่น่าสนใจคือ PVC Sheet แผ่นพลาสติกที่ห่อหุ้มตัวผนังไม้อัดยางอีกที ส่วนภายนอก โซนด้านนอกคือร้านอาหารริมน้ำแบบอยุธยาแท้ๆ สามารถรับวิวบรรยากาศริมน้ำเต็มๆ ใครชอบส่วนไหนก็สามารถเลือกตามความสะดวกได้เลย



Kantary Hotel Ayutthaya
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มานอนที่โรงแรม Kantary Hotel Ayutthaya สื่งที่ชอบและประทับใจที่สุดคือห้องพักกว้างขวางมาก ทริปนี้เรามานอนห้อง One Bedroom Suite ภายในห้องจะมีส่วนครัวฝรั่งเล็กๆ มีโต๊ะทานข้าวและห้องนั่งเล่นที่ใหญ่มาก ส่วนห้องนอนก็จะแยกออกไป ห้องน้ำจะเป็นแบบเข้าได้สองทาง จากทั้งห้องนอนและห้องนั่งเล่นค่ะ ห้องพักสะอาดและโมเดริ์นมาก ตกแต่งด้วยไม้ กำแพงขาว ดูแล้วสบายตาน่าพักผ่อนสุดๆ วันนี้มาเช็คอินก็บ่ายแล้ว เลยเลือกมาสองวัดที่อยากจะไปช่วงบ่ายของวันนี้
เพระราชวังสมัยอยุธยาตอนต้น มีตลาดขายของฝาก อาหารต่างๆ มากมายอยู่ด้านข้าง สามารถเดินหากันได้ มาที่นี่เพื่อมานมัสการหลวงพ่อมงคลบพิตร ต่อด้วยเดินชมพระราชวังโบราณ

เป็นวัดที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ช่วงสมัยอยุธยา เพราะตั้งอยู่ในเขตพระราชวังโบราณ เปรียบได้กับวัดพระศรีรัตนศาสดารามในพระบรมมหาราชวังในกรุงเทพมหานคร วัดนี้ได้ถือว่าเป็นมรดกโลกเลยค่ะมีนักท่องเที่ยวมาชมมากมายต่อวัน วัดพระศรีสรรเพชญ์เป็นวัดเพื่อประกอบพิธีสำคัญต่าง ๆ ของบ้านเมือง และยังมีพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยาเกือบทุกพระองค์ก็ว่าได้ ปัจจุบันเหลือเพียงซากอิฐปูนแต่ยังคงความยิ่งใหญ่และงดงามของกรุงศรีอยุธยา สถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ วัดพระศรีสรรเพชญ์ พระอารามหลวงใหญ่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา จุดเด่นคือมีพระเจดีย์ทรงระฆัง 3 องค์ เป็นเจดีย์ทรงกรวยกลมแบบลังกา พบแห่งแรกในวัดสมัยอยุธยา นอกจากนี้ ยังมีพระเจดีย์รายล้อมอีก 33 องค์ ส่วนปลายทางทิศตะวันตกของเจดีย์องค์สุดท้ายมีฐานพระวิหารจตุรมุข ตรงกลางมีพระเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิ ส่วนมุขทั้ง 4 ด้านเชื่อว่าเคยมีพระพุทธรูป นั่ง ยืน นอน และเดิน ซึ่งทั้งหมดคือเรื่องราวอันทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ของไทย
หลังจากที่เราได้ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว เราก็ออกเดินทางไหว้พระกันต่อ วันนี้เราจะเริ่มกันที่ วัดพนัญเชิงวรวิหาร เมื่อก่อนนักท่องเที่ยวจะนิยมมาห่มผ้าหลวงพระใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้มีแต่ถวายผ้าอย่างเดียว ผู้คนนิยมมาไหว้หลวงพ่อโตหรือซำปอกง พระพุทธรูปปูนปั้นปามารวิชัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หน้าตักกว้าง 20.17 เมตร สูง 19 เมตร ต่อมาภายหลัง พระบามสมเด็จพระจอมเกล้าฯให้บูรณะใหม่ทั้งองค์พร้อมถวายพระนามว่า “พระพุทธไตรรัตนายก” วัดนี้มีบริเวณค่อนข้างใหญ่ มีปล่อยปลา มีของขายด้วย วัดนี้จะอยู่ใกล้ๆกับวัดใหญ่ชัยมงคล

วัดใหญ่ชัยมงคลเป็นวัดที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ในสมัยกรุงศรีอยุธยา รวมไปถึงงานสถาปัตยกรรมที่โดดเด่น เช่น เจดีย์ที่ใหญ่ที่สุดในอยุธยา ส่วนด้านหลังมีพระตำหนักสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เจดีย์องค์ใหญ่ที่ได้รับการปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่ในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งภายในนั้น ได้มีการค้นพบชัยมงคลคาถาบรรจุอยู่ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธชัยมงคล


ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก สร้างขึ้นบริเวณที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองอพยพมาสร้างเมืองใหม่ สิ่งที่น่าสนใจสำหรับวัดนี้คือ พระปรางค์ประธานองค์ใหญ่เป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นผสมศิลปะขอม มีระเบียงล้อมรอบ ภายในประดิษฐานพระปูนปั้นนับร้อยองค์และด้านข้างพระปรางค์มีมณฑปอย่างละหลัง บรรยากาศวัดนี้ดีมากเพราะอยู่ริมน้ำ ควรจะเผื่อเวลาสำหรับวัดนี้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงค่ะ




ร้านขนมไทยชื่อดังแนวฮิปสเตอร์ ร้าน “บ้านข้าวหนม” ภายในร้านมีแต่ขนมไทยค่ะ มีให้เลือกเยอะมากๆ มีเมนูเครื่องดื่มหลากหลาย สิ่งที่ประทับใจคือ รสชาติดี เราชอบเมนูขนมไทยที่นี่เพราะส่วนใหญ่จะเป็นอะไรที่เราทานชอบ อย่างเช่น ขนมใส่ไส้ ข้าวต้มมัด ไอศครีมกะทิในขนมปังและอีกมากมาย บรรยากาศร้านสบายๆ คนเยอะตลอดเพราะร้านดังค่ะ แต่ก็มีโต๊ะให้นั่งเยอะพอสมควร แวะพักที่นี่ก่อนจะเดินหน้าไปทานข้าวจริงจังกันต่อ

ร้านอาหารที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยปรรยากาศแบบไทยๆ ได้ชมบ้านไทยมีสระบัวอยู่ตรงกลาง ตอนไปถึงก็บ่ายโมงกว่าๆแล้ว อากาศร้อนมาก แนะนำให้มาช่วงเช้าเลยเพราะดอกบัวจะบานสวยค่ะ อาหารไทยอร่อยมาก โดยเฉพาะเมนูน้ำพริกลงเรือ ที่นั่งมีทั้งภายในและภายนอกให้เลือกค่ะ ครั้งนี้เรานั่งส่วนที่เป็นห้องส่วนตัวแต่อยู่ภายนอก ให้บรรยากาศเป็นส่วนตัวและย้อนยุคมากเพราะนั่งทานบนพื้น ส่วนอาคารก็จะยกสูงขึ้น เหมือนทานข้าวอยู่ในบ้านไทยเแท้ๆเลย

นี่คือวัดสุดท้ายก่อนจะเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร จะอยู่ใกล้ๆ กลับพระราชวังบางปะอิน วัดนี้จะต้องเดินทางเข้าไปโดยกระเช้าเพราะตั้งอยู่บนเกาะ โอบล้อมไปด้วยน้ำ เราชอบวัดนี้มากๆเพราะแค่การเข้าถึงก็แปลกแล้ว ถ้ามันเป็นเหมือนกระเช้าที่เราเห็นกันประจำก็คงไม่แปลกมาก แต่ที่นี่ หน้าตาก็เหมือนบ้านหลังคาทรงไทย มีลวดลายสวยงาม เป็นกระเช้าไฟฟ้า ไม่มีประตูกั้น ไม่มีพนักงานอยู่ตรงทางขึ้น เราจะมองเห็นหอทำการอยู่อีกฝั่งที่โดนควบคุมโดยพระที่นี่ พอเราไปถึงก็จะมีรถกอล์ฟพาเราไปที่ด้านหน้าของวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ ผู้ขับรถกอล์ฟก็คือพระเช่นกัน

วัดนิเวศน์ธรรมะประวัติ เป็นวัดแบบโกธิคที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ร.5 ให้สร้างขึ้นสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 ใช้เวลาในการก่อสร้าง 2 ปี 22 วัน ท่านทรงชื่นชอบสถาปัตยกรรมแบบยุโรปเป็นการส่วนตัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อทรงใช้เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล เมื่อครั้งเสด็จฯ แปรพระราชฐานมาประทับที่พระราชวังบางปะอิน เรียกได้ว่าเป็นวัดไทยในสไตล์ฝรั่งได้เลยค่ะ ผู้ออกแบบโบสถ์แห่งนี้คือ สถาปนิกจากอิตาลีชื่อโยอาคิม กราซี (Joachim Grassi) ท่านสถาปนิกผู้นี้คือหนึ่งในสถาปนิกจากยุโรปที่ได้ถวายงานให้กับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ สิ่งที่ถือเป็นจุดเด่นที่สุดของวัดแห่งนี้ก็คือพระอุโบสถของวัดที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบโกธิคทั้งภายนอกและภายในภายในอาคารโบส์ถเราจะเห็นกระจกโมเซก กระจกชิ้นเล็กสลับสี ที่ถูกเป็นวัสดุหลักของโบสถ์แบบโกธิคสำหรับการประดับช่องแสง


Gear: FILM CAMERA CONTAX G1
Films: LOMOGRAPHY 400













